# 1 : Portfolio Management

ตามที่ผมได้สัญญาไว้นะครับว่า จะมาเขียนอธิบายเกี่ยวกับหลักการมองภาพรวมการลงทุนของเราในเชิง Portfolio เพื่อให้เราวิเคราะห์การลงทุนได้ถูกต้องมากยิ่งขึ้น และพร้อมกันนี้จะได้เข้าใจที่มาที่ไปและวิธีการใช้งาน Jitta Portfolio ไปด้วยในตัวครับ

Advertisements

ตามที่ผมได้สัญญาไว้นะครับว่า จะมาเขียนอธิบายเกี่ยวกับหลักการมองภาพรวมการลงทุนของเราในเชิง Portfolio เพื่อให้เราวิเคราะห์การลงทุนได้ถูกต้องมากยิ่งขึ้น และพร้อมกันนี้จะได้เข้าใจที่มาที่ไปและวิธีการใช้งาน Jitta Portfolio ไปด้วยในตัวครับ

(ใครที่ยังไม่ได้เข้าไปลองใช้งาน Jitta Portfolio สามารถเข้าไปใช้งานได้ที่ www.jitta.com/portfolio)

ทั้งนี้ตัวอย่าง Portfolio ที่ผมนำมาใช้อธิบายในครั้งนี้ คือ พอร์ตการลงทุนตาม Jitta Ranking Top 5 หรือ Jitta Ranking Top 10 ตั้งแต่สิ้นปี 2008 เป็นต้นมานะครับ (เลือกแบบ random นะครับ ไม่ได้มีหลักการว่าทำไมปีนี้เลือก Top 5 ทำไมปีนี้เลือก Top 10) และทำการซื้อขายแค่ปีละ 1 ครั้ง ตามหลักการของ Jitta Ranking ปรกติครับ

ซึ่งภาพ Portfolio ตัวอย่างนั้นก็คือ Portfolio ณ ปัจจุบัน โดยเลือกซื้อตาม Jitta Ranking Top 10 ของสิ้นปี 2013 โดยซื้อเฉลี่ยทุกตัวเท่าๆกันตัวละ 10% และถือมาเรื่อยๆจนถึงปัจจุบัน (10 Nov 2014) ซึ่งโดยหลักการลงทุนที่ดีแล้ว มีเรื่องที่เราควรจะต้องเรียนรู้ดังนี้ครับ

1. ให้มองผลตอบแทนรวมของพอร์ตการลงทุนแบบ YTD (Year To Date)

จะเห็นว่าในหน้า Summary ของ Jitta Portfolio นั้น ในส่วนของ Tab Performance นั้น หน้าตาก็จะคล้ายๆกับพอร์ตที่เราเห็นได้ทั่วไป ซึ่งถือว่าเป็นรูปแบบของพอร์ตพื้นฐาน ที่ให้เราเห็นว่า หุ้นแต่ละตัวที่เราลงทุนไปนั้นได้ผลตอบแทนกลับมาเท่าไหร่บ้าง และโดยรวมทั้งพอร์ตนั้น เรากำไรขาดทุนอยู่เท่าไหร่ (ตรง Gain และ Gain %)

ซึ่งจะเห็นว่าจากทั้งหมด 10 ตัวในพอร์ตนั้น มีหุ้นที่กำไรเกิน 20% อยู่ 6 ตัว หุ้นที่กำไรน้อยกว่า 20% อยู่ 3 ตัว และหุ้นที่ขาดทุน 4.28% อยู่ 1 ตัว

ข้อมูลเพียงแค่นี้บอกอะไรเราไม่ได้มากเกี่ยวกับความสามารถในการลงทุนของเรา เพราะสิ่งที่ขาดไปคือ ช่วงเวลาที่เราลงทุนในหุ้นแต่ละตัวครับ เพราะอย่าลืมว่าเวลาเราวัดผลตอบแทนการลงทุนนั้น เราจะต้องคิดเป็นรายปี และ นำไปเทียบกับ ผลตอบแทนรายปีของการลงทุนอื่นๆ เช่น ฝากธนาคาร หรือ ซื้อพันธบัตร หรือ ผลตอบแทนรวมของตลาด เป็นต้น

