กรณีศึกษา การกระจายความเสี่ยงในการลงทุน

กรณีศึกษาของ SVI ที่เกิดไฟไหม้โรงงานหลัก และยังประเมินความเสียหายไม่ได้ชัดเจน ทำให้ราคาหุ้นตกลงมากว่า 34% ภายใน 2 วันนั้น ก็ทำให้ผมนึกถึงเรื่องการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนที่กำลังจะเขียนอยู่พอดีครับ

Advertisements

กรณีศึกษาของ SVI ที่เกิดไฟไหม้โรงงานหลัก และยังประเมินความเสียหายไม่ได้ชัดเจน ทำให้ราคาหุ้นตกลงมากว่า 34% ภายใน 2 วันนั้น ก็ทำให้ผมนึกถึงเรื่องการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนที่กำลังจะเขียนอยู่พอดีครับ

  1. ในโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอนครับ แม้จะเป็นหุ้นที่เรามั่นใจมาก และ ศึกษามาอย่างดีแล้ว ก็อาจจะมีเรื่องไม่คาดฝันแบบนี้เกิดขึ้นได้ ซึ่งเราก็ไม่ควรจะไปเครียดมากกับเหตุการณ์แบบนี้มาก เพราะว่าเราควบคุมอะไรไม่ได้

ดังนั้นสิ่งที่เราควบคุมได้ก็คือ การจำกัดความเสี่ยงของการลงทุนไว้ โดยกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม และ ไม่ถือหุ้นบางตัวเป็นสัดส่วนที่มากเกินไปของพอร์ต เพราะอย่างที่บอกครับว่า มีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้เสมอ หรือ เราอาจจะวิเคราะห์อะไรผิดพลาดไปก็ได้

ถ้าตามหลักง่ายๆของ Jitta ที่ผมสอนไว้ใน Jitta 101 ก็คือ การถือหุ้นประมาณตัวละ 20% ของเงินลงทุนทั้งหมด ดังนั้นต่อให้เราขาดทุนจาก SVI ถึง 34% แต่เมื่อมองในภาพรวมของพอร์ตแล้ว เราขาดทุนไปเพียงแค่ประมาณ 6.8% เท่านั้นเอง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่มากมายอะไรครับ ผลตอบแทนของตัวอื่นๆก็น่าจะชดเชยการขาดทุนนี้ได้อยู่แล้ว ทำให้ทั้งปีพอร์ตโดยรวมก็ไม่น่าจะขาดทุนครับ

  1. ถ้าหากเรามีการลงทุนในหุ้นแต่ละตัวเป็นสัดส่วนที่ไม่เท่ากัน เงินลงทุนจำนวนมากของเรา ควรจะอยู่ในบริษัทที่มีการกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจที่มากพอ ก็จะทำให้พอร์ตของเรามีความแข็งแกร่งต่อเหตุการณ์หลายๆอย่างที่เราไม่คาดฝันได้ครับ (และก็แน่นอนครับว่า บริษัทเหล่านี้ก็คือ บริษัทที่ยอดเยี่ยม มี Jitta Score สูงๆต่อเนื่องนั่นเอง)

ในกรณีของธุรกิจรับจ้างผลิตแบบ SVI นั้น ตัวธุรกิจเองก็มีการกระจายความเสี่ยงที่ไม่มากเท่าไหร่ เช่น มีรายได้จาก order ของลูกค้าไม่กี่ราย หรือ มีโรงงานผลิตไม่กี่โรง เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น รายได้ก็อาจจะหดหายไปได้เยอะเลย เช่น กรณีไฟไหม้แล้วต้องปิดโรงงาน หรือ แม้จะเปิดโรงงานได้แล้ว ลูกค้าก็อาจจะไปผลิตที่อื่นเรียบร้อยแล้ว ก็อาจจะแย่เข้าไปอีก

ในขณะที่ธุรกิจที่ยอดเยี่ยมจะมีการกระจายความเสี่ยงที่ดีในตัวเองอยู่แล้ว เช่น มีรายได้มาจากลูกค้านับล้านคน มีธุรกิจอยู่ในหลายประเทศ มี distribution center หลายแห่ง ทำให้เราแทบไม่ต้องเป็นห่วงเลยว่า จะมีเหตุการณ์อะไรที่จะมาทำให้กำไรของบริษัทลดลงได้มากๆเป็นการถาวรครับ (ในระยสั้นๆอาจจะมีกระทบบ้าง แต่ก็คงไม่มากอยู่ดี คงไม่ถึงกับทำให้บริษัทขาดทุนครับ)

