ช้อปของดี ที่อเมริกา

ตลาดหุ้นอเมริกายังน่าสนใจหรือไม่ ปู่วอร์เรน บัฟเฟตต์ มีคำตอบ

Advertisements

Mayweek1_blogcover-10

ประเทศไทยของเรามีตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีไม่น้อยหน้าใคร

แต่สำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตไปหาโอกาสการลงทุนที่กว้างขึ้น หลากหลายขึ้น และแข็งแกร่งขึ้น สหรัฐอเมริกาคงอยู่ในความสนใจอันดับต้นๆ แน่ๆ เพราะหุ้นมีมูลค่าเป็นแสนล้านดอลล่าร์ และมีฐานลูกค้าทั่วโลก

ทว่า…คุณอาจจะได้ยินข่าวคราวมากมายหลายแง่ทั้งบวกและลบ จนเริ่มสับสนว่า ตกลงตลาดนี้ดีจริงหรือเปล่า

เช่น อัตราการว่างงานในสหรัฐฯ ลดต่ำลงเกือบจะที่สุดในรอบ 17 ปีครึ่ง ส่งสัญญาณดีว่าเศรษฐกิจของประเทศยังคงเดินหน้าตามเป้า ตามมาด้วยข่าวประธานาธิบดีทรัมป์ถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันผันผวนกระทบผลประกอบการ

สิ่งเหล่านี้ไม่อาจทำให้ปรมาจารย์วอร์เรน บัฟเฟตต์ สะทกสะท้านแต่อย่างใด!

คุณปู่ยังบอกกับที่ประชุมผู้ถือหุ้น Berkshire Hathaway เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาอยู่เลยว่า

“ผมเต็มไปด้วย ความหวังและมั่นใจในอนาคตของสหรัฐฯ”

แถมย้ำในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นฉบับล่าสุด ด้วยว่า

“อเมริกายังคงเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์”

อุดมสมบูรณ์ขนาดไหน…ต้องลองพิจารณาตัวเลขกันดีๆ คุณจะพบว่าสิ่งที่คุณปู่พูดนั้น ไม่ได้ไกลจากความเป็นจริงเลย

เศรษฐกิจยังขยายตัวได้เรื่อยๆ

Mayweek1_forblog-1

ถ้าวัดจากผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือจีดีพี เศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกาถือว่าใหญ่เป็นอันดับ 1 ของโลก โดยใหญ่กว่าจีน ที่ตามมาเป็นอันดับ 2 ประมาณ 66% และใหญ่กว่าไทย 45 เท่า

final_mayweek1-021.png

ในช่วง 7 ถึง 8 ปีที่ผ่านมา อัตราการเติบโตของจีดีพีสหรัฐฯ อยู่ประมาณ 2% แล้ว อาจจะดูจิ๊บจ๊อย แต่ก็สามารถทำให้รายได้ต่อหัวของประชากรสหรัฐอเมริกาเพิ่มจาก $59,000 เป็น $79,000 ได้ภายในเวลาเพียง 25 ปี

แล้วสิ่งที่ขับเคลื่อนการเติบโตของจีดีพี ก็คือเทคโนโลยีและนวัตกรรม สองจุดแข็งของธุรกิจสหรัฐอเมริกา ที่ทำให้บริษัทขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง เติบโตได้อย่างก้าวกระโดด กลายเป็นธุรกิจระดับโลกแบบติดจรวด

“ตอนนี้ธุรกิจยิ่งแข็งแกร่งกว่านั้นอีก” คุณปู่บอกสำนักข่าว CNBC เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม ที่ผ่านมา “ดูจากดัชนีที่ใช้วัดการดำเนินธุรกิจต่างๆ ของ Berkshire Hathaway ตอนนี้แสดงถึงความแข็งแกร่งกว่าที่เคยเป็นมา และนับตั้งแต่ตอนตลาดแตกตื่น มันก็มีแต่จะดีขึ้นทุกปีๆ”

จึงไม่แปลกที่คุณปู่ จะมองเห็นแต่โอกาส โอกาส และโอกาส

ธุรกิจเติบโตไม่หยุดยั้ง

Mayweek1_forblog-2

ที่ Berkshire Hathaway ของคุณปู่เติบโตมาถึงหลัก $80 พันล้านได้ ก็เพราะเขาลงทุนในธุรกิจของสหรัฐฯ ถึง 90% ของพอร์ต เมื่อคุณปู่เองไม่ใช่คนชอบซื้อๆ ขายๆ หุ้นเพื่อเอากำไรระยะสั้นอยู่แล้ว จึงสรุปได้เลยว่าความมั่งคั่งของ Berkshire นั้น เพราะลงทุนในการเติบโตของธุรกิจสหรัฐอเมริกา ล้วนๆ

ธุรกิจสหรัฐฯ เติบโตมากขนาดไหน ก็ดูได้ไม่ยาก…

ถ้าคุณลงทุนตามดัชนี S&P500 ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดการเติบโตของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตั้งแต่ช่วงปีค.ศ. 1940 ด้วยเงินเริ่มต้น $10,000 วันนี้เงินของคุณจะกลายเป็น $51 ล้าน โดยที่คุณไม่ต้องคิดอะไรมากเลย     

final_mayweek1-031.png

แม้จะผ่านวิฤตเศรษฐกิจมากี่ครั้ง สงครามกี่หน ธุรกิจของสหรัฐฯ ก็ยังกลับมาผงาดได้เหมือนเดิม แถมยังมีทีท่าว่าจะไปได้ไกลกว่าเดิมอีก

เมื่อเห็นแนวโน้มระยะยาวที่ชัดเจนขนาดนี้แล้ว คุณก็ไม่จำเป็นต้องกังวลกับข่าวสาร หรือสถานการณ์ตึงเครียดต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างทาง เหมือนบัฟเฟตต์ที่ประสบความสำเร็จขนาดนี้ เพราะเขาไม่ค่อยใส่ใจกับเสียงรบกวนเหล่านี้มากนัก  

ยิ่งตลาดหุ้นผันผวน เพราะความวิตกของนักลงทุนมากเท่าไหร่ เขายิ่งใช้มันเป็นโอกาสในการซื้อหุ้นดีๆ ในราคา outlet พอตลาดหายตื่นตระหนก พอร์ตของเขาก็กลับมาทำกำไรมหาศาล แถมผลกำไรมีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ด้วย   

ดังนั้น เมื่อคุณเลือกลงทุนในธุรกิจที่แข็งแกร่ง ในราคาที่เหมาะสมแล้ว เงินลงทุนของคุณก็จะผ่านร้อนผ่านหนาวในทุกๆ วิกฤตไปได้ พร้อมเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา

มีบริษัทแข็งแกร่งให้เลือกเหลือเฟือ

Mayweek1_forblog-3.png

เมื่อคุณมองไปรอบๆ คุณจะเห็นแบรนด์สัญชาติอเมริกันมากมาย ตั้งแต่ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด เสื้อผ้า ไปจนถึงของใช้ทั่วไปในบ้าน ธุรกิจที่สามารถขยายตัวออกไปหาฐานลูกค้าทั่วโลกได้แบบนี้ ดูแว้บเดียวก็รู้ว่ามีแววพาเงินลงทุนของคุณเติบโตไปด้วย

ยิ่งคุณเข้าไปตรวจสอบ Jitta Score ซึ่งเป็นการให้คะแนนหุ้นตามความแข็งแกร่งของพื้นฐานธุรกิจ คุณจะยิ่งเห็นเลยว่าโอกาสการลงทุนในธุรกิจที่ดีในสหรัฐอเมริกา นั้นมีเยอะมากๆ

หุ้นกว่า 4,800 ตัวในตลาด NYSE และ NASDAQ ประกอบไปด้วยหุ้นที่มี Jitta Score 7-10 สูงระดับบริษัทที่ยอดเยี่ยมถึง 205 ตัว หรือ 4.25% ของหุ้นในตลาดทั้งหมด ในขณะที่ประเทศไทยมีหุ้นในช่วงคะแนนดังกล่าวเพียง 22 ตัว เท่านั้น

เพราะ Jitta Score เป็นการวิเคราะห์พื้นฐานธุรกิจแบบเข้มงวดมากๆ ยังไม่มีธุรกิจใดใน 7 ประเทศที่ Jitta ให้บริการข้อมูล ทำคะแนนเต็ม 10 ได้เลย พอได้เห็นธุรกิจในสหรัฐอเมริกา ทำคะแนนได้สูงสุดถึง 9.63 ก็ค่อนข้างชัดเจนเลยว่าธุรกิจในสหรัฐฯ นั้นแข็งแกร่งมากจริงๆ

final_mayweek1-04.png

โอกาสดีๆ เยอะขนาดนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่คุณปู่ยังเลือกที่จะลงทุนกับธุรกิจในสหรัฐฯ ก่อนเป็นอันดับแรก

เริ่มลงทุนในสหรัฐอเมริกา

คุณเองก็มีส่วนร่วมเป็นเข้าของธุรกิจดีๆ ที่มีโอกาสเติบโตไปทั่วโลกได้เหมือนกัน แค่เปิดพอร์ตหุ้นกับโบรกเกอร์ที่ให้บริการลงทุนต่างประเทศ แล้วเริ่มซื้อขายด้วยตนเองได้เลย หรือถ้าไม่อยากวุ่นวาย ก็ซื้อหน่วยกองทุนรวมที่ลงทุนในสหรัฐฯ ได้

แต่ถ้าอยากไปลงทุนที่สหรัฐฯ ในสไตล์วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป๊ะๆ นั่นคือซื้อหุ้นดีราคาถูก แล้วถือไว้ยาวๆ Jitta ก็มีบริการกองทุนส่วนบุคคล Jitta Wealth ที่จะช่วยเลือกหุ้น จัดพอร์ต กระจายความเสี่ยง และปรับพอร์ตให้คุณตามหลักการของคุณปู่

เราจะเลือกซื้อหุ้นดีราคาถูกที่น่าลงทุนที่สุด 30 ตัวแรกในสหรัฐฯ ตามการจัดอันดับของ Jitta Ranking ถ้าคุณเข้าไปดูการจัดอันดับหุ้นสหรัฐฯ ของ Jitta Ranking ที่นี่ จะเห็นได้เลยว่าหุ้นดีราคาถูกที่น่าลงทุนที่สุดในตลาดสหรัฐฯ ตอนนี้คือบริษัท Torchmark Corporation ซึ่งก็เป็นบริษัทที่ Berkshire Hathaway ของคุณปู่ถืออยู่ในพอร์ตเช่นกัน

เมื่อถือหุ้นทั้ง 30 ตัวครบ 1 ปีแล้ว Jitta จึงจะปรับพอร์ตเพื่อซื้อหุ้นดีราคาถูกที่น่าลงทุนที่สุด 30 ตัวแรกของวันนั้น ด้วยความที่เราใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารพอร์ตให้คุณ และซื้อขายหุ้นน้อยมาก ทำให้ Jitta Wealth มีค่าธรรมเนียมต่ำกว่า และยังให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าที่ดัชนี S&P500 ทำได้อีกด้วย (ดูผลตอบแทน Jitta Ranking ในประเทศสหรัฐฯ)

ที่เหลือคุณก็แค่ปล่อยพอร์ตหุ้นของคุณให้เติบโตไปเรื่อยๆ อย่างสบายใจ มั่นใจในผลตอบแทนที่ดีกว่าระยะยาวอย่างที่คุณปู่พร่ำบอกมาตลอด และไม่ต้องว้าวุ่นกับตลาดหุ้นที่ผันผวนอีกต่อไป

สมัครลงทุนกับ Jitta Wealth ได้ที่ wealth.jitta.com

6 Types of Stocks to Strengthen Your Portfolio, According to Peter Lynch

 

image (5)

How did Peter Lynch, one of the world’s greatest fund managers, achieve an average annualized return of 29.2% for 13 years straight?

He turned a million dollar into 27.9 million in just 13 years…

How did he do it!?!?

Screen Shot 2561-03-15 at 17.33.29 (1)

Peter Lynch’s mastery transformed a million into 20 million in just a decade.

Lynch was able to accomplish the feat partly by categorizing stocks into 6 groups. That helped him tackle the risks inherent in each type of stocks properly, so he could produce such phenomenal returns.

For us ordinary investors, his idea could help you pick stocks that align with your investment goals and acceptable risk level, on top of investing in good companies at a fair price.

For example…

When you’re middle aged with a bit of money set aside for investment, you’d be willing to risk more for higher returns.

But when you’re retired, you might be willing to risk very little, so you’d be satisfied with returns just slightly above inflation rates.

Knowing which stock-group a company belongs to means you can pick the right investment that will propel you toward your goals.

Here are the 6 types of stocks you should pay attention to, according to Peter Lynch.

BX

1. Slow Growers

Slow growers are large-cap companies whose earnings are, if not stable, growing at a lower rate than that of the economy. Their market prices don’t fluctuation much, thus aren’t very lucrative when it comes to capital gain. But they do offer high dividends, sometimes as high as 7-10%, rendering them suitable for low-risk investors who don’t expect sky-high capital gains.

Basic ratios for analysis

– Low price-to-earnings ratio (P/E) and price-to-book value (P/BV) ratio

– High dividend payout ratio

– Dividend yields might be as high as 7-10% per year

– High market capitalization

Caution

If a company is part of a sunset industry, there’s a high chance its performance is slowing down, too.

