# 2 : Asset Allocation

สำหรับวันนี้เราก็มาทำความเข้าใจอีกเรื่องนึงที่สำคัญมากกับการลงทุนดีกว่าครับ นั่นก็คือ เรื่องของ Asset Allocation ว่า เราควรจะมีแนวทางการกระจายการลงทุนในหุ้นต่างๆอย่างไรดีครับ

Advertisements

สำหรับวันนี้เราก็มาทำความเข้าใจอีกเรื่องนึงที่สำคัญมากกับการลงทุนดีกว่าครับ นั่นก็คือ เรื่องของ Asset Allocation ว่า เราควรจะมีแนวทางการกระจายการลงทุนในหุ้นต่างๆอย่างไรดีครับ

คนส่วนมากไม่เคยมีแผนการตรงนี้อย่างชัดเจน เลยทำให้สัดส่วนการลงทุนในหุ้นต่างๆมั่วไปหมด สุดท้ายแล้วผลตอบแทนโดยรวมของพอร์ตก็อาจจะไม่ดีเท่าไหร่ โดยเฉพาะเมื่อพอร์ตของเราใหญ่ขึ้นเรื่อยๆครับ
ดังนั้นสิ่งที่เราควรคำนึงถึงในเรื่องของ Asset Allocation ก็จะมีดังนี้ครับ

1. มองทุกอย่างเทียบเป็น % มากกว่ามองที่จำนวนเงิน

ตอนที่เรามีเงินลงทุน 100,000 บาท การที่เราไปซื้อหุ้นตัวนึง 50,000 บาท เราอาจจะรู้สึกเฉยๆ เพราะก็แค่เงิน 50,000 บาท ต่อให้เกิดอะไรขึ้น เราก็หาใหม่ได้ไม่ยากอะไรใช่ไหมครับ

แต่ถ้าหากเรามีเงินลงทุน 10,000,000 บาท การที่เราไปซื้อหุ้นตัวนึง 5,000,000 บาท เราอาจจะรู้สึกว่าเสี่ยงมากขึ้น เพราะถ้าหากว่าเกิดอะไรผิดพลาด นั่นหมายความว่าเงิน 5 ล้านจะหายไป และเราอาจจะต้องใช้เวลานานมากกว่าที่จะหากลับคืนมาได้

ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้ว ทั้ง 2 กรณีนั้น มีความเสี่ยงต่อพอร์ตการลงทุนของเราเท่ากัน เพราะว่าได้ใช้เงินลงทุนเป็นสัดส่วน 50% ของเงินลงทุนเหมือนกันครับ

{อย่างในกรณีของคุณปู่ล่าสุดที่มีข่าวว่าขาดทุนหุ้น 65,000 ล้านบาท (2 พันล้านเหรียญ) พาดข่าวดูเหมือนจะเยอะมากนะครับ แต่ความจริงแล้วคุณปู่มีพอร์ตการลงทุนอยู่ 67 พันล้านเหรียญ การขาดทุนแค่ 2 พันล้านเหรียญนั้น คิดเป็นแค่ประมาณ 3% ของพอร์ตทั้งหมดเท่านั้นเอง ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรครับ}

ดังนั้นเวลาวัดผลตอบแทน หรือ ดูสัดส่วนการลงทุนทุกอย่าง เราควรจะมองและวัดผลเป็น % เมื่อเทียบกับทรัพย์สินการลงทุนทั้งหมดที่เรามี (รวมเงินสดที่อยู่ในพอร์ตด้วย) ก็จะทำให้เรามองเห็นภาพการลงทุนที่ชัดเจนขึ้นในทุกๆส่วนครับ และจะทำให้เราไม่มีปัญหาการจัดสัดส่วนการลงทุนเวลาที่พอร์ตของเราโตขึ้นเรื่อยๆครับ

ซึ่งใน Jitta Portfolio ก็จะมีการแสดง Asset Allocation ออกมาเป็น % ให้เห็นชัดเจนที่ด้านล่างของ Portfolio ครับ โดยจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภทด้วยกัน คือ

  • Asset Allocation ด้านประเภทของหุ้น จะประกอบด้วย Stock Symbol, Industry, Sectors
  • Asset Allocation ด้านพื้นฐานของธุรกิจ จะประกอบด้วย Jitta Score, Jitta Factor
  • Asset Allocation ด้านความถูกแพงของหุ้น ก็คือตาม % Above/Below Jitta Line