ตัวอย่างเช่น Priceline ที่เป็นเจ้าของ priceline.com, booking.com, agoda.com ซึ่งปัจจุบันน่าเป็น online travel agency ที่ใหญ่ที่สุดในโลกนั้น มีธุรกิจในหลายประเทศทั่วโลก มีโรงแรมให้คนเลือกจองมากกว่า 200,000 โรงแรม มีคนเข้ามาจองที่พักวันละหลายล้านคน

ดังนั้นต่อให้บางประเทศมีการชุมนุมประท้วง การท่องเที่ยวหยุดชะงัก โรงแรมบางแห่งเปิดให้บริการไม่ได้ ตัว Priceline เองก็ไม่มีปัญหาอะไร ยังคงขยายธุรกิจให้เติบโตได้ตามปรกติครับ

ความเสี่ยงของบริษัทที่มีการกระจายความเสี่ยงไว้ดีแล้วเหล่านี้จึงน่าจะมาจาก สินค้าทดแทน หรือ คู่แข่ง เป็นหลักมากกว่า แต่ทั้ง 2 กรณีนั้น ก็จะไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรวดเร็วนัก เพราะคู่แข่งจะค่อยๆแย่ง market share ของบริษัทเหล่านี้ไปเรื่อยๆ ทำให้เรามีเวลานานมากพอที่จะทำความเข้าใจและขายหุ้นในบริษัทออกมาได้แบบไม่ขาดทุนหนักๆครับ

ดังนั้นในกรณีที่เราไปลงทุนในบริษัทที่ไม่ได้ยอดเยี่ยมมากนัก เราก็อาจจะจำกัดความเสี่ยงด้วยการไม่ลงทุนในบริษัทเหล่านี้เกิน 10% ของเงินลงทุนทั้งหมด แทนที่จะเป็น 20% ดังนั้นต่อให้เกิดเหตุการณ์ร้ายๆขึ้นมาราคาหุ้นลดลง 34% เราก็จะขาดทุนเพียงแค่ 3.4% ของพอร์ตเท่านั้นเองครับ

การทำความเข้าใจถึงที่มาของรายได้ของธุรกิจจึงเป็นเรื่องที่สำคัญและช่วยให้ความมั่นใจเราได้ เวลาที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นครับ

(ผมมีพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับ คำถามที่ควรต้องหาคำตอบ เพื่อให้มั่นใจว่าธุรกิจที่เราจะลงทุนมีความแข็งแกร่งมากน้อยแค่ไหนไว้ใน Jitta 101 Part 4 นาทีที่ 32.00 (ในหัวข้อ Jitta Note) ด้วยนะครับ สนใจไปดูกันได้ที่ Jitta 101 Part 4

  1. ถ้าเรามีกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงที่ดี และ มองที่ผลตอบแทนของพอร์ตรวมเป็นหลัก ความผิดพลาดที่ทำให้ขาดทุนจากหุ้นในแต่ละครั้ง เราจะไม่ได้รู้สึกเครียดอะไรเลย แต่กลับกันเราจะรู้สึกว่าได้บทเรียนใหม่มาให้เรียนรู้ความผิดพลาด เพื่อให้ครั้งต่อไปเราจะได้ลงทุนได้ดีขึ้นครับ

ดังนั้นการลงทุนให้เรามีความสุขและสนุกไปได้เรื่อยๆนั้น ก็ต้องรู้ตัวเองให้ดีว่ารับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน และปรับกลยุทธ์สัดส่วนการกระจายความเสี่ยงต่างๆให้เข้ากับจริตของเราครับ เราก็จะลงทุนได้อย่างสบายใจ ไร้กังวลไปตลอดชีวิตครับ

Author: Jitta

Jitta simplifies financial analysis for value investors and financial advisors alike. Our stock-analysis platform offers actionable advice to help them make better investment decisions and generate higher returns based on a simple principle: “Buy a wonderful company at a fair price.” And we do that by creating Jitta Ranking, our proprietary algorithm that ranks stocks based on their profit potential. Returns generated by Jitta Ranking since 2009 has outpaced that produced by the S&P500 index by a large margin. Jitta’s technology processes information like a human mind, assessing complicated data and digesting it into an easy-to-use and intuitive format. Its key features include Jitta Score, an indicator of a wonderful company; Jitta Line, an indicator of a company's fair price; financial statements-made-simple Jitta FactSheet; Jitta Playlist, an intelligent screener and backtest system in one; and Jitta Portfolio, a smarter investment-tracking mechanism.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s