PG

2. Stalwarts

These are large companies with strong fundamentals, making them very resilient to economic uncertainties. Despite their modest profit growth of around 10%, they are well-known and respectable companies in the eyes of the public, are relatively low-risk and can quickly recover from recessions.

 

Basic ratios for analysis

– Earnings per share growing steadily at the rate slightly above that of the market

– Low debt-to-equity ratio

– Big market capitalization

Caution

These can sometimes can be mistaken with cyclical stocks. So make sure your Stalwarts’ operations aren’t affected heavily by volatile resources such as the prices of oil, petrochemical and coal.

FB

3. Fast Growers

These companies may not be as large or fundamentally as strong as the other two, but they have a potential to grow at least 15-20% or even higher each year. Some of them could produce a return of 100-200% in just a few years. But such growth should be driven by revenues and profits generated by business expansion, not from buying and selling assets. One advantage of investing in these stocks is that you can hold them for as long as they can keep their growth rates up.

 

Basic ratios for analysis

– High and consistent price-to-earnings ratio

– Earnings per share grow at the rate of 15-20%

Caution

Growth should not come from unusual income like sales of assets irrelevant to the core business.

CVI

4. Cyclicals

Cyclical stocks are companies whose sales and profits rise and fall in a more or less predictable fashion. They go through episodes of expansion and contraction as their ability to generate profits are highly sensitive to certain external factors. Most are related to oil, petrochemical, coal, commodities, agricultural products and real estate, which are the majority of stocks in Thailand. For example, oil companies should see their sales and profits surge when oil prices go up and vice versa.

 

Basic ratios for analysis

– Price to earnings ratio and earnings per share tend follow a pattern of peaks and plunges—3 years of profitability and 2 years of losses, for example.

Caution

Make sure you really understand their business cycle, including the cycle of the resources needed to operate their businesses. Otherwise you could buy in the wrong part of the cycle.

BAC

5. Turnarounds

These are companies that have suffered severe losses or nearly went bankrupt due to unprofitable investments or lack of liquidity, but are in the process of turning themselves around. If these companies repay their debts or successfully restructure their businesses and turn a profit, you’ll be benefiting hugely from that, too.

 

Basic ratios for analysis

– Price to earnings ratio and earnings per share follow a pattern of peaks and plunges

– Net profit becomes positive

– Debt to equity ratio continues to fall

Caution

These are highly risky investments as they could go bankrupt anytime.

6. Asset Plays

These companies usually own high-value assets such as real estate or shares in other companies, like Berkshire Hathaway, Warren Buffett’s holding company that own shares in a number of different businesses.

If you put money in an Asset Play company that invests in profitable businesses or in prime real estate, the value of the Asset Play company will also increase as well. That means you have a chance to enjoy huge capital gain when the market realizes the real value of the assets the company is holding.

 

Basic ratios for analysis

– Searching for Asset Plays won’t require much ratio analysis, but more digging through company financials to see what assets are they holding, how much did they spend to acquire those assets, and how much are those assets today. You can find such information in public statements released by the companies.

Caution

No one knows when the market will realize the real value of these companies, especially those that own the real estate. That might prevent their stock prices from going up for quite some time.  

 

The quickest way to identify stock type

Peter Lynch invested in these 6 types of stocks to create a well-diversified portfolio, keeping the risk manageable while maximizing the returns.

You don’t have to invest in more than 1,000 stocks like him to make use of his technique. Just start by reading financial reports, identifying the trends of key financial ratios relevant to each type of stocks, and you will know if a stock fits in your portfolio.

For example, if you’re middle aged with a sum of money for investment, you’d be more willing to take a bit of risk. So you might pick the Fast Growers, Cyclicals and Turnarounds to make your portfolio grow at the rate of 15-20% per year.

But if you just retired and can’t take much risk—your main goal is to maintain the principle investment—investing in the Slow Growers, Stalwarts, Asset Plays and a small portion of Fast Growers could help you achieve a return of 5-8%, which is higher that the inflation rates.

Jitta FactSheet can help you save a lot of time, as you can put the most important ratios at the top, or group ratios together for easy reading.

PG

Here are some ratios you could add to your Jitta FactSheet to speed up financial analysis:

  1. Market cap
  2. Price to book value ratio
  3. Earnings per share
  4. Net profit margin
  5. Debt to equity ratio
  6. Return on equity
  7. Dividend payout ratio
  8. Free cash flows
  9. Dividend yield

 

Not only will these ratios help you identify the type of each stock, but will also help you spot the growth and performance trends of each company in a fraction of the time.

Just follow these 3 easy steps to add and customize your Jitta FactSheet:

FireShot Capture 49 - PG_ The Procter & Gamble Comp_ - https___www.jitta.com_stock_nyse_pg_factsheet

1. Click CUSTOMIZE

Screen Shot 2561-03-15 at 17.37.14

2. Type the name of the ratio you’re looking to add, then drag-and-drop it to reorder

FireShot Capture 47 - PG_ The Procter & Gamble Comp_ - https___www.jitta.com_stock_nyse_pg_factsheet.png

3. Click UPDATE FACTSHEET

 

Now you can categorize stocks the way Peter Lynch does. But don’t forget to set your investment goals and acceptable risk level. Doing so will help you devise an investment plan with specific KPIs, which will help you optimize your investment strategy going forward.

If you’re determined and focused on improving your investment skills, the goals you set are just within reach!

 

งบชัดจัดตรงหุ้นรายกลุ่ม

บริษัทอะไร…ทำธุรกิจแต่ไม่มีรายได้จากการขายเลย?!?!

เป็นใครก็ต้องตกใจแบบผมครับ…อ่านงบเพลินๆ อยู่ดีๆ ดันมาเจองบการเงินที่ช่อง revenue เป็น 0

ตั้งสติสักพักถึงได้ร้องอ๋อครับว่า ธุรกิจแต่ละอุตสาหกรรมก็มีโครงสร้างแตกต่างกันออกไป วิธีการบันทึกรายรับรายจ่ายต่างๆ แม้จะเป็นมาตรฐานเดียวกัน แต่ก็ไม่เหมือนกันซะทีเดียว

เช่น ธุรกิจที่มี revenue เป็น 0 แบบนี้ เป็นไปได้ว่าเค้าทำธุรกิจที่รายได้มาจากอย่างอื่นที่ไม่ใช่การขาย เช่น ธุรกิจประเภทประกัน ที่รายได้มาจาก premiums หรือเบี้ยประกันเป็นหลัก

