การลงทุนในหุ้นปันผล #1

ช่วงสถานการณ์ตลาดหุ้นคลุมเคลือไม่รู้ว่าจะขึ้นหรือลงแบบนี้ กลยุทธ์การลงทุนอย่างหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ การลงทุนในธุรกิจ (หุ้น) ที่ดีที่มีการจ่ายเงินปันผลครับ เพราะถ้าหากเราลงทุนในราคาที่เราพอใจหรือเหมาะสมได้แล้ว ถึงแม้ตลาดหุ้นจะตกลงไปมากกว่านี้ เราก็ยังได้รับเงินปันผลเพื่อนำไปลงทุนต่อได้ ระหว่างที่รอให้ตลาดหุ้นกลับสู่ภาวะปรกติและราคาหุ้นก็ปรับตัวขึ้นมาตามมูลค่าที่สูงขึ้นของกิจการที่เราลงทุนไปครับ

Advertisements

ช่วงสถานการณ์ตลาดหุ้นคลุมเคลือไม่รู้ว่าจะขึ้นหรือลงแบบนี้ กลยุทธ์การลงทุนอย่างหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ การลงทุนในธุรกิจ (หุ้น) ที่ดีที่มีการจ่ายเงินปันผลครับ เพราะถ้าหากเราลงทุนในราคาที่เราพอใจหรือเหมาะสมได้แล้ว ถึงแม้ตลาดหุ้นจะตกลงไปมากกว่านี้ เราก็ยังได้รับเงินปันผลเพื่อนำไปลงทุนต่อได้ ระหว่างที่รอให้ตลาดหุ้นกลับสู่ภาวะปรกติและราคาหุ้นก็ปรับตัวขึ้นมาตามมูลค่าที่สูงขึ้นของกิจการที่เราลงทุนไปครับ

จริงๆแล้วหลักการลงทุนในหุ้นปันผลที่ดีที่สุดนั้น ก็ควรลงทุนด้วยมุมมองเดียวกับการทำธุรกิจเช่นเดียวกับหลักการลงทุนปรกติครับ โดยจะต้องเข้าใจว่า เงินปันผลที่บริษัทจ่ายออกมานั้น มาจากกำไรที่บริษัททำได้ในแต่ละปี ยิ่งบริษัทกำไรมาก ก็สามารถจ่ายเงินปันผลได้มาก และถ้าหากบริษัทไม่มีกำไร บริษัทก็จะไม่มีเงินมาจ่ายปันผลให้กับเรา

ความผิดพลาดส่วนมากของคนที่เล่นหุ้นปันผล คือ การมองที่ Dividend Yield เพียงอย่างเดียว ว่า ตอนนี้หุ้นราคา 100 บาท จ่ายเงินปันผล 5 บาท เท่ากับมี Dividend Yield 5% ถ้าหากซื้อในราคานี้ก็ได้เงินปันผลคุ้มกว่าดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร ก็เลยซื้อหุ้นตัวนี้ไป แต่แล้วกลับพบว่าในปีต่อๆมาหุ้นตัวนี้กลับหยุดจ่ายเงินปันผล เพราะธุรกิจประสบภาวะขาดทุน ทำให้ราคาหุ้นตกลงเรื่อยๆ สุดท้ายแล้วแทนที่จะได้เงินปันผลสบายๆ กลับกลายเป็นว่าเราต้องขาดทุน

ดังนั้นเวลาเราจะเลือกลงทุนในหุ้นปันผลนั้น เราก็ควรจะคัดเลือกจากบริษัทที่ทำธุรกิจที่ดีไว้ก่อน จากนั้นก็ไปดูองค์ประกอบหลักๆ 3 อย่างด้วยกัน คือ

1. บริษัทมีความสามารถในการสร้างกำไรได้มั่นคง สม่ำเสมอแค่ไหน

ดูได้จากรายได้และกำไรของบริษัทที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆทุกปี หรืออย่างน้อยที่สุดต้องไม่น้อยลงกว่าเดิม เพื่อให้เรามั่นใจได้ว่าบริษัทมีเงินพอจ่ายปันผลในอัตราที่ไม่น้อยกว่าเดิมในแต่ละปี

