ภูมิต้านทาน ข่าวร้าย

ในโลกของการลงทุนนั้น ข่าวร้ายๆที่มากระทบกับตลาดหุ้น มักจะสร้างโอกาสในการลงทุนที่ดีให้กับเราได้เสมอ ซึ่งหน้าที่หลักของนักลงทุนในช่วงที่มีข่าวร้ายเกิดขึ้นก็คือ การนั่งวิเคราะห์ว่าเหตุการณ์ที่ร้ายแรงเหล่านั้นส่งผลกระทบอย่างไรกับบริษัทที่เราลงทุนหรือสนใจจะลงทุนบ้าง เพื่อจะได้ปรับพอร์ตการลงทุนได้อย่างถูกต้อง

Advertisements

ในโลกของการลงทุนนั้น ข่าวร้ายๆที่มากระทบกับตลาดหุ้น มักจะสร้างโอกาสในการลงทุนที่ดีให้กับเราได้เสมอ ซึ่งหน้าที่หลักของนักลงทุนในช่วงที่มีข่าวร้ายเกิดขึ้นก็คือ การนั่งวิเคราะห์ว่าเหตุการณ์ที่ร้ายแรงเหล่านั้นส่งผลกระทบอย่างไรกับบริษัทที่เราลงทุนหรือสนใจจะลงทุนบ้าง เพื่อจะได้ปรับพอร์ตการลงทุนได้อย่างถูกต้อง

ยกตัวอย่างเช่น เราได้ยินเรื่องการประกาศรัฐประหาร เราก็อาจจะคิดได้ว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยว น่าจะได้รับผลกระทบแน่นอน โดยเฉพาะบริษัทที่มีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างประเทศเป็นหลัก นอกจากนั้น บริษัทที่ทำธุรกิจเช่น มีพื้นที่หรือโกดังให้เช่า มีโรงพยาบาล หรือ มีโครงการขายคอนโด อยู่ในเขตที่มีการควบคุมทางทหารแน่นหนา ก็อาจจะได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน มากน้อยแล้วแต่ว่า รายได้จากโกดัง โรงพยาบาล คอนโด เหล่านั้น คิดเป็นสัดส่วนเท่าไหร่เทียบกับรายได้รวมของบริษัท

ส่วนธุรกิจด้านพลังงานเช่น ไฟฟ้า น้ำประปา ไม่น่าจะได้รับผลกระทบมากเพราะคนยังคงต้องใช้อยู่ตลอด ธุรกิจสื่อน่าจะทำกำไรได้มากขึ้น เพราะคนสนใจและต้องการรับรู้ข่าวสารมากขึ้น และคนอาจจะมีการกักตุนสินค้าอุปโภคบริโภค ก็จะทำให้เจ้าของสินค้าและร้านสะดวกซื้อ ขายสินค้าเหล่านี้ได้ดีขึ้น เป็นต้น

วิธีการง่ายๆที่ผมใช้ก็คือ การย้อนเวลากลับไปดู “ภูมิต้านทาน” ของเหตุการณ์ที่คล้ายๆกันในอดีต โดยดูงบการเงินของบริษัทในช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์นั้นๆว่า บริษัทมีอาการอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะความสามารถในการสร้าง “กำไร” ของบริษัท

เช่น ถ้าหากเราลองเข้าไปดูกำไรของ บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW เราจะเห็นได้ว่า เวลาเกิดเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองขึ้นมา กำไรของบริษัทจะตกลงอย่างมีนัยสำคัญ จาก 402 ล้าน เหลือ 78 ล้าน ในปี 2007-2008 และกลายเป็นขาดทุน 229 และ 275 ล้านในปี 2009-2010

https://www.jitta.com/stock/bkk:erw/factsheet

ซึ่งถ้าหากเรายังจำกันได้ ในปี 2008 นั้นมีการปิดสนามบิน ทำให้นักท่องเที่ยวในหลายประเทศยกเลิกการมาเที่ยวประเทศไทย ต่อเนื่องจนปี 2009 และในปี 2010 ก็มีการชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์ ทำให้คนยกเลิกการเข้าพักและจัดงานที่โรงแรมเอราวัณที่เป็นแหล่งรายได้ของ ERW ไป