ก็จะทำให้เราจัดสัดส่วนการลงทุนตามที่ต้องการได้ง่ายขึ้นครับ

2. กำหนดกลยุทธ์และสัดส่วนการลงทุนแต่ละครั้งให้สอดคล้องกับความเสี่ยงและความมั่นใจของเรา

เมื่อเรามองสัดส่วนการลงทุนเป็น % แทนที่จะเป็นตัวเลขแล้ว สิ่งถัดมาที่ต้องทำก็คือ การกำหนดกลยุทธ์และสัดส่วนการลงทุนของตนเองครับ

ตัวอย่างเช่น การกำหนดวงเงินลงทุนขั้นต่ำสุด และ สูงสุดของหุ้นแต่ละตัว (เป็น % เทียบกับเงินลงทุนทั้งหมด)

คนส่วนมากมักจะไม่เคยกำหนดสัดส่วนเงินลงทุนเลยทำให้ มักจะเกิดสถานการณ์ประมาณว่า หุ้นตัวที่กำไรเยอะๆดันซื้อไปแค่นิดเดียว แต่หุ้นที่ขาดทุนดันซื้อเยอะ ไปๆมาๆ พอร์ตเลยขาดทุน เช่น

  • หุ้นที่แม้จะทำกำไรให้เราได้ 100% แต่เราลงทุนเป็นสัดส่วนแค่ 5% ของพอร์ต เท่ากับเราจะได้กำไรมาแค่ 5% ของพอร์ตเท่านั้นเอง
  • หุ้นที่เราขาดทุน 50% แต่ถ้าหากเราลงทุนไป 20% ของพอร์ต ก็เท่ากับเราขาดทุนไป 10% ของพอร์ต

ซึ่งเมื่อรวมผลตอบแทนของทั้ง 2 ตัวแล้ว พบว่าเราขาดทุนอยู่ที่ 5% ของพอร์ต แบบนี้เป็นต้น

ดังนั้นเราจึงควรกำหนดสัดส่วนการลงทุนขั้นต่ำสุดและสูงสุดเอาไว้เสมอ เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ดี ในขณะที่มีการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสมครับ

ซึ่งสัดส่วนการลงทุนขั้นต่ำนั้น คุณปู่บอกไว้ว่า ถ้าหากเราไม่มั่นใจที่จะลงทุนในหุ้นใดอย่างน้อย 10% ของเงินลงทุน ก็ไม่ควรจะไปลงทุนในหุ้นนั้นเลยแม้แต่บาทเดียวครับ เพราะว่าการลงทุนแบบกระจายมากเกินไป ต่อให้บางตัวได้ผลตอบแทนที่ดี ก็ไม่ช่วยให้พอร์ตโดยรวมของเราเติบโตเท่าไหร่ครับ

ดังนั้นสัดส่วนเงินลงทุนขั้นต่ำในหุ้นแต่ละตัว ควรจะอยู่ที่ประมาณ 10% ของเงินลงทุนทั้งหมดที่มี ณ เวลาที่จะลงทุนครับ

ถ้าหากว่าเราไปเจอหุ้น A ที่ต้องการลงทุนมาก แต่ปรากฏว่าเรามีเงินสดซื้อได้แค่ 5% ของพอร์ตเท่านั้น สิ่งที่เราต้องทำก็คือ การนำหุ้น A ไปเปรียบเทียบกับหุ้นอื่นๆในพอร์ตของเรา จากนั้นก็ต้องขายหุ้นในพอร์ตที่มองในเชิงคุณภาพและมูลค่าแล้วแย่กว่าหุ้น A เพื่อนำเงินมาลงทุนในหุ้น A นั่นเองครับ เพียงเท่านี้เราก็จะสามารถปรับพอร์ตมาลงทุนในหุ้น A ได้ตามสัดส่วนที่เราต้องการ ซึ่งก็จะทำให้พอร์ตโดยรวมมีโอกาสทำกำไรได้มากขึ้นในระยะยาวครับ

และสำหรับหุ้นตัวที่เรามั่นใจมากกว่าปรกติ เราก็สามารถลงทุนได้มากกว่า 10% ครับ แต่จะสูงแค่ไหนก็อยู่ที่ความมั่นใจของเรา ถ้าตัวไหนที่เรามั่นใจมาก เราอาจจะลงทุน 50% ก็ได้ แต่ก็ควรจะกำหนดสัดส่วนไว้หน่อย เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการตัดสินใจผิดพลาดของเราครับ