เพราะฉะนั้น จะหาคำตอบว่าบริษัททำธุรกิจอะไร มีรายได้จากไหน ใช้จ่ายกับอะไรบ้าง ถือสินทรัพย์อะไรบ้าง หนี้สินเยอะมั้ย ฯลฯ เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงและความน่าลงทุนของบริษัท ก็ต้องรู้วิธีอ่านงบการเงินสำหรับแต่ละอุตสาหกรรมด้วย

คุณเริ่มต้นได้ง่ายๆ ที่หน้า Financials ของ Jitta ครับ เพราะงบการเงินบนแท็บ Financials ได้ถูกปรับให้เหมาะสมกับแต่ละอุตสาหกรรม แจกแจงรายละเอียดทางการเงินต่างๆ อย่างละเอียด สอดคล้องกับโครงสร้างธุรกิจแต่ละประเภทเป็นอย่างดี

มองปราดเดียวก็เข้าใจลักษณะธุรกิจและวิเคราะห์พื้นฐานบริษัทได้เห็นภาพ ไม่ต้องเสียเวลาหาคำตอบว่า revenue หายไปไหน…

ซึ่งรูปแบบงบการเงินตามอุตสาหกรรมที่เราได้ปรับไว้ให้ มี 4 ประเภท ดังนี้ครับ

1. กลุ่มธุรกิจธนาคาร (Banks)

Screen Shot 2561-04-11 at 3.07.13 PM

ธนาคารเป็นกลุ่มธุรกิจที่แปลกครับ ในขณะที่บริษัทอื่นๆ มองดอกเบี้ยเงินกู้เป็นรายจ่าย พวกธนาคารกลับมองเป็นรายได้ นั่นก็เพราะธนาคารเป็นตัวกลางช่วยหมุนเงิน โน้มน้าวให้คนนำเงินมาฝากกับตัวเองแลกกับดอกเบี้ยเงินฝากซึ่งธนาคารถือเป็นรายจ่าย จากนั้นก็เอาเงินที่คนฝากไว้ไปปล่อยกู้ต่อ แล้วคิดค่าธรรมเนียมเป็นดอกเบี้ยเงินกู้ จึงสรุปได้ว่ารายได้ของธนาคารไม่ได้มาจากการขายอะไรเลย แต่มาจากดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมของธุรกรรมทางการเงินต่างๆ

งบการเงินของกลุ่มธนาคารในเว็บไซต์ Jitta เลยแจกแจงรายได้เหล่านี้ให้เฉพาะเจาะจงขึ้น คุณเห็นทันทีว่ารายได้จากดอกเบี้ยเงินกู้เป็นเท่าไหร่ รายได้ส่วนอื่นๆ มาจากไหนบ้าง และรายจ่ายที่เป็นดอกเบี้ยเงินฝากมีเท่าไหร่ จะได้มองภาพของธุรกิจธนาคารแต่ละแห่งได้ชัดเจนยิ่งขึ้น


2. กลุ่มธุรกิจประกันภัย (Insurance)

Screen Shot 2561-04-11 at 2.58.56 PM

ธุรกิจประกันอาจจะดูเข้าใจยาก แต่จริงๆ แล้วมีวิธีการทำธุรกิจที่ไม่ซับซ้อนครับ หน้าที่หลักๆ ของบริษัทประกันคือคุ้มครองความเสียหายของเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุ เจ็บป่วย หรือเสียชีวิต โดยมีข้อแม้ว่าคุณต้องจ่าย “เบี้ยประกัน” แลกกับการได้รับเงินชดเชยเป็นก้อนหากเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้คุณสูญเสียหรือเสียหาย ดังนั้น รายได้ที่เห็นได้ชัดเจนของธุรกิจประกันคือค่าเบี้ยประกัน หรือ premium ที่คุณจ่ายให้บริษัท ส่วนรายจ่ายที่บริษัทต้องควบคุมไม่ให้มากเกินไปก็คือค่าชดเชย ที่จะจ่ายให้คุณเมื่อเกิดความเสียหายครับ

เมื่อดูงบการเงินของบริษัทประกันใน Jitta คุณจะเห็นความเสี่ยงที่บริษัทประกันแต่ละแห่งแบกรับอยู่ครับ ว่าแต่ละแห่งจ่ายเงินชดเชยไปเป็นเท่าไหร่ของรายได้เบี้ยประกันที่เรียกเก็บ และกำไรสุทธิที่ได้จากเบี้ยประกันคุ้มค่ากับความเสี่ยงที่ต้องแบกรับหรือไม่


3. กลุ่มธุรกิจสาธารณูปโภค (Utilities)

Screen Shot 2561-04-11 at 3.16.03 PM

ธุรกิจสาธารณูปโภคจะมีลักษณะการดำเนินงานแตกต่างกันไป แล้วแต่บริการ เช่น พลังงานไฟฟ้า ก๊าซธรรมชาติ ไอน้ำ ประปา แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันและเป็นสิ่งที่คุณสังเกตได้ง่ายๆ เลยก็คือ ธุรกิจเหล่านี้จะมีค่าใช้จ่ายเพื่อขยายหรือปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น (Operations and Maintenance) หรือค่าพลังงานหรือเชื้อเพลิง (Fuel & Purchased Power) ที่สูงมากๆ และเป็นเรื่องปกติที่หนี้สินจะสูงด้วยเช่นกัน ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินและเงินทุนหมุนเวียนของบริษัท ได้รับผลกระทบจากการขึ้นลงของอัตราดอกเบี้ยมากเป็นพิเศษ เพราะหนี้สินที่กู้มาครับ


4. กลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ (Industrials)

Screen Shot 2561-04-11 at 3.09.58 PM

ที่เหลือก็จะเป็นกลุ่มที่ผลิตสินค้ามาแล้วขายไป มีโครงสร้างที่ค่อนข้างตรงไปตรงมา ธุรกิจในกลุ่มนี้จึงมีหน้าตางบการเงินแบบที่คุณคุ้นเคย เน้นวิเคราะห์รูปแบบการทำธุรกิจของแต่ละบริษัทว่ามีต้นทุนเปรียบเทียบกับรายได้เท่าไหร่ ยั่งยืนหรือไม่ และมีความผันผวนมากแค่ไหน


 

หน้าตาของงบการเงินที่ Jitta ปรับให้แตกต่างกันไปตามประเภทอุตสาหกรม นอกจากจะช่วยให้คุณแยกหุ้นออกเป็นกลุ่มธุรกิจได้อย่างรวดเร็วง่ายดายแล้ว ยังเผยให้เห็นลักษณะเฉพาะของแต่ละกลุ่มธุรกิจอย่างทะลุปรุโปร่ง การวิเคราะห์หุ้นของคุณจึงทำได้ละเอียดและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