(ดูได้จาก Revenue และ Net Profit ใน Jitta FactSheet)

2. เงินปันผลที่บริษัทนำมาจ่ายนั้น มาจากกำไรที่บริษัททำได้ในแต่ละปีหรือเปล่า

ดูว่าเงินปันผลต่อหุ้นนั้นเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของกำไรที่บริษัททำได้ เพราะบริษัทที่มีการบริหารธุรกิจอย่างดีนั้น เงินปันผลที่จ่ายไม่ควรจะเกินกำไรที่บริษัททำได้ เพราะบริษัทควรจะต้องเก็บเงินไว้ขยายกิจการ หรือ ไว้ใช้จ่ายยามฉุกเฉินบ้าง

ถ้าหากเราไปเจอบริษัทที่จ่ายเงินปันผลเกิน 100% ของกำไรที่ทำได้หลายปีติดต่อกัน ให้พยายามหลีกเลี่ยงไว้ก่อน และหาให้ได้ว่าบริษัทเอาเงินที่ไหนมาจ่ายปันผล เอามาจากกำไรสะสมเก่าๆที่เก็บไว้ หรือว่าเอามาจากเงินที่ไปกู้ยืมมา หรือ เอามาจากการขายหุ้นเพิ่มทุน เป็นต้น

แต่ไม่ว่าจะเอาเงินมาจากทางไหน สักวันเงินเหล่านั้นก็จะต้องหมดไป เพราะไม่ได้สร้างมาจากกำไรที่บริษัททำได้ในแต่ละปีครับ และเมื่อวันนั้นมาถึง บริษัทก็จะไม่มีเงินมาจ่ายเงินปันผลให้กับเรา

(ดูได้จาก All Dividend to Net Profit ใน Jitta FactSheet)

3. บริษัทมีประวัติการจ่ายเงินปันผล สม่ำเสมอแค่ไหน

ดูว่าในอดีตๆหลายปีที่ผ่านมา บริษัทมีประวัติจ่ายเงินปันผลเป็นอย่างไร จ่ายเท่ากันทุกปี จ่ายมากขึ้นเรื่อยๆ หรือ จ่ายบ้างไม่จ่ายบ้าง

บริษัทที่เราควรจะลงทุนเพื่อรับปันผลนั้น ควรจะมีประวัติในการจ่ายเงินปันผลมายาวนาน และแนวโน้มการจ่ายเงินปันผลควรจะเพิ่มขึ้นทุกๆปี และจ่ายเป็นอัตราส่วนที่สม่ำเสมอเมื่อเทียบกับกำไรที่บริษัททำได้ครับ

(ดูได้จาก Dividend Declared Per Share ใน Jitta FactSheet)

ทั้งนี้ส่วนมากถ้าหากเราเลือกบริษัทที่มี Jitta Score สูงๆอยู่แล้ว ข้อ 1,2 มักจะผ่านอยู่แล้ว ก็เหลือต้องมาดูข้อ 3 ว่าประวัติการจ่ายปันผลในอดีตที่ผ่านมาเป็นอย่างไรครับ

จากนั้นเมื่อเลือกบริษัทที่ดีและมีการจ่ายปันผลที่สมเหตุสมผลได้แล้ว ตาม 3 ข้อด้านบนได้แล้ว เราถึงจะค่อยไปดู Dividend Yield ว่าบริษัทจ่ายปันผลปีล่าสุดที่กี่บาท คิดเป็นผลตอบแทนของเงินลงทุนเท่าไหร่ ถ้าหากอยู่ในเกณฑ์ที่เราพอใจ ก็สามารถซื้อลงทุนได้อย่างสบายใจครับ ซึ่งอย่างน้อยที่สุด Dividend Yield ไม่ควรต่ำกว่า 5% ครับ