เช่น สมมติว่า หุ้นตัวที่เราได้กำไร 55.42% นั้น เราซื้อและถือมานาน 5 ปีแล้ว เท่ากับว่าเราได้ผลตอบแทนทบต้นต่อปีเพียงแค่ 9.22% เท่านั้นเอง หรือ ถ้าหากว่าถือมานาน 3 ปี ผลตอบแทนทบต้นก็จะเท่ากับ 15.83% ต่อปี (ซึ่งถ้าเป้าหมายการลงทุนของเราอยู่ที่ 20% ต่อปี ก็ถือว่า เราทำได้ต่ำกว่าเป้าหมายพอสมควร)

ดังนั้นการที่รู้แค่ Total Gain ว่าได้กำไรนั้น เป็นเพียงภาพลวงให้เราดีใจว่าเราได้กำไร แต่ไม่ได้บ่งบอกความสามารถที่แท้จริงว่า เราลงทุนได้ดีแค่ไหน และ ผลตอบแทนที่ได้รับ เป็นไปตามแผนการลงทุนของเราหรือเปล่า เมื่อวัดผลไม่ได้ ก็ ไม่สามารถทำให้เราเรียนรู้อะไรจากการลงทุนได้เลย

เพื่อแก้ไขปัญหานี้ Jitta Portfolio จึงมีตัวเลข YTD (Year To Date) Return อยู่ทางด้านซ้ายบนเสมอ เพื่อให้เราได้เห็นผลตอบแทนการลงทุนของเราชัดเจนขึ้นว่า ตั้งแต่ต้นปีมานั้นผลตอบแทนการลงทุนของเราอยู่ที่กี่เปอร์เซ็นต์ อย่างในกรณีตัวอย่าง YTD Return ของปี 2014 ของพอร์ตนี้อยู่ที่ 28.19%

เมื่อเทียบกับดัชนี SET 50 ที่มีผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ 18.98% ก็ถือว่าเราทำได้ดีว่าตลาดเกือบๆ 10% ซึ่งถือได้ว่าค่อนข้างดีทีเดียวครับ

ถ้าเป้าหมายการลงทุนของเราอยู่ที่ 20% ต่อปี ก็ถือว่าเราทำได้ดีกว่าเป้าหมายเกือบๆ 10% เช่นเดียวกัน ซึ่งก็ถือว่าทำได้ดีเช่นเดียวกัน

การคิดตัวเลขผลตอบแทน YTD Return นั้น ก็คิดโดยวัดจากต้นปีว่ามี Total Asset เท่าไหร่ (นับจากราคาหุ้นสุดท้าย ณ วันสิ้นปีที่แล้ว) และปัจจุบันมี Current Asset เท่าไหร่ (ราคาหุ้น ณ ปัจจุบัน) ก็จะทำให้เราเห็นภาพการลงทุนของปีนี้ได้ทันที โดยไม่เกี่ยวข้องว่า ถือหุ้นแต่ละตัวมากี่ปี หรือ กี่เดือนแล้วครับ

ซึ่งการที่เรามีตัวเลข YTD Return นี้ จะทำให้ชีวิตเราไม่ตื่นเต้นวุ่นวายกับการลงทุนมากจนเกินไป เพราะเราจะไม่ไปวุ่นวายกับราคาหุ้นที่วิ่งขึ้นลงในแต่ละวันของหุ้นแต่ละตัวมากมายนัก หุ้นตัวไหนได้กำไรมาก หุ้นตัวไหนขาดทุนมาก ก็ไม่ค่อยมีผลอะไรกับสภาวะอารมณ์เราเท่าไหร่ เพราะตราบเท่าที่ตัวเลข YTD Return ยังคงชนะเป้าหมายที่เราตั้งไว้ในแต่ละปี เราก็ยังคงมีความสุขเสมอครับ

และเมื่อสภาวะทางอารมณ์ของเรานิ่งแล้ว เราจะมองการขาดทุนในหุ้นบางตัวเป็นเรื่องปรกติ และเป็นบทเรียนให้เราได้เรียนรู้และค้นหาว่า ทำไมเราถึงขาดทุน มีอะไรที่เราทำพลาดไปบ้าง เพื่อใช้ในการพัฒนารูปแบบกลยุทธ์การลงทุนของเราต่อไปครับ