แสดงให้เห็นว่าหุ้น ERW นี้ ไม่ค่อยจะมี “ภูมิต้านทาน” สำหรับสถานการณ์ชุมนุมทางการเมืองสักเท่าไหร่ และในกรณีที่ได้รับผลกระทบมากๆ ทำให้บริษัทถึงกับ “ขาดทุน” เลยทีเดียว ดังนั้นเราก็พอจะคาดการณ์ได้ว่า ถ้าหากเกิดเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองขึ้นอีกเมื่อไหร่ เราก็น่าจะหลีกหนีให้ไกลห่างจากหุ้น ERW เอาไว้ก่อนครับ

ในทางเดียวกันเมื่อลองมองในแง่อื่นๆ เช่น ตอนที่เกิด Hamburger Crisis ปลายปี 2008 ตอนที่น้ำท่วมใหญ่ประเทศไทยปลายปี 2011 ก็จะเห็นว่า ERW นั้น ไม่มี “ภูมิต้านทาน” กับเหตุการณ์ทั้งสองเช่นเดียวกันครับ เพราะกำไรมีการลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น

เมื่อเห็นตัวเลขแบบนี้แล้ว เราก็พอจะสรุปได้ว่า ERW นั้นเป็นบริษัทที่มี “ภูมิต้านทาน” ต่ำ เมื่อมีปัญหาทางเศรษฐกิจหรือเหตุการณ์ร้ายแรงระดับประเทศเกิดขึ้น ถ้าหากเราต้องการลงทุนใน ERW ก็ควรจะลงทุนในช่วงที่เศรษฐกิจเป็นช่วงขาขึ้นอย่างชัดเจนเท่านั้นและก็ต้องพิจารณาขายการลงทุนเมื่อเริ่มรู้สึกถึงสัญญาณอันตรายระดับมหภาคที่กำลังจะเกิดขึ้นครับ

แต่ช้าก่อนครับ ถ้าหากเราลองไปดูปี 2006 ซึ่งเป็นปีที่เกิดรัฐประหาร (กย. 2549) เพื่อลองมาเทียบกับการประกาศยึดอำนาจการปกครองครั้งนี้ ก็จะพบว่าในช่วงปี 2006-2007 นั้น ERW กำไรลดลงน้อยมาก (จาก 410 ล้านบาท ลดลงเหลือ 402 ล้านบาท) แสดงให้เห็นว่า ในกรณีที่มีการแก้ปัญหาผ่าทางตันทางการเมืองเกิดขึ้นโดยทหารเข้ามาเกี่ยวข้อง (แบบไม่เสียเลือดเสียเนื้อ ไม่มีการจลาจล) ก็จะไม่มีผลกระทบที่มีนัยสำคัญกับกำไรของ ERW เท่ากับว่า ERW มี “ภูมิต้านทาน” รัฐประหารได้ดีระดับนึง

ดังนั้นเวลาที่เราเห็นหุ้นตกจากข่าวร้ายนั้น เราก็ยังไม่ควรจะไปรีบร้อนซื้อหุ้น เราควรจะลองเข้าไปดูให้รอบคอบก่อนว่าหุ้นที่เราสนใจนั้น มี “ภูมิต้านทาน” ข่าวร้ายที่เกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเมื่อลงทุนไปแล้ว บริษัทจะยังสามารถทำกำไรได้ดีในไตรมาสหรือปีถัดไป ก็จะทำให้โอกาสขาดทุนของเราน้อยลงเยอะมากครับ

และในกรณีที่เราจะลงทุนได้อย่างสบายใจมากที่สุดก็คือ การลงทุนในบริษัทที่ยอดเยี่ยมที่มี “ภูมิต้านทาน” กับเหตุการณ์ร้ายๆทุกอย่างได้สูงมาก เพราะไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น บริษัทเหล่านี้ก็ยังคงจะทำกำไรได้มากขึ้นเรื่อยๆทุกปีนั่นเอง เช่น

ทั้ง 3 บริษัทนี้ ผ่านช่วงเวลาของการรัฐประหาร Hamburger Crisis การชุมนุมทางการเมือง น้ำท่วมใหญ่ และเหตุการณ์ร้ายแรงอื่นๆมาเช่นเดียวกัน แต่จะเห็นว่าไม่เคยมีเหตุการณ์ครั้งไหนที่ทำอันตรายร้ายแรงกับ “กำไร” หลักของบริษัทได้เลย ในทางกลับกันบริษัทเหล่านี้ยังคงสร้างรายได้และกำไรให้เพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่องในทุกๆปีครับ ดังนั้นเราก็พอจะคาดการณ์ได้แม่นยำในระดับ 99% ว่า การประกาศรัฐประหารครั้งนี้ ก็คงไม่สามารถทำให้บริษัทเหล่านี้ขาดทุนได้แต่อย่างใด

ดังนั้นเวลาที่เราจะตัดสินใจลงทุนด้วยเงินจำนวนมากและอยากนอนหลับอย่างมีความสุข เราก็ควรจะต้องเลือกหาและลงทุนในบริษัทที่มี “ภูมิต้านทาน” สูงๆ เพราะไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ บริษัทก็จะยังคงเดินหน้าสร้าง “ความมั่งคั่ง” ให้กับผู้ถือหุ้นได้อย่างต่อเนื่องครับ

ในส่วนของการใช้งาน Jitta เอง วิธีการดู “ภูมิต้านทาน” ที่ง่ายที่สุดก็คือ การดู Historical Jitta Score ของปีที่เกิดเหตุการณ์ รวมทั้งปีก่อนหน้าและหลังเหตุการณ์อย่างละ 1 ปี ถ้าหากว่าบริษัทยังคงมี Jitta Score มากกว่า 5 ได้ในช่วงนั้น ก็แสดงว่าบริษัทมี “ภูมิต้านทาน” ต่อเหตุการณ์นั้นๆค่อนข้างดี ถ้ายิ่ง Jitta Score มากกว่า 7 ในช่วงนั้น ก็แสดงว่ามี “ภูมิต้านทาน” ที่สูงมากครับ

นอกเหนือจากนั้น เราก็สามารถวัดผลกระทบจากเหตุการณ์ได้ด้วยว่า สามารถทำอันตรายกับบริษัทได้มากน้อยแค่ไหน โดย

  • ถ้าหากว่า Jitta Score ลดลงมากกว่า 1 แสดงว่า เหตุการณ์นั้นมีผลกระทบกับบริษัทพอสมควร
  • ถ้าหากว่า Jitta Score ลดลงมากกว่า 2 แสดงว่า เหตุการณ์นั้นมีผลกระทบที่รุนแรงกับบริษัท

เช่น ถ้าหากบริษัทไหนมี Jitta Score 8 มาโดยตลอด แล้วอยู่ๆมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นทำให้ Jitta Score ตกลงมาเหลือ 6 เราก็พอจะสรุปง่ายๆได้ว่า เหตุการณ์นั้นมีผลกระทบที่รุนแรงกับบริษัท แต่ก็ยังคงอยู่ในขอบเขตที่บริษัทยังคงสามารถบริหารจัดการได้ สิ่งที่เราต้องดูเพิ่มเติมก็คือ เรื่องของการฟื้นตัวหลังจากเกิดเหตุการณ์ว่า Jitta Score กลับมาดีเหมือนเมื่อก่อนเกิดเหตุการณ์ได้ภายในกี่ปี ถ้ายิ่งเร็ว ก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่า เป็นบริษัทที่แข็งแกร่งและรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้ดีครับ ซึ่งสำหรับบริษัทที่ดีส่วนใหญ่นั้นมักจะกลับมาดีใกล้เคียงกับของเดิมภายใน 1-2 ปีครับ

โดยสรุปแล้ว ถ้าหากเราต้องการจะลงทุนอย่างมีความสุข และไม่ต้องการวุ่นวายกับข่าวร้ายรายวันมากมายนัก เราก็ควรจะเลือกลงทุนในบริษัทที่มี “ภูมิต้านทาน” สูงๆกับทุกเหตุการณ์ครับ เพราะไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น เราก็มั่นใจได้ว่า เงินลงทุนของเราน่าจะได้รับการปกป้องไว้อย่างดี ในบริษัทเหล่านั้นครับ

Author: Jitta

Jitta simplifies financial analysis for value investors and financial advisors alike. Our stock-analysis platform offers actionable advice to help them make better investment decisions and generate higher returns based on a simple principle: “Buy a wonderful company at a fair price.” And we do that by creating Jitta Ranking, our proprietary algorithm that ranks stocks based on their profit potential. Returns generated by Jitta Ranking since 2009 has outpaced that produced by the S&P500 index by a large margin. Jitta’s technology processes information like a human mind, assessing complicated data and digesting it into an easy-to-use and intuitive format. Its key features include Jitta Score, an indicator of a wonderful company; Jitta Line, an indicator of a company's fair price; financial statements-made-simple Jitta FactSheet; Jitta Playlist, an intelligent screener and backtest system in one; and Jitta Portfolio, a smarter investment-tracking mechanism.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s