4 หัวใจหลักชี้ชัดภาพธุรกิจ

เหนื่อยแกะงบทำไม…เคล็ดลับวิเคราะห์ธุรกิจให้เห็นภาพไว ตัดสินใจได้ในพริบตา

หลายคนคิดว่าการวิเคราะห์งบการเงินยาก ต้องเก่งเลข ต้องจำสูตรคำนวณ ต้องเข้าใจวิธีการทำบัญชีอย่างลึกซึ้ง

จริงๆ แล้วไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ

การวิเคราะห์งบการเงินเพื่อดูความสามารถในการเติบโต ความแข็งแกร่ง และข้อเสียของแต่ละบริษัท ก็คือการเอาตัวเลขดิบๆ ในงบการเงินมาหารเปรียบเทียบกัน เพื่อหาอัตราส่วนเท่านั้นเอง

เช่น เอากำไรมาเปรียบเทียบกับหนี้ดูว่า บริษัททำกำไรได้พอจ่ายหนี้ในแต่ละปีได้หรือเปล่า หรือเอาราคาตลาดของหุ้นมาเปรียบเทียบกับกำไรสุทธิดูว่า ถ้าซื้อหุ้นที่ราคานั้นๆ แล้วบริษัทจะทำกำไรสุทธิมาคืนทุนให้คุณได้ในเวลากี่ปี

ซึ่งอัตราส่วนหลักๆ ที่นักลงทุนนิยมใช้กัน ถ้าเข้าใจที่มาที่ไป ก็นำไปใช้วิเคราะห์ธุรกิจเบื้องต้นได้แล้วครับ ไม่ต้องนั่งจำสูตร ไม่ต้องนั่งจำว่าค่าแต่ละค่าควรจะเป็นเท่าไหร่ถึงดี เท่าไหร่ถึงไม่ดี

แบบคลิกเข้าไปดู Jitta FactSheet แล้วเห็นอัตราส่วนต่างๆ ที่ Jitta คำนวณไว้ให้ปุ๊บ คุณก็จะเข้าใจและมองภาพรวมธุรกิจออกเลย แถมยังเอาไปอ้างอิงเปรียบเทียบกับอัตราส่วนเดียวกันของบริษัทอื่นๆ ได้ เพื่อการตัดสินใจลงทุนที่มั่นใจมากขึ้นด้วย

เพื่อให้เข้าใจประโยชน์ของอัตราส่วนแต่ละอันอย่างลึกซึ้ง คุณสามารถแบ่งหน้าที่ของมันออกเป็น 4 ประเภท แต่ละประเภทแสดงถึงสถานะธุรกิจในมิติที่ต่างกัน ดังนี้

1. บริษัทมีฐานะทางการเงินมั่นคงแค่ไหน

ถ้าคุณอยากรู้ว่าบริษัทจะล้มง่ายมั้ย ก็ต้องมาวิเคราะห์สภาพคล่องกันครับ การวิเคราะห์สภาพคล่องคือการดูว่า บริษัทมีเงินใช้คล่องมือหรือไม่ มีเงินเข้ามาพอใช้หรือเปล่า ถ้าเงินขาดมือบ่อยๆ แบบนี้มีปัญหาในดำเนินธุรกิจแน่ๆ โดยอัตราส่วนที่ใช้วิเคราะห์ความมั่นคงทางการเงินคือ

  • อัตราส่วนทุนหมุนเวียน (current ratio) แสดงความสามารถในการจ่ายหนี้ระยะสั้น

อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน = สินทรัพย์หมุนเวียน / หนี้สินหมุนเวียน

current Ratio = current Assets / current liabilities

ถ้าน้อยกว่า 1 แสดงว่าธุรกิจมีสินทรัพย์หมุนเวียนเช่น เงินสด ลูกหนี้ทางการค้า สินค้าคงเหลือ ฯลฯ ไม่พอจ่ายหนี้ระยะสั้น ซึ่งเป็นหนี้ที่ต้องจ่ายภายใน 1 ปี ดูท่าแล้วเงินน่าจะขาดมือ

ส่วนบริษัทที่มี current ratio มากกว่า 1 แปลว่าสภาพคล่องสูง แต่ถ้าสูงกว่า 1 มากๆ นี่ก็น่าคิดครับ ต้องไปดูเพิ่มเติมว่าบริษัทมีการใช้ทรัพย์สินหมุนเวียน
ให้เกิดประโยชน์สูงสุดหรือเปล่า เช่น ถือเงินสดเกินความจำเป็นไม่นำไปลงทุน

  • อัตราส่วนทุนหมุนเวียนเร็ว (quick ratio หรือ acid test) หมุนเวียนเร็วสุดก็เงินสดครับ ตัวนี้เลยใช้ดูว่า ทรัพย์สินที่เอามาเปลี่ยนเป็นเงินสดได้เร็วๆ เพื่อนำไปจ่ายหนี้ระยะสั้น มันมีเยอะน้อยแค่ไหน

อัตราส่วนสินทรัพย์คล่องตัว = (สินทรัพย์หมุนเวียน – สินค้าคงเหลือ) / หนี้สินหมุนเวียน

quick Ratio = (current Assets – inventory) / current Liabilities

ที่ต้องตัดสินค้าคงเหลือ (inventory) ออกจากการคำนวณก็เพราะมันแปลงเป็นเงินสดได้ช้ากว่าสินทรัพย์หมุนเวียนอื่นๆ แถมอาจจะลดมูลค่าลงด้วย เหมือน iPhone รุ่นเก่าที่ขายไม่ออก จะให้รีบขายเอาเงินไปจ่ายหนี้ก็ทำได้ยากครับ ส่วนเกณฑ์การดูก็เหมือนกับ current ratio ครับ เพียงแต่ใช้วัดสภาพคล่องได้ตรงจุดกว่า

  • อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (debt to equity ratio, D/E) อัตราส่วนยอดฮิตของนักลงทุนตัวนี้แสดงสัดส่วนการกู้หนี้ยืมสินว่าเป็นกี่เท่าของส่วนของผู้ถือหุ้นครับ

อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น = หนี้สิน / ส่วนของผู้ถือหุ้น

debt to equity ratio = debt / equity

ถ้าอัตราส่วนนี้สูงมีโอกาสที่กิจการจะไม่สามารถในการชำระดอกเบี้ย จนอาจถูกฟ้องล้มละลายได้ เนื่องจากถ้าการมีภาระหนี้สินที่สุง ทำให้จำเป็นต้องชำระดอกเบี้ยที่สูงตามไปด้วย ไม่ว่ากิจการนั้นจะกำไรหรือขาดทุน