2. ให้แยกเงินสดเพื่อการลงทุน (Cash for investment) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตการลงทุนเสมอ

สำหรับนักลงทุนนั้น สิ่งหนึ่งที่ควรจะทำให้ชัดเจนก็คือ การแยกบัญชีใช้จ่ายส่วนตัว ออกจากบัญชีการลงทุนให้ชัดเจนครับ เพื่อที่เราจะได้สามารถคำนวณผลตอบแทนการลงทุนของเราได้ถูกต้อง

จะเห็นว่าด้านล่างของ Jitta Portfolio จะมี Cash อยู่ด้วยเสมอ และ Total Portfolio ก็จะรวม Cash เข้าไปด้วย เพราะถือเป็นทรัพย์สินหนึ่งที่เราถือไว้ด้วยนอกจากหุ้นครับ ดังนั้นเวลาคำนวณผลตอบแทนการลงทุนก็ต้องคิดรวมจากทรัพย์สินทั้งหมดครับ

สมมติว่า เรามีเงินลงทุนทั้งหมด 1,000,000 บาท แล้วเรานำเงิน 300,000 บาทไปซื้อหุ้น และได้กำไรกลับมา 150,000 บาท เราอาจจะดีใจว่าได้กำไรกลับมา 50% จากการซื้อหุ้น แต่ในความเป็นจริงแล้วเมื่อมองในรูปผลตอบแทนรวมของทรัพย์สินทั้งหมด เราทำกำไรได้เพียงแค่ 15% เท่านั้นเอง

ดังนั้นการวม Cash เข้าไปอยู่ใน AUM (Asset Under Management) ด้วย ก็จะทำให้ผลตอบแทนรายปีตรง YTD Return นั้น แม่นยำและสะท้อนภาพของความเป็นจริงของการลงทุนได้มากขึ้นครับ

ทาง Jitta Portfolio ก็จะมีให้เราทำการ Deposit/Withdraw เงินสด เข้าออกจากพอร์ตการลงทุนเสมอ เพื่อให้สามารถคิดผลตอบแทนที่เราทำได้ทุกปีอย่างถูกต้อง และในหน้า Transaction เองก็จะแสดงรายการ Deposit/Withdraw เอาไว้เสมอ เพื่อให้เราย้อนกลับมาดูได้ว่า เราใส่เงินเพิ่มหรือถอนออกไปเท่าไหร่ เมื่อไหร่ครับ

อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญก็คือ ด้วยการวางแผนการลงทุนและการกำหนดรูปแบบเงินเข้าออกที่ชัดเจน จะทำให้เราสามารถนำเงินกำไรที่ทำได้ออกไปใช้จ่ายส่วนตัวได้ง่ายขึ้นครับ เช่น ถ้าหากปรกติเราตั้งเป้าหมายการลงทุนที่ 20% ต่อปี ถ้าหากปีไหนทำได้ 35% ก็เท่ากับว่า ตอนสิ้นปีเราสามารถนำกำไร 15% ที่ทำเกินกว่าเป้าหมายออกไปใช้ได้ครับ และเราก็บันทึกใน Note ว่า เป็นเงินโบนัสจากกำไรที่ทำได้มากกว่า 20%

เมื่อทำดังนี้แล้ว เราก็จะลงทุนอย่างมีความสุข อีกเช่นเคยครับ และก็จะสนุกกับการท้าทายให้ตัวเองลงทุนชนะเป้าหมายการลงทุนทุกปีครับ

3. มองความแข็งแกร่งของพอร์ตการลงทุนแบบนักธุรกิจ

ตามที่ Warren Buffett บอกไว้ครับว่า “อะไรที่สมเหตุสมผลในธุรกิจ ก็จะสมเหตุสมผลในการลงทุน” ดังนั้นเวลาที่เราจะทำการปรับเปลี่ยนการลงทุนใดๆก็ตาม ควรจะทำด้วยมุมมองทางธุรกิจเสมอๆครับ