อย่างกรณีของผมนั้นก็มักจะกำหนดสัดส่วนการลงทุนสูงสุดไว้ที่ 30% ของพอร์ตครับ เพราะต่อให้ผิดพลาดและขาดทุนหนักราวๆ 50% ของเงินที่ลงทุนไปในหุ้นตัวนั้น ก็ยังเสียหายเพียงแค่ 15% ของพอร์ตรวมครับ แต่ส่วนมากแล้วหุ้นที่เราลงทุนมากๆ เรามักจะต้องศึกษามาอย่างดี และ มั่นใจมากๆแล้วครับ ดังนั้นโอกาสที่จะขาดทุนถึง 50% ก็แทบไม่ค่อยมีอยู่แล้วครับ พลาดจริงๆก็อาจจะขาดทุนแค่ไม่เกิน 20% เท่านั้น เท่ากับว่าจะขาดทุนเพียงแค่ไม่เกิน 6% ของพอร์ตลงทุนโดยรวมเท่านั้นเอง ซึ่งก็ไม่ใช่ปัญหาหนักอะไรมากมายครับ

(อันนี้ นับการขาดทุนเฉพาะที่ตัดสินใจผิดพลาด และต้องขายออกมานะครับ ไม่นับว่าซื้อไปแล้วราคาลดลงเพราะความแปรปรวนของตลาดหุ้น แบบนั้นสักพัก เดี๋ยวราคาก็จะกลับขึ้นมาเอง ไม่มีอะไรต้องกังวลครับ)

นอกจากกำหนดสัดส่วนขั้นต่ำสุด สูงสุด ของหุ้นรายตัวแล้ว เราก็ควรจะกำหนดสัดส่วนขั้นสูงสุดของการซื้อหุ้นในอุตสาหกรรมเดียวกันด้วยนะครับ เช่น ไม่เกิน 40% ของพอร์ตเป็นต้น เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดกับทั้งอุตสาหกรรมได้ครับ

เมื่อเรามีสัดส่วนการลงทุนที่ดีพอ และมองที่ผลตอบแทนรวมของพอร์ตเป็นหลัก เราก็จะมีความสุขจากการลงทุนขึ้นเยอะครับ เพราะเวลาที่เราขาดทุนจากหุ้นแต่ละตัวนั้น แทบจะไม่ได้กระทบอะไรกับการลงทุนโดยภาพรวมเลยครับ

{จริงๆแล้ว ใน Jitta Strategy เองนั้นก็แนะนำว่า สำหรับคนที่ไม่ค่อยมีความรู้ด้านการบริหารพอร์ตนั้น วิธีการที่ง่ายที่สุดคือ การลงทุนในหุ้น 5-10 ตัว โดยเฉลี่ยตัวละเท่าๆกัน ก็จะทำให้เงินลงทุนแต่ละครั้งอยู่ที่ประมาณ 10%-20% ของพอร์ต ซึ่งก็ค่อนข้างเป็นกลยุทธ์ที่ดีอยู่แล้วครับ ใครจะนำไปใช้ตามนั้นเลยก็ได้ครับ}

3. วิเคราะห์และกำหนดความแข็งแกร่งของพอร์ตการลงทุนในรูปแบบที่ต้องการ

ใน Jitta Portfolio ตรง Asset Allocation Pie Chart ของ Jitta Score ก็จะช่วยให้เราปรับพอร์ตได้ง่ายขึ้นครับ เพราะทำให้เราเห็นว่าบริษัทแม่ของเรา (ตามหลักการลงทุนในหุ้นเหมือนลงทุนในธุรกิจ) หรือ พอร์ตโดยรวมของเรานั้น มีการกระจายตัวอยู่ในทรัพย์สินที่มีความแข็งแกร่งด้านไหนเท่าไหร่บ้างครับ

ดังนั้นถ้าหากเราใช้มุมมองทางธุรกิจมาดูภาพรวมพอร์ตของเราก็จะง่ายขึ้นมากครับ เพราะเราสามารถวิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อนของพอร์ตเราได้เลย เราอยากได้บริษัทลูกที่แข็งแกร่งแค่ไหน ด้านไหน เท่าไหร่ ก็สามารถจัดการได้ตามต้องการครับ

เช่น ถ้าหากเราต้องการให้พอร์ตของเราปลอดภัยจากปัญหาเรื่องการเงิน เราก็ควรจะต้องจัดสัดส่วนของพอร์ตให้มี Financial Strength สูงๆครับ อย่างในรูปก็จะเห็นว่าเงินลงทุน 81.85% ของเรา อยู่ในทรัพย์สินที่มี Financial Strength 71 – 100 ดังนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราก็แทบไม่ต้องเป็นห่วงว่า บริษัทลูกๆของเราจะขาดเงินทุนในการทำธุรกิจ เป็นต้นครับ

(ซึ่งการกำหนดสัดส่วนตรงนี้ แล้วแต่ความชอบส่วนบุคคลนะครับ บางอันที่เราเฉยๆเราอาจจะไม่กำหนดสัดส่วนก็ได้ หรือ บางคนอาจจะกำหนดสัดส่วนแค่ Jitta Score มากกว่า 5 ขึ้นไป แค่นี้ก็ได้เหมือนกันครับ)

นอกจากกำหนดสัดส่วน Jitta Score, Jitta Factor แล้ว เราก็สามารถดู Jitta Line Pie Chart เพื่อให้เห็นระดับความเสี่ยงที่พอร์ตเราจะร่วงหนักๆได้ครับ ซึ่งถ้าหากว่าเงินลงทุนส่วนมากของเราอยู่ในทรัพย์สินที่ต่ำกว่ามูลค่าอยู่แล้ว ต่อให้ตลาดหุ้นจะตกยังไง พอร์ตเราก็จะไม่ค่อยสะเทือนมากเท่าไหร่ครับ (แต่ทรัพย์สินก็ต้องคุณภาพดีด้วยนะครับ)

ถ้าเมื่อไหร่ที่สัดส่วนเงินในพอร์ตของเราอยู่ในกลุ่มที่ Above Jitta Line เยอะเกินไปแล้ว เราก็ควรจะเลือกลดความเสี่ยงของพอร์ตด้วยการขายหุ้นบางตัวที่คุณภาพไม่ค่อยดีแต่ราคาสูงกว่ามูลค่าที่เหมาะสมออกไปนั่นเองครับ

ทั้งนี้ควรใช้การดู Asset Allocation Pie Chart คู่กับหน้า Fundamental ก็จะทำให้วิเคราะห์และตัดสินใจปรับพอร์ตอย่างสบายๆครับ

และสุดท้าย เพื่อให้สัดส่วนการลงทุนทุกอย่างถูกต้อง อย่าลืมใส่ข้อมูลของ cash ที่ใส่เข้ามาเพื่อซื้อหุ้นด้วยนะครับ

ปล. ใครที่ยังไม่เคยใช้งาน jitta portfolio สามารถเข้าไปใช้ได้ที่ http://www.jitta.com/portfolio (ใช้ได้เฉพาะ jitta full member เท่านั้น)

ปล1. ใครที่ยังไม่ได้อ่าน Jitta Portfolio Series ตอนอื่นๆ เข้าไปอ่านได้ที่

Jitta Portfolio Series # 1 : Portfolio Management
http://library.jitta.com/th/article/jitta-portfolio-series-1-portfolio-management

Jitta Portfolio Series # 3 : Tracking Your Results
https://library.jitta.com/th/article/jitta-portfolio-series-3-tracking-your-results

Jitta Portfolio Series # 4 : Learning from your past investments
https://library.jitta.com/th/article/jitta-portfolio-series-4-learning-from-your-past-investments

P.p.p.s You can also watch the Jitta Portfolio Introductory Video

Author: Jitta

Jitta simplifies financial analysis for value investors and financial advisors alike. Our stock-analysis platform offers actionable advice to help them make better investment decisions and generate higher returns based on a simple principle: “Buy a wonderful company at a fair price.” And we do that by creating Jitta Ranking, our proprietary algorithm that ranks stocks based on their profit potential. Returns generated by Jitta Ranking since 2009 has outpaced that produced by the S&P500 index by a large margin. Jitta’s technology processes information like a human mind, assessing complicated data and digesting it into an easy-to-use and intuitive format. Its key features include Jitta Score, an indicator of a wonderful company; Jitta Line, an indicator of a company's fair price; financial statements-made-simple Jitta FactSheet; Jitta Playlist, an intelligent screener and backtest system in one; and Jitta Portfolio, a smarter investment-tracking mechanism.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s