การพิจารณาค่า D/E ละเอียดนั้นไม่มีค่าตายตัวว่าสามารถกู้เกินได้กี่เท่าของสินทรัพย์ที่มีแต่พิจารณาจาก Business model ธุรกิจมีนโยบาลการทำธุรกิจอย่างไร บางบริษัท มีการเติบโตสูงอาจจะต้องกู้เงินมาใช้ดำเนินงาน ซึ่งถ้าบริษัทสามารถควบคุมความเสี่ยงได้ การกู้เงินมาลงทุนก็อาจจะเป็นโอกาสทำให้บริษัทเติบโตได้เร็ว หรืออย่างในกลุ่มธนาคารที่ธุรกิจมีการกู้เงินมาเพื่อปล่อยกู้ อาจะทำให้มีค่า D/E สูงถึง 10 เท่าได้

  • เงินทุนหมุนเวียน (working capital) ใช้ดูว่าพวกสินทรัพย์หมุนเวียนทั้งหมดที่เรามี หักลบกลบหนี้ระยะสั้นออกไปแล้ว เหลือเป็นสินทรัพย์ให้เราไปใช้ทำธุรกิจ เช่น ซื้อวัตถุดิบ ลงทุน ฯลฯ เท่าไหร่

เงินทุนหมุนเวียน  = สินทรัพย์หมุนเวียน – หนี้สินหมุนเวียน

working capital = current assets – current liabilities

ถ้าสินทรัพย์หมุนเวียนกับหนี้สินหมุนเวียนใกล้เคียงกันมาก หักลบกันออกมาแล้วเหลือเป็นเงินทุนหมุนเวียนไม่เท่าไหร่ บริษัทอาจถูกปิดได้ เพราะไม่มีเงินสดในการดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างรายได้เข้าบริษัทครับ

  • กระแสเงินสดอิสระ (free cash flow) ใช้ดูว่าหลังจากหักเงินที่ต้องเอาไปหมุนเพื่อต่อยอดธุรกิจ และค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่นเงินเดือน ภาษี ดอกเบี้ย แล้ว เหลือเป็นเงินสดที่เอาออกมาจ่ายปันผล ซื้อหุ้นคืน หรือเก็บไว้ขยายธุรกิจ เท่าไหร่

กระแสเงินสดอิสระ = กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน – ค่าใช้จ่ายในการซื้อสินทรัพย์

free cash flow = operating cash flow – CAPEX

Free cash flow ใช้ประเมินหามูลค่าที่แท้จริงของธุรกิจได้ด้วยนะครับ โดยการคิดลดแบบ discounted cash flow (DCF) เป็นการประเมินมูลค่าที่อิงความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดเข้าบริษัทครับ

  • วงจรเงินสด (cash conversion cycle) ใช้ดูความเร็วในการหมุนเงินของบริษัทครับว่าใช้เวลานานมั้ย ตั้งแต่คิดไอเดีย ซื้อวัตถุดิบ ผลิต ขาย และได้เป็นเงินสดกลับมา ยิ่งเร็วก็ยิ่งดี ส่วนเวลาจ่ายเงินยิ่งยืดไปได้นานก็ไหร่ก็ยิ่งดี สรุปว่า รับเงินไว จ่ายเงินช้าครับ

วงจรเงินสด = ช่วงเวลาขายสินค้า + ช่วงเวลาได้รับเงิน – ช่วงเวลาที่จ่ายเงิน

cash conversion cycle = inventory conversion period + receivable conversion period – payable conversion period

นี่เป็นอีกตัวที่ไม่มีเกณฑ์บ่งชี้แน่นอน เลยต้องดูเปรียบเทียบกับอดีตของบริษัทเองว่าที่ผ่านมารักษาความเร็วในการหมุนเงินไว้ได้ดีขนาดไหน ถ้าแนวโน้มคงที่หรือลดลงก็จะดีมากครับ แต่ถ้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็อาจจะส่งผลต่อความสามารถในการดำเนินกิจการระยะยาวได้ แล้วก็อย่าลืมเอาไปเปรียบเทียบกับคู่แข่งด้วยนะครับ เพราะถ้าคู่แข่งหมุนเงินได้เร็วกว่า ก็เป็นไปได้ว่าประสิทธิภาพในการทำงานของเค้าดีกว่า อาจจะน่าลงทุนกว่าครับ

2. บริษัทมีศักยภาพในการเติบโตแค่ไหน

รู้ว่าบริษัทมั่นคงแล้ว ก็ต้องดูด้วยว่าบริษัทมีความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนให้ต่ำ และสร้างกำไรเติบโตต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มมูลค่าให้บริษัทและเงินลงทุนของคุณมากแค่ไหน โดยวิเคราะห์จากอัตราส่วนเหล่านี้

  • อัตราส่วนกำไรขั้นต้น (gross profit margin) ใช้ประเมินประสิทธิภาพของธุรกิจโดยดูว่า รายได้ที่ได้จากการขาย พอหักต้นทุนวัตถุดิบในการผลิตออกแล้ว เหลือเป็นกำไรเท่าไหร่

อัตรากำไรขั้นต้น (%) = ขายสุทธิ – ต้นทุนขาย / ขายสุทธิ

gross profit margin (%) = sales – COGS / sales 

อัตราส่วนกำไรขั้นต้นแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการทำกำไรขั้นพื้นฐาน ไม่มีมาตรวัดที่แน่นอน แต่ใช้เปรียบเทียบกับหุ้นอื่นในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน ว่าทำกำไรได้มากกว่าคู่แข่งหรือไม่ครับ

  • อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (operating margin) แสดงประสิทธิภาพในการดำเนินงานและการตั้งราคาสินค้า โดยดูว่า สัดส่วนรายได้จากการขายที่เหลืออยู่หลังหักค่าใช้จ่ายทุกอย่างที่เกี่ยวกับการผลิต รวมถึงค่าจ้างแรงงาน เป็นเท่าไหร่

อัตรากำไรจากผลการดำเนินงาน (%) = กำไรจากการดำเนินงาน / ขายสุทธิ

operating profit margin (%) = operating profit margin / sales 

ถ้าแนวโน้มของ operating margin ลดลงเรื่อยๆ ก็เป็นไปได้ว่าต้นทุนอาจจะสูงขึ้น แต่ปรับราคาขึ้นไม่ได้ ทำให้กำไรขั้นต้นลดต่ำลง หรือค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นแต่ยอดขายไม่เพิ่มขึ้นตามครับ

  • อัตราส่วนกำไรสุทธิ (net profit margin ratio) ใช้ดูว่ารายได้แต่ละบาทที่บริษัททำได้ มีกำไรอยู่เป็นสัดส่วนเท่าไหร่

อัตรากำไรสุทธิ (%) = กำไรสุทธิ / ขายสุทธิ

Net Profit Margin (%) = net profit / sales

อัตราส่วนที่เกี่ยวข้องกับการทำกำไรทั้ง 3 ตัว ถ้ามีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องกันหลายๆ ปี ก็ถือเป็นสัญญาณที่ดี แสดงให้ว่าบริษัทน่าจะมีความสามารถทำกำไรให้คุณไปเรื่อยๆ ในระยะยาว