คนส่วนมากที่ขาดทุนจากตลาดหุ้นนั้นก็เพราะ เวลาขายหุ้นก็มักจะขายหุ้นดีๆที่มีกำไรสูงในพอร์ตออกไปก่อนเสมอๆ และทำการเก็บหุ้นแย่ๆที่ขาดทุนๆเอาไว้ ทำให้สุดท้ายแล้วเงินก็จะจมอยู่ในหุ้นที่แย่ๆที่ราคาลดลงเรื่อยๆครับ (และหุ้นดีๆที่ขายออกไป ราคาก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆอย่างน่าเจ็บใจ T_T)

ที่เป็นแบบนี้ส่วนหนึ่งก็เพราะว่า คนทั่วไปจะเห็นเพียงแค่ราคาหุ้น ต้นทุน กำไร ในพอร์ตของตนเพียงแค่นั้น แต่ไม่ได้มีข้อมูลที่สำคัญอื่นๆมาช่วยให้วิเคราะห์การลงทุนได้ดีขึ้นครับว่า จะซื้อ ถือ หรือ ขาย หุ้นตัวไหนออกไปดี

ดังนั้น Jitta Portfolio จึงมีการแสดงข้อมูลทางคุณภาพและมูลค่าที่เหมาะสมของทั้งพอร์ตและของหุ้นแต่ละตัวให้เราได้รู้ว่าเมื่อไหร่ที่ควรจะต้องพิจารณาปรับพอร์ต และ ควรจะต้องปรับพอร์ตโดยการขายหุ้นตัวไหนออกไปครับ

จากรูปของพอร์ตตัวอย่าง จะเห็นว่า ในหน้า Summary ทางด้านขวาบนจะมีบอก Jitta Score ของพอร์ตโดยรวมว่าเท่ากับ 7.07 และ มูลค่าตลาดโดยรวมของพอร์ตอยู่ต่ำกว่ามูลค่าที่เหมาะสมที่แท้จริงอยู่ 37.48% (37.48% Below Jitta Line)

ซึ่งหลักการคิดวิเคราะห์ Jitta Score, Jitta Line ของพอร์ตนั้น ก็ใช้หลักการประหนึ่งว่า เราคือ บริษัทแม่ที่ถือหุ้นในบริษัทลูกอยู่หลายๆแห่ง ในสัดส่วนที่แตกต่างกันครับ

ดังนั้นเราก็จะสามารถเห็นความแข็งแกร่งโดยรวมของพอร์ตการลงทุนเราได้ง่ายๆเลยครับ และเราควรจะพยายามปรับพอร์ตโดยให้ Jitta Score, Jitta Line ของเราอยู่ในเกณฑ์ความแข็งแกร่งที่เราต้องการ เช่น Jitta Score มากกว่า 7 และ Below Jitte Line มากกว่า 10% อยู่ตลอดเวลา

เมื่อไหร่ที่ Jitta Score ของพอร์ตเราลดลงเหลือแค่ 6.1 หรือว่า มูลค่าพอร์ตเรา 5% Above Jitta Line ไปแล้ว นั่นเป็นสัญญาณเตือนง่ายๆว่า ถึงเวลาที่เราควรจะต้องมาพิจารณาปรับพอร์ตได้แล้วครับ

แล้วจะปรับพอร์ตยังไงล่ะ ด้วย Jitta Portfolio ก็ง่ายมากครับ เพราะว่าเรามี Tab Fundamental ที่ให้เราใช้ดูพื้นฐานของหุ้นแต่ละบริษัท (Jitta Score, Jitta Factor) และราคาถูกแพงของหุ้นแต่ละตัว (Above/Below Jitta Line) ได้ง่ายๆเลยครับ

ดังนั้นจากตัวอย่างด้านบน ถ้าหากว่าพอร์ตเรากลายเป็น Jitta Score 6.1 และ 5% Above Jitta Line ถ้าหากเราอยากปรับพอร์ตให้กลับมาอยู่ในกลยุทธ์ที่เราต้องการคือ Jitta Score มากกว่า 7 และ Below Jitta Line มากกว่า 10% เราก็แค่ขายหุ้นที่ Jitta Score ต่ำๆและราคาสูงกว่า Jitta Line แล้วออกไป พร้อมทั้งไปซื้อหุ้นตัวใหม่ที่ Jitta Score มากกว่า 7 และราคาต่ำกว่า 10% Below Jitta Line เข้ามานั่นเองครับ