เช่น บริษัท A เข้าข่ายหุ้นดีและผ่านข้อ 1,2,3 ด้านบนทุกประการ จ่ายปันผลที่ 5 บาท และราคาหุ้นปัจจุบันเป็น 100 บาท คิดเป็น Dividend Yield 5% แบบนี้ ถ้าหากเราพอใจเราก็สามารถซื้อหุ้นของบริษัท A ได้เลย เพราะเรามั่นใจได้ว่าในปีต่อๆไปหุ้น A ก็น่าจะจ่ายปันผลไม่ต่ำกว่า 5 บาท และเราก็จะได้ผลตอบแทนจากเงินต้นของเราอย่างน้อย 5% ทุกๆปี

หรือถ้าหากเราต้องการ Dividend Yield ที่ 10% เราก็สามารถคิดราคาที่เราจะลงทุนของหุ้นนั้นๆได้แล้ว โดยเทียบกับเงินปันผลที่บริษัทจ่ายออกไปในปีล่าสุด เช่น ในกรณีของบริษัท A ที่ปันผล 5 บาท ถ้าหากเราต้องการ Dividend Yield ที่ 10% เท่ากับว่า เราจะต้องซื้อหุ้น A ที่ราคา 50 บาท

และสิ่งที่ดีที่สุดที่จะเกิดขึ้นกับกลยุทธ์การลงทุนแบบนี้ก็คือ ถ้าหากเรามีโอกาสลงทุนในบริษัทที่ดีมาก ที่มีกำไรเพิ่มขึ้น และ จ่ายปันผลเพิ่มขึ้นทุกปี เราจะไม่เคยต้องขายหุ้นเลย และมี Passive Income เพิ่มขึ้นทุกปี ในขณะที่ทรัพย์สินโดยรวม (มูลค่าหุ้น) ก็เพิ่มขึ้นทุกปีด้วยครับ

ยกตัวอย่างเช่น หุ้นบริษัท Sherwin-Williams ที่เป็นบริษัทที่มั่นคง เปิดดำเนินการมายาวนาน มีกำไรเติบโตขึ้นเรื่อยในระยะยาว และ มีหนี้สินน้อยมาก

https://www.jitta.com/stock/shw

ในภาพจะเป็นเงินปันผลที่ SHW จ่ายออกมาให้กับผู้ถือหุ้นในแต่ละปี ซึ่งจะเห็นว่าตั้งแต่ปี 1979-2012 นั้น SHW จ่ายปันผลเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งเงินปันผลเหล่านี้มาจากกำไรของบริษัทที่ทำได้เพิ่มขึ้นทุกปีครับ

ดังนั้นสมมติว่าเรามีโอกาสลงทุนใน SHW ในปี 1987 ที่ราคา $2.8 และได้ปันผล $0.14 คิดเป็น Dividend Yield 5% หลังจากนั้นเราก็จะได้รับเงินปันผลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆทุกปี และคิดเป็น Dividend Yield ที่เพิ่มมาขึ้นเรื่อยๆในแต่ละปีเช่นเดียวกัน

เช่นในปี 1994 นั้น SHW จ่ายเงินปันผลที่ $0.28 เท่ากับว่า เราได้ Dividend Yield 10% เทียบกับเงินที่เราลงทุนไปที่ $2.8 และในปี 2001 SHW จ่ายเงินปันผลที่ $0.58 คิดเป็น Dividend Yield 20.71% ของเงินลงทุน

เรื่อยมาจนกระทั่งปี 2012 ที่ SHW จ่ายเงินปันผลที่ $1.56 คิดเป็นผลตอบแทน 55.71% ของเงินลงทุนตั้งต้นของเราที่ $2.8 ครับ

ซึ่งถ้าหากคิดรวมเงินปันผลที่ได้รับในแต่ละปี เท่ากับว่าเราจะได้รับเงินต้นของเรา $2.8 คืนมาทั้งหมดตั้งแต่ปี 1998 แล้วครับ หลังจากนั้นเท่ากับว่าเราจะมีทรัพย์สินที่สร้างเงินสดให้มากขึ้นเรื่อยๆในแต่ละปีครับ และนี่ก็เป็นหลักในการสร้าง Passive Income ที่ดีมากวิธีหนึ่งครับ

นอกเหนือจากเงินปันผลแล้วมูลค่าหุ้นของ SHW ก็จะสูงขึ้นเรื่อยๆตามเงินปันผลในแต่ละปีด้วยครับ เพราะเป็นไปไม่ได้ที่ในปี 2012 หุ้น SHW จะมีราคา $2.8 เท่าเดิม ในขณะที่จ่ายเงินปันผลถึง $1.56 ซึ่งถ้าหากเราคิดอัตรา Dividend Yield เท่าเดิมที่ 5% เท่ากับว่า ราคาหุ้น SHW ที่ซื้อขายในปี 2012 ควรจะต้องมีราคาอย่างน้อย $31.2 ครับ

ดังนั้นการลงทุนในธุรกิจที่ดีและให้ปันผลกับเราเป็นระยะเวลานานๆ ก็จะทำให้เราได้ทั้งเงินปันผลและมูลค่าหุ้นที่สูงขึ้น ไม่ต่างจากการที่เรามีอสังหาริมทรัพย์ดีๆให้คนเช่าครับ ได้ทั้งเงินค่าเช่ามาใช้จ่ายทุกปี ในขณะที่ราคาอสังหาก็สูงขึ้นเรื่อยๆครับ

สำหรับผมเอง เวลาลงทุนไม่ค่อยได้คิดถึงปันผลมากเท่าไหร่ ถือว่าเป็นของแถมมากกว่า เพราะโดยหลักการแล้ว ถ้าหากเราลงทุนในธุรกิจที่ดี ที่มีผู้บริหารที่ดีอยู่แล้ว วิธีการใช้เงินกำไรสะสมของบริษัทจะทำไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหุ้นอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการนำเงินไปขยายธุรกิจ นำมาจ่ายปันผล หรือ นำไปซื้อหุ้นคืน เป็นต้น ซึ่งก็จะเป็นการเพิ่มความมั่งคั่งให้กับเราในระยะยาวอยู่แล้ว

ดังนั้นขอให้คิดเสมอว่าในการลงทุน การที่เราเลือกลงทุนในบริษัทที่ดีมากไว้ก่อน จะช่วยให้เรามั่งคั่งและมี Passive Income ในระยะยาวได้ดีกว่า จะเลือกลงทุนโดยมองแต่ปันผลเพียงแค่อย่างเดียวที่อาจจะก่อให้เกิดความผิดพลาดได้ครับ

และที่สำคัญคือ ถ้าหากเราได้ลงทุนในบริษัทที่ดีและมีการจ่ายปันผลดีๆอยู่ในมือแล้ว เราจะไม่ค่อยต้องสนใจราคาหุ้นในตลาดมากครับ ขอเพียงแค่เราคอยติดตามดูว่าธุรกิจของบริษัทยังไปได้ดี มียอดขายเพิ่มขึ้น กำไรเพิ่มขึ้น และจ่ายเงินปันผลเพิ่มขึ้นทุกปี แค่นี้เราก็มีความสุข และก็คงไม่คิดจะขายหุ้นตัวนี้ออกไปอยู่แล้วครับ

Author: Jitta

Jitta simplifies financial analysis for value investors and financial advisors alike. Our stock-analysis platform offers actionable advice to help them make better investment decisions and generate higher returns based on a simple principle: “Buy a wonderful company at a fair price.” And we do that by creating Jitta Ranking, our proprietary algorithm that ranks stocks based on their profit potential. Returns generated by Jitta Ranking since 2009 has outpaced that produced by the S&P500 index by a large margin. Jitta’s technology processes information like a human mind, assessing complicated data and digesting it into an easy-to-use and intuitive format. Its key features include Jitta Score, an indicator of a wonderful company; Jitta Line, an indicator of a company's fair price; financial statements-made-simple Jitta FactSheet; Jitta Playlist, an intelligent screener and backtest system in one; and Jitta Portfolio, a smarter investment-tracking mechanism.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s