3. บริหารธุรกิจได้มีประสิทธิภาพแค่ไหน

นอกจากคุณจะต้องมั่นใจว่าธุรกิจนั้นมีฐานะทางการเงินที่มั่นคง สามารถทำกำไรไปได้ยาวๆ แล้ว คุณก็อาจจะอยากรู้ด้วยว่า เหล่าผู้บริหารใช้เงินลงทุนของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพแค่ไหน ไม่ได้เอาเงินคุณไปผลาญเล่นจนค่าใช้จ่ายบาน กำไรต่อเงินลงทุนแต่ละบาทของคุณลดลงเรื่อยๆ ใช่ไหมครับ คุณสามารถวัดประสิทธิภาพในการบริหารเงินของบริษัทได้จาก

  • อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (return on assets หรือ ROA) บอกคุณว่าทรัพย์สินที่บริษัทมีแต่ละบาท สามารถนำไปแปรสภาพเป็นกำไรได้ดีแค่ไหน หรือพูดง่ายๆ คือ บริษัทใช้ทรัพย์สินที่ตนเองมีอยู่แล้วไปต่อยอดธุรกิจได้คุ้มค่ามั้ย

ผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ = กำไรสุทธิ / สินทรัพย์ หรือ กำไรสุทธิ / (ส่วนผู้ถือหุ้น + หนี้สิน )

return on assets = net income / assets or net income / (equity + liabilities)

ROA ยิ่งสูงยิ่งดี เพราะแสดงว่าบริษัทสามารถทำกำไรและสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นจากสินทรัพย์ที่มีอยู่ในบริษัทได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก แต่มีข้อควรระวังอย่างหนึ่งคือ ถ้า ROA สูงๆ มาพร้อมกับหนี้สินสูงๆ ด้วยแล้วละก็ แสดงว่าผลตอบแทนที่ได้สร้างมาจากการกู้ยืม ไม่ใช่เงินลงทุนครับ แบบนี้ค่อนข้างอันตรายเหมือนกัน

  • อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (return on equity หรือ ROE) ROE จะเจาะลงไปให้คุณเห็นเลยว่า นี่คือสัดส่วนกำไรที่บริษัทสร้างให้คุณต่อ 1 บาทที่คุณลงทุนไป

ผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (%) = กำไรสุทธิ / ส่วนของผู้ถือหุ้น

return on equity (%) = net profit / equity

อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นหรือรักษาความสม่ำเสมอของผลตอบแทนในระดับสูงไว้ได้ บ่งบอกถึงความสามารถในการเติบโต และแข่งขันในตลาด รวมถึงมีความใส่ใจที่จะสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้น

  • SG&A to Sale จะบอกคุณว่ารายได้ 1 บาทที่บริษัททำได้ จะต้องใช้จ่ายเป็นค่าเกี่ยวกับการบริหารจัดการ เช่น ค่าจ้างพนักงาน ค่าโฆษณาสินค้า ค่าซื้ออุปกรณ์สำนักงาน ค่าน้ำค่าไฟ ฯลฯ เท่าไหร่

ค่าใช้จ่ายในการบริหารต่อยอดขาย = ค่าใช้จ่ายในการขาย ค่าใช้จ่ายทั่วไป
และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการทำธุรกิจ /  รายได้

SG&A to Sale (%) = selling, general & administrative expense / revenue

ยิ่งสัดส่วนค่าใช้จ่าย SG&A น้อยเท่าไหร่ ยิ่งดี เหลือเป็นกำไรให้ธุรกิจนำไปต่อยอดเยอะขึ้น แถมถ้าเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ บริษัทก็ยังคงประคับประครองตัวเองไปได้โดยต้องปลดพนักงาน

  • อัตราการหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ (inventory turnover) แสดงให้เห็นถึงความเร็วในการหมุนสินค้าของบริษัท โดยดูว่าเมื่อบริษัทลงทุนไปแล้วเท่านี้ บริษัทจะขายของได้กี่ครั้ง ยิ่งเยอะ ก็หมายความว่าบริษัทขายของได้เร็ว โดยปกติแล้วจะเปรียบเทียบกับอดีตแค่นั้นไม่ได้ ต้องดูเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมด้วยครับ ถึงจะเห็นประสิทธิภาพที่แท้จริงของบริษัท

อัตราการหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ = ต้นทุนสินค้าขาย / สินค้าคงเหลือเฉลี่ย

สินค้าคงเหลือเฉลี่ย = (สินค้าต้นงวด + สินค้าปลายงวด) / 2

inventory turnover = cost of good sold / avg. inventory

  • อัตราหมุนเวียนของสินทรัพย์ถาวร (fixed asset turnover) สินทรัพย์ถาวรคือสินทรัพย์จำพวกที่ดิน โรงงาน ตึกออฟฟิศ ซึ่งอัตราส่วนนี้ก็จะบอกให้คุณรู้ว่า บริษัทใช้สินทรัพย์เหล่านี้ในการสร้างรายได้ ได้คุ้มแค่ไหน

อัตราหมุนเวียนของสินทรัพย์ถาวร  = ขายสุทธิ / สินทรัพย์ถาวร

fixed asset turnover = sales / fixed asset

เช่นกันครับว่า อัตราหมุนเวียนของสินทรัพย์ถาวรไม่มีเกณฑ์ตัวเลขที่แน่นอน คุณจำเป็นต้องเปรียบเทียบตัวเลขปัจจุบันกับอดีตเพื่อดูแนวโน้มของบริษัท และเปรียบเทียบกับคู่แข่ง และค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมด้วยครับ

  • อัตราการหมุนเวียนของสินทรัพย์รวม (total assets turnover) คือบริษัทสามารถใช้สินทรัพย์ที่มีอยู่ทั้งหมดสร้างยอดขายได้กี่เท่า ถ้าสูงถือว่าสร้างได้มาก แต่ถ้าต่ำบริษัทไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ หรืออาจจะแปลได้ว่า บริษัทมีสินทรัพย์ที่ไม่สร้างรายได้อยู่ก็ได้

อัตราส่วนการหมุนเวียนของสินทรัพย์รวม = ขายสุทธิ  / สินทรัพย์รวม

total Assets turnover = sales / average assets

4. นักลงทุนได้ผลตอบแทนคุ้มค่ามั้ย

หลังจากวิเคราะห์คุณภาพของบริษัทใน 3 มิติไปแล้วว่าบริษัทมีความศักยภาพที่จะเติบโตในระยะยาวมากเพียงใด ที่เหลือคุณแค่ต้องตอบตัวเองให้ได้ว่า บริษัทน่าลงทุนหรือไม่ ซึ่งสิ่งสุดท้ายที่จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ ก็คือดูว่าหากคุณเข้าไปลงทุนในฐานะบริษัท คุณจะได้อะไรกลับมาบ้าง แล้วคุ้มค่าแค่ไหน