ฟังดูแล้วเหมือนง่ายนะครับ แต่สมัยก่อนที่ไม่มี Jitta งานนี้เป็นงานที่หนักเอาการทีเดียวครับ และต้องใช้จินตนาการขั้นสูงมากเลยทีเดียว (บวกกับต้องนั่งทำ visualize ตัวเลขต่างๆใน excel เองด้วยนะครับ)

นอกจากนี้จะเห็นว่า ต่อให้พอร์ตของเราไม่มีสัญญาณร้ายใดๆให้ปรับพอร์ตตามแนวทางด้านบน เราก็สามารถพิจารณาปรับหุ้นรายตัวออกไป เพื่อปรับพอร์ตให้แข็งแกร่งในมุมที่เราต้องการก็ได้ เพราะ Jitta Portfolio จะแสดงค่า Jitta Score, Jitta Factor, Jitta Line ของหุ้นรายตัว ให้เราดู 3 ช่วงเวลาด้วยกันคือ วันที่เราเริ่มลงทุน ไตรมาสที่ผ่านมา และ ณ ปัจจุบัน

ดังนั้นถ้าหากเราเห็นหุ้นตัวไหนที่ Jitta Score หรือ Jitta Factor เริ่มลดลง และราคาเริ่มแพงแล้ว เราก็อาจจะพิจารณาขายหุ้นตัวนั้นออกไปก็ได้ครับ

หรือถ้าหากเราอยากจะเน้นให้บริษัทแม่ (พอร์ตรวมของเรา) มีการเติบโตและมีความสามารถในการแข่งขันที่สูง เราก็ควรจะเลือกปรับพอร์ต โดยพยายามขายหุ้นที่มี Growth Opportinity และ Competitive Advantage ต่ำๆออกไป แล้วซื้อหุ้นที่ค่าทั้งสองตัวนี้สูงว่า 70 เข้ามาแทนครับ

(แต่ทั้งนี้ภาพรวมของพอร์ตควรจะต้องอิงกับความแข็งแกร่งของ Jitta Score, Jitta Line ที่เราต้องการเป็นหลักด้วย ไม่ใช่ปรับไปแล้ว Jitta Score เหลือต่ำกว่า 7 แบบนี้ก็ไม่ดีนะครับ)

ด้วยแนวทางดังนี้ ก็จะทำให้การปรับพอร์ตของเราสมเหตุสมผลขึ้นเรื่อยๆ ไม่ต่างจากการสร้างธุรกิจดีๆขึ้นมาธุรกิจนึงเลยทีเดียว และในวันนึงข้างหน้าพอร์ตการลงทุนของเราก็จะแข็งแกร่ง เหมือนกับ บริษัทที่ยอดเยี่ยมทั้งหลายบนโลกนี้ และ ทำให้เราที่เป็นเจ้าของสุขสบายไปชั่วชีวิตครับ

4. จัดสรรเงินลงทุนอย่างมีแบบแผน (Asset Allocation)

เดี๋ยวเอาไว้ต่อครั้งหน้านะครับ รู้สึกว่าชักจะยาวไปละครับ เพราะเรื่องนี้ก็น่าจะอีกยาวครับ 555

Author: Jitta

Jitta simplifies financial analysis for value investors and financial advisors alike. Our stock-analysis platform offers actionable advice to help them make better investment decisions and generate higher returns based on a simple principle: “Buy a wonderful company at a fair price.” And we do that by creating Jitta Ranking, our proprietary algorithm that ranks stocks based on their profit potential. Returns generated by Jitta Ranking since 2009 has outpaced that produced by the S&P500 index by a large margin. Jitta’s technology processes information like a human mind, assessing complicated data and digesting it into an easy-to-use and intuitive format. Its key features include Jitta Score, an indicator of a wonderful company; Jitta Line, an indicator of a company's fair price; financial statements-made-simple Jitta FactSheet; Jitta Playlist, an intelligent screener and backtest system in one; and Jitta Portfolio, a smarter investment-tracking mechanism.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s