Featured

กฏข้อที่ 1 : อย่าขาดทุน

สมัยตอนผมเริ่มขับรถใหม่ๆ คุณแม่จะคอยบอกผมอยู่เสมอว่าไม่ต้องขับเร็วมาก เพราะขับ 100 กับ 120 ก็ถึงบ้านต่างกันไม่กี่นาที แต่ปลอดภัยกว่ากันเยอะ และถ้าขับเร็วจนติดเป็นนิสัย พลาดพลั้งไปเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาจะไม่คุ้มกันเลย

สมัยตอนผมเริ่มขับรถใหม่ๆ คุณแม่จะคอยบอกผมอยู่เสมอว่าไม่ต้องขับเร็วมาก เพราะขับ 100 กับ 120 ก็ถึงบ้านต่างกันไม่กี่นาที แต่ปลอดภัยกว่ากันเยอะ และถ้าขับเร็วจนติดเป็นนิสัย พลาดพลั้งไปเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาจะไม่คุ้มกันเลย

ในการลงทุนก็เช่นเดียวกันครับ การที่เราพยายามทำอะไรที่เสี่ยง เพื่อให้ได้ผลตอบแทนมากขึ้นนั้น ในระยะยาวมักจะไม่ค่อยคุ้มกับกำไรที่เราได้รับมาในระยะสั้นเท่าไหร่ครับ เพราะ

  1. เราอาจจะทำถูกในบางครั้งและได้ผลตอบแทนจำนวนมาก แต่ในขณะเดียวกันเวลาเราลงทุนผิดพลาด ก็อาจจะทำให้เงินต้นเสียหายได้มากเช่นเดียวกัน ซึ่งความรู้สึกดีเวลาได้ผลตอบแทนจำนวนมากๆ เทียบไม่ได้กับ ความรู้สึกแย่เวลาที่เราขาดทุนมากๆครับ
  2. การลงทุนด้วยความเสี่ยงมากๆ จะทำให้เรามีความเครียดเกิดขึ้นได้มากกว่า บางครั้งอาจจะถึงขั้นกินไม่ได้ นอนไม่หลับเลยทีเดียว ซึ่งในระยะยาวอาจจะทำให้สุขภาพเราย่ำแย่
  3. ในเกมของการลงทุนนั้น จะเกิด Game Over ขึ้นได้กรณีเดียวก็คือ เงินต้นหายไปจนหมด ซึ่งการที่เราพยายามเสี่ยงมากเกินไป และถ้าหากเกิดความผิดพลาดร้ายแรงเพียงครั้งเดียวที่ทำให้เงินต้นเราหายไปเกือบหมด ก็เหมือนกับเราขับรถเร็วแล้วพลาดเกิดอุบัติเหตุทำให้พิการหรือเสียชีวิต ซึ่งไม่คุ้มกันเลยสักนิดเดียวกับการไปถึงที่หมายเร็วขึ้นไม่กี่นาที
  4. การลงทุนเป็นสิ่งที่เราต้องทำระยะยาวชั่วชีวิตอยู่แล้ว และจากประวัติศาสตร์ก็ทำให้เห็นแล้วว่า ไม่ว่าเราจะลงทุนแบบไหน สุดท้ายแล้ว ผลตอบแทนทบต้นก็จะอยู่ที่ประมาณ 20% ต่อปีเท่านั้น ดังนั้นการรีบร้อนลงทุนด้วยความเสี่ยง กับ การลงทุนด้วยความระมัดระวัง สุดท้ายในระยะยาวก็ทำเงินได้พอๆกัน แต่ความสุขในชีวิตจะต่างกันเยอะมาก

ผมลองทำ Excel ออกมา เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า ในการลงทุนระยะยาวนั้น การขาดทุนหนักๆเพียงไม่กี่ครั้ง อาจจะทำให้ผลตอบแทนที่ได้น้อยลงอย่างมากครับ โดยผมได้จำลองเหตุการณ์ออกมา 3 กรณี ดังนี้

  1. ลงทุนแบบไม่เสี่ยง และได้รับผลตอบแทน 20% ต่อปีไปเรื่อยๆ ด้วยเงินต้น $10,000 ผ่านไป 20 ปี จะกลายเป็นเงินทั้งสิ้น $383,376
  2. ลงทุนแบบเสี่ยงปานกลางโดยเวลาได้กำไร จะได้ 30% แต่เวลาขาดทุน จะขาดทุน 15% ซึ่งสมมติว่าทุกๆ 4 ปี จะได้กำไร 3 ปีและขาดทุน 1 ปี พบว่าจากเงินต้น $10,000 ผ่านไป 20 ปี จะกลายเป็นเงิน $227,114.53
  3. ลงทุนแบบเสี่ยงมาก เวลาได้กำไรได้ครั้งละ 50% แต่เวลาเสียก็เสียครั้งละ 50% เช่นเดียวกัน และทุกๆ 4 ปีจะขาดทุน 1 ปี ก็พบว่า ด้วยเงินต้น $10,000 ผ่านไป 20 ปี เราจะมีเงินทั้งสิ้นเพียง $136,841.84 เท่านั้น

ซึ่งก็จะเห็นได้ชัดเลยว่า การลงทุนที่แม้จะได้ผลตอบแทนสูงๆถึงครั้งละ 50% แต่เวลาขาดทุนก็เสียเยอะเหมือนกันนั้น ในระยะยาวแล้วกลับให้ผลตอบแทนที่น้อยที่สุดเลยครับ ยังไม่นับรวมสุขภาพและเวลาที่เราต้องเสียไปกับการลงทุนแบบเสี่ยงๆนี้ด้วยครับ

และนี่เลยเป็นที่มาของกฏการลงทุนง่ายๆที่ Warren Buffett บอกเอาไว้ครับว่า
1. อย่าขาดทุน
2. กลับไปอ่านข้อ 1 ให้เข้าใจ

เพราะถ้าหากเราไม่ขาดทุนหนักๆแล้ว เราก็มีโอกาสสร้างผลตอบแทนทบต้นได้ไปเรื่อยๆ และก็สามารถไปถึงจุดหมายทางการเงินที่ตั้งใจไว้ได้แน่นอนครับ จริงๆเพียงแค่ทำผลตอบแทนทบต้นได้ 20% ต่อปี ก็สามารถเปลี่ยนเงินจาก 1 ล้านให้เป็น 100 ล้านได้ ภายในประมาณ 25 ปีแล้วครับ

และเชื่อผมเถอะครับว่า การมองเห็นเงินของเราโตขึ้นปีละ 20% ไปเรื่อยๆนั้น ให้ความรู้สึกที่ดีกว่าการนั่งมองดูเงินหายไป 50% ในบางปีอย่างแน่นอนครับ

Featured

การพัฒนาอัลกอริธึมของ Jitta

981196_1693329130943722_5378797968921271853_o
ความแตกต่างระหว่างอัลกอริธึมเก่า กับอัลกอริธึมที่ได้รับการพัฒนาใหม่

เนื่องจากในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา ผมและทีมงานมีโอกาสได้พูดคุยและเรียนรู้จากนักลงทุน VI เก่งๆ หลายๆท่าน ได้รับคำแนะนำดีๆ กลับมาศึกษา วิจัย และ พัฒนา Jitta Score และ Jitta Line ให้มีประสิทธิภาพ และตรงกับการใช้งานของนักลงทุนมากยิ่งขึ้น

โดยหลักๆแล้ว แนวคิดที่เรานำมาใช้ปรับ Jitta Score และ Jitta Line เพิ่มเติมในครั้งนี้มี 2 ส่วนด้วยกัน คือ

12823437_1691868011089834_4589704314377695501_o
Barnes Group Inc. (https://www.jitta.com/stock/b)

1. การตัดกำไรพิเศษออกจากการคำนวณ Jitta Score และ Jitta Line

สำหรับบริษัทที่บางปีมีกำไรพิเศษเข้ามาเพียงครั้งเดียว เช่น จากการขายทรัพย์สินบางอย่างออกไป ก่อนหน้านี้ทาง Jitta จะคงกำไรพิเศษนี้ไว้ในการคำนวณ เพราะมองว่า กำไรนั่นคือ สิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ณ เวลานั้น และเมื่อนักลงทุนมองดูจะได้เห็นภาพได้ชัดเจนทั้งหมดว่าเกิดอะไรขึ้นกับบริษัทบ้าง แล้วค่อยไปดูรายละเอียดตัวเลขในงบการเงินจริงๆอีกครั้งนึงว่า กำไรเหล่านั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร เพราะบางครั้งถ้าเราเข้าใจ เราก็สามารถที่จะทำกำไรจากสถานการณ์พิเศษแบบนี้ได้เช่นกัน

แต่เมื่อผู้ใช้งาน Jitta เพิ่มมากขึ้น ก็พบว่า บางครั้งกำไรพิเศษเหล่านี้จะทำให้นักลงทุนที่ไม่ชำนาญการอ่านงบการเงินอาจจะเข้าใจผิด คิดว่าราคาหุ้นถูกมาก และ อาจจะเข้าไปลงทุนด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ได้

ดังนั้นเพื่อปกป้องความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ต่อไป Jitta จะตัดกำไรพิเศษเหล่านั้นออกไปจากการคำนวณค่าทุกอย่างบน Jitta เพื่อให้ Jitta Score และ Jitta Line สะท้อนภาพการดำเนินงานของบริษัทได้ดียิ่งขึ้น

ทั้งนี้โดยมากแล้ว บริษัทที่มีกิจการยอดเยี่ยม มี Jitta Score สูงอยู่แล้ว ก็จะไม่ค่อยได้รับผลกระทบตรงนี้เท่าไหร่ครับ เพราะไม่ค่อยได้มีกำไรพิเศษมากๆอยู่แล้ว และจากที่ดู การปรับเปลี่ยนนี้มีผลกับหุ้นเพียงแค่ประมาณ 10% ของหุ้นทั้งหมดบน Jitta ครับ

905938_1693329134277055_8284410340379272789_o
Cognizant Technology Solutions Corp. (www.jitta.com/stock/ctsh)

2. การปรับ Jitta Line ของบริษัทที่ดี และกำลังเติบโตให้มีมูลค่ามากขึ้น

โดยปรกติ Jitta Line จะถูกคำนวณแบบอนุรักษ์นิยมมาตลอด เพื่อปกป้องความเสี่ยงของนักลงทุน ทำให้บางครั้งนักลงทุนไม่สามารถที่จะลงทุนในหุ้นที่ดีๆที่มีการเติบโตสูงได้ เพราะราคาหุ้นจะอยู่สูงกว่า Jitta Line มากเกือบตลอดเวลา

ในจุดนี้ผมนำมาปรับว่า ถ้าหากว่าเป็นหุ้นที่มีคุณภาพกิจการดี มีรายได้และกำไรที่มั่นคง และ อยู่ในช่วงเติบโตอยู่ สามารถที่จะให้มูลค่าการเติบโตที่สูงนี้อยู่ในการคำนวณ Jitta Line ได้มากขึ้น จะได้สะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของกิจการ ณ ช่วงเวลานั้นได้มากขึ้น

แต่สำหรับหุ้นที่คุณภาพกิจการไม่ค่อยดี หรือ อยู่ในอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงสูง ต่อให้จะเติบโตสูงแค่ไหนก็ตาม Jitta Line ก็จะยังคำนวณแบบอนุรักษ์นิยมเหมือนเดิมครับ

เช่นเดียวกับกรณีที่ 1 ครับ การปรับเปลี่ยนนี้ไม่ได้มีผลกระทบมาก มีหุ้นที่อยู่ในเกณฑ์การปรับเปลี่ยนนี้อยู่แค่ไม่เกิน 4% ของหุ้นทั้งหมดบน Jitta ครับ

ซึ่งหลังจากที่ได้ทดลองปรับสูตร Jitta Score และ Jitta Line ตามแนวคิดแล้ว พบว่าผลตอบแทนของ Jitta Ranking มีการปรับเปลี่ยนไปเล็กน้อยครับ ตามตารางด้านบน

ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2559 เป็นต้นไป ทาง Jitta จะปรับมาใช้การคำนวณ Jitta Score และ Jitta Line แบบใหม่นี้กับทุกหุ้นบน Jitta ครับ ซึ่งอาจจะส่งผลให้ค่า Jitta Score, Jitta Line และ Jitta Ranking ของบางหุ้นเปลี่ยนไปนะครับ รวมถึงข้อมูลผลตอบแทนและรายชื่อหุ้นต่างๆในหน้า library.jitta.com/ranking ก็จะเปลี่ยนไปใช้ข้อมูลใหม่หลังจากที่ได้ทำการทดสอบแล้วเช่นกันครับ

ผมมองว่า Jitta ก็เหมือนกับ Google ที่มี algorithm ต่างๆเป็นของตัวเอง ที่สามารถพัฒนาให้ดีขึ้นได้เรื่อยๆ เพราะ Google เมื่อ 10 ปีที่แล้ว กับ Google ในวันนี้ ก็มีวิธีคำนวณผลการค้นหาที่แตกต่างกัน ก็หวังว่า Jitta จะได้รับคำแนะนำจากนักลงทุนและพัฒนาตนเองไปได้เรื่อยๆ เพื่อให้ Jitta Score และ Jitta Line กลายเป็นมาตรฐานการลงทุนที่ดีที่สุดให้กับนักลงทุนทั่วโลกได้ครับ

ขอบคุณนักลงทุนทุกท่านที่คอยสนับสนุน Jitta มาโดยตลอดนะครับ ถ้ามีคำแนะนำใดๆเพิ่มเติม ส่งมาแนะนำเราได้ที่ wonderful@jitta.com ตลอด 24 ชั่วโมงครับ

อยากเล่นหุ้นของตลาด US ต้องเปิดพอร์ตที่ US หรือที่ไทย

ถ้าคุณจะเปิดพอร์ตกับโบรกเกอร์ที่อเมริกา คุณอาจต้องใช้เลข SSN ครับ ถ้ามีก็สมัครโบรกเกอร์ไหนก็ได้ครับ ถ้าไม่มีเลข SSN ก็จะต้องไปเปิดออนไลน์ที่ https://www.interactivebrokers.com/en/home.php ครับ ก็จะสมัครเหมือนกับอยู่ไทยโดยใช้ที่อยู่ไทยครับ ไม่ต้องใช้ SSN

คุณสามารถเปิดพอร์ตเล่นหุ้น US กับโบรกเกอร์ในไทยได้เหมือนกัน ปัจจุบันก็สามารถเปิดได้หลายโบรกเกอร์แล้วครับ เช่น Kimeng, ASP, Phatra, SCBS, AIRA เป็นต้น ลองเข้าไปดูรายละเอียดการสมัครในเว็บของแต่ละโบรกเกอร์ได้ครับ

ถ้าราคาหุ้นที่เราสนใจยังอยู่สูงกว่า Jitta Line และมีความเห็นอย่างไรในการออมหุ้นโดยใช้หลักการ Dollar Cost Averaging (DCA) โดยไม่สนใจว่าซื้อที่ราคาไหน

สำหรับหลักการ Dollar Cost Averaging (DCA) ก็เป็นหลักการที่ดี แต่ถ้าจะใช้ให้ได้ผลก็ควรจะเลือกหุ้นที่มีคุณภาพดีและเราคาดการณ์ได้ว่าบริษัทจะสามารถสร้างกระแสเงินสดเพิ่มขึ้นได้ทุกปีครับ (ไม่ใช่ว่าจะ DCA หุ้นอะไรก็ได้) ซึ่งหลักการ DCA ก็จะช่วยขจัดอารมณ์ของเราในการลงทุนออกไปครับ สร้างวินัยให้ลงทุนไปเรื่อยๆ ทุกเดือนในหุ้นที่ดี สุดท้ายเงินลงทุนของเราก็จะเติบโตไปเรื่อยๆ

แต่ถ้าจะใช้ Jitta คู่กับ DCA เราก็แนะนำว่า ควรจะเลือกหุ้นที่มี Jitta Score สูงๆ และ Jitta Line เพิ่มสูงขึ้นทุกปี จากนั้นก็เริ่มลงทุนเมื่อราคาหุ้นอยู่พอดีๆ กับ Jitta Line ครับ จากนั้นก็ค่อยๆ DCA ไปเรื่อยๆ ครับ ก็น่าจะทำให้เราได้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างดีมากเทียบกับตลาด

กรณีเราไม่มีเงินก้อน แต่สามารถลงทุนแบบรายเดือนเช่นเดือนละ $1,000 เราจะมีกลยุทธ์การลงทุนอย่างไร

กรณีที่ไม่มีเงินก้อน แต่มีเงินรายเดือนมาลงทุนเดือนละ $1,000 เราคิดว่า เมื่อได้เงินมาก็ค่อยๆ เก็บเข้าบัญชีเงินลงทุนไปเรื่อยๆ ครับ จนกว่าจะมีโอกาสดีๆ ให้ลงทุนในหุ้นที่เราสนใจ ในราคาที่เหมาะสมครับ ทั้งนี้การลงทุนเราไม่จำเป็นต้องรีบร้อนครับ รอจังหวะและโอกาสดีๆ ครั้งเดียวจะดีกว่า โดยเฉพาะถ้าหากเราต้องการลงทุนในหุ้นคุณภาพดีและจะถือยาวอยู่แล้ว

คุณสามารถวางแผนการเงินและการลงทุนจาก Jitta Financial Planner ที่นี่

ถ้าเราถือหุ้นที่ราคาสูงกว่า (Above) Jitta Line ซัก 30-50% และ Jitta Line ยังมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ และ Jitta Score ยังสูงดีต่อเนื่อง (พื้นฐานดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ตลาดอาจจะคาดหวังมากเกินไป) เราควรจะขายหุ้นออกไปเมื่อไหร่

ตามหลักการลงทุนที่เขียนไว้ใน Jitta Strategy ข้อ 9 นั้น เราจะขายหุ้นของบริษัทเมื่อ Jitta Score และ Jitta Line ลดลง (ธุรกิจของบริษัทกำลังอยู่ในช่วงขาลง หรือ ธุรกิจประสบปัญหา) มีโอกาสทางการลงทุนที่ดีกว่า (เจอธุรกิจที่ดีกว่า ในราคาที่น่าลงทุนกว่า)

ดังนั้นก่อนขายต้องตัดสินใจให้ได้ก่อนครับว่า ขายแล้วเราจะเอาเงินไปทำอะไรต่อครับ ถ้าให้ดีที่สุด ก็ควรจะต้องมีโอกาสการลงทุนที่ดีกว่า ก็ค่อยขายเพื่อนำเงินไปลงทุนครับ แต่ถ้ายังไม่มีการลงทุนที่ดีกว่า การซื้อหุ้นของบริษัทที่ยอดเยี่ยมไว้ ในระยะยาวก็ยังคงจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าถือเงินสดหรือฝากไว้ในธนาคารอยู่ดี

ในกรณีที่เจอบริษัทที่ดีมากแล้ว (Jitta Score สูง) และราคาต่ำกว่าราคาที่เหมาะสมมาก (Below Jitta Line มาก) แต่มีสภาพคล่องต่ำ ตามแนวทางการลงทุนของ Warren Buffett เราควรจะลงทุนหรือไม่

ตามหลักการลงทุนจริงๆ แล้ว เราไม่ได้สนใจเรื่องสภาพคล่องมากครับ เพราะนั่นเป็นเรื่องของตลาดหุ้นครับ ถ้าหากมีโอกาสที่จะลงทุนในบริษัทเหล่านี้ได้ในราคาที่ถูก เราก็สามารถลงทุนได้

แต่ทั้งนี้ สภาพคล่องจะมีปัญหากรณีเดียว นั่นคือเงินลงทุนของเรามีขนาดใหญ่กว่าสภาพคล่องของหุ้นมากจนเกินไป และกว่าที่เราจะซื้อหุ้นได้ครบตามจำนวนที่ต้องการ (เช่น 10% – 20% ของพอร์ต) จะทำให้ราคาเฉลี่ยที่ซื้อแพงกว่าราคาที่เหมาะสม หรือ แพงกว่าราคาที่มี Margin of Safety ในใจเราไปแล้ว แบบนั้นก็อาจจะทำให้เราลงทุนไม่ได้ครับ ก็ต้องมองหาเฉพาะบริษัทที่เหมาะสมกับขนาดเงินลงทุนของเราครับ ยกตัวอย่างของ Warren Buffett ตอนนี้ที่เงินมากมายมหาศาล ก็ไม่สามารถที่จะลงทุนในบริษัทขนาดเล็กได้อีกต่อไปครับ ก็ต้องซื้อหุ้นหรือซื้อบริษัทที่มีผลกำไรสุทธิหลายร้อยล้านดอลล่าร์ขึ้นไปเท่านั้นครับ ไม่เหมือนสมัยตอนหนุ่มๆ ที่สามารถลงทุนในหุ้นได้หลากหลายตัว

ดังนั้นคำถามที่ว่าเราควรลงทุนในหุ้นที่มีสภาพคล่องต่ำไหม ก็ต้องตอบด้วยขนาดพอร์ตของแต่ละคนครับ ถ้าพอร์ตยิ่งใหญ่มากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องลงทุนในหุ้นที่มีสภาพคล่องสูงมากขึ้นเท่านั้น

อยากจะทราบว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่า บริษัทจะจ่ายเงินปันผลเมื่อไร

โดยปกติการประกาศข่าวการจ่ายเงินปันผล หรือผลตอบแทนจากบริษัทในตลาดหลักทรัพย์จะทำอย่างทางการ โดยสามารถเข้าไปดูข้อมูลได้จากตลาดหลักทรัพย์ของประเทศนั้นๆ

สำหรับประเทศไทยทางบริษัทจะประกาศข่าวการจ่ายเงินปันผลออกมาซึ่งสามารถอ่านข้อมูลได้ที่ http://www.set.or.th หลังจากประกาศออกมาแล้ว ก็สามารถเข้าไปดูตารางวันที่จ่ายเงินปันผลได้ ที่นี่

ในการลงทุนระยะยาวด้วยวิธีของ Warren Buffett เราจะสามารถนำเงินลงทุนของเราออกมาใช้ได้ตอนไหนบ้างครับ ควรจะต้องมีการวางเป้าหมายทางการเงินและผลตอบแทนอย่างไร

จริงๆ แล้วการลงทุนแนว Warren Buffett ถ้าทำอย่างถูกต้องก็ไม่แตกต่างจากการนำเงินไปฝากธนาคารสักเท่าไหร่ เพราะมีความปลอดภัยของเงินต้นสูง แต่เงินต้นจะเติบโตสูงกว่าฝากธนาคารมาก ถ้าลงทุนเก่งๆ ก็อาจจะได้ 15%-20% ต่อปีครับ ซึ่งทั้งนี้วิธีการวางแผนเป้าหมายทางการลงทุนและวิธีการใช้เงินนั้นก็ได้หลายแบบ สามารถเข้าไปดูได้ที่ Jitta 101 Part 5 ช่วงนาทีที่ 9.25