  • อัตราส่วนราคาต่อกำไร (price to earning ratio หรือ P/E) อัตราส่วนยอดนิยมตัวนี้จะบอกคุณว่า ราคาหุ้นเป็นกี่เท่าของกำไรที่บริษัทสร้างได้ ซึ่งส่งผลถึงระยะเวลาที่ต้องใช้ในการคืนทุนของคุณเองด้วย เช่น บริษัทมี P/E 10 เท่า หมายความว่า ณ ราคาหุ้น 10 บาท บริษัททำกำไรได้ 1 บาท ถ้าบริษัทยังคงสถิติการกำไรปีละ 1 บาทไปเรื่อยๆ ในปีที่ 10 คุณจะได้เงินกลับคืนมา 10 บาท หรือคืนทุนนั่นเอง

อัตราส่วนราคาต่อกำไร  = ราคาปัจจุบัน / กำไรต่อหุ้น

 price to earning ratio = price / earning per share

คุณอาจจะเคยได้ยินนักวิเคราะห์พูดกันว่าหุ้นนี้ควรมี P/E เท่านั้นเท่านี้ แต่จริงๆ แล้วค่า P/E ไม่ได้มีเกณฑ์มาตรฐานที่แน่นอน ขึ้นอยู่กับค่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรม และค่า P/E ในอดีตของบริษัทเองด้วย เมื่อเปรียบเทียบแล้วผลออกมาว่า

P/E สูงกว่าปกติหรือเพิ่มขึ้น เป็นไปได้ว่า มีคนกำลังแห่ซื้อหุ้นตามข่าว ทำให้ราคาพุ่ง แต่กำไรที่ทำได้ยังเหมือนเดิม หรือหุ้นกำลังเติบโต มีกำไรเพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้คนสนใจซื้อเพิ่มขึ้น

P/E Ratio ต่ำกว่าปกติหรือลดลง เป็นไปได้ว่า คุณได้ค้นพบหุ้นดีราคาถูก! แต่ก็ต้องสังเกตดีๆ เพราะบางบริษัททำกำไรเพิ่มลดไม่แน่นอน พอกำไรเพิ่มขึ้นแต่ละที P/E ก็ลดลง ดูเป็นหุ้นดีราคาถูกได้ เช่น หุ้นก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์

  • อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าหุ้นทางบัญชี (price to book value ratio) เปรียบเทียบให้คุณเห็นว่า ถ้าคุณซื้อบริษัทวันนี้ คุณจะต้องใช้เงินมากหรือน้อยกว่าตอนที่เจ้าของบริษัทตั้งบริษัทขึ้นมาเท่าไหร่

อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี  = ราคาปัจจุบัน  /  มูลค่าทางบัญชี

 price to book value ratio = price / book value per shares

P/BV สูง หมายความว่า คุณต้องลงทุนสูงกว่าที่เจ้าของกิจการใช้ในการสร้างธุรกิจ ยิ่ง P/BV สูงมาก ยิ่งเท่ากับว่า คุณต้องใช้เงินลงทุนเยอะกว่าเจ้าของมาก ต้องดูให้ดีครับว่า ธุรกิจจะยังเติบโตและสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าต่อไปได้หรือไม่

P/BV ต่ำ หมายความว่า บริษัททำกำไรเติบโตต่อเนื่อง และคุณจะได้ลงทุนด้วยเงินเกือบเท่ากับที่เจ้าของใช้จริงๆ แต่ก็ต้องระวังว่า ถ้าค่า P/BV ต่ำเกินไป อาจเป็นเพราะมูลค่าทรัพย์สินบางอย่างในบริษัทลดลง

P/BV ไม่สามารถบอกประสิทธิภาพในการทำกำไรจากสินทรัพย์ที่บริษัทถือครองอยู่ได้เลย คุณจึงต้องพิจารณาจากค่าอื่นประกอบ และต้องดูความสม่ำเสมอ และแนวโน้มของ P/BV ของบริษัทเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมด้วย

  • มูลค่าสุทธิของกิจการ (enterprise value) คือ มูลค่าของธุรกิจเมื่อคำนึงถึงหนี้ที่บริษัทได้ก่อไว้ด้วย เป็นอัตราส่วนที่ช่วยคุณประเมินว่าบริษัทนี้กำลังถูกซื้อขายในตลาดหุ้นด้วยราคาที่ถูกหรือแพงกว่ามูลค่าของกิจการเท่าไหร่ นั่นคือ ถ้า market cap ของบริษัทต่ำกว่ามูลค่าสุทธิของกิจการ ก็แสดงว่าหุ้นยังราคาถูกอยู่

มูลค่าสุทธิของกิจการ = มูลค่าตลาด + หนี้สิน – เงินสด

enterprise value = market cap + debt – cash and investments

  • อัตราการจ่ายปันผล (dividend payout ratio) บอกคุณว่าบริษัทจ่ายปันผลเป็นสัดส่วนเท่าไหร่ของกำไรต่อหุ้นในแต่ละปี แต่สมมุติบริษัทจ่ายปันผลเป็นสัดส่วน 100% ไม่ได้หมายความว่าบริษัทเอากำไรต่อหุ้นในปีนั้นๆ มาจ่ายปันผลหมดเลยนะครับ อาจจะเอากำไรที่สะสมมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ปีก่อนๆ มาจ่าย

อัตราการจ่ายเงินปันผล = เงินปันผลต่อหุ้น / กำไรสุทธิต่อหุ้น

dividend payout (%) = dividend per share / earning per share

บริษัทปันผลน้อยเป็นสัดส่วนน้อยหรือมาก ไม่ได้บ่งบอกว่าธุรกิจดีหรือแย่ เพราะในกรณีที่ผู้บริหารมองเห็นความจำเป็นต้องนำกำไรไปต่อยอดขยายธุรกิจ ก็อาจจะไม่จ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นเลย แต่คุณจะได้รับผลตอบแทนแบบ capital gain ที่สูงขึ้นครับ

  • อัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน (dividend yield) บอกว่าหากคุณซื้อหุ้นที่ราคาหนึ่ง คุณจะได้รับเงินปันผลคิดเป็นสัดส่วนเท่าใดของราคาที่คุณจ่ายไป

อัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน  =   เงินปันผลต่อหุ้น / ราคาหุ้น

dividend yield (%) = dividend per share / price

บริษัทที่มี dividend yield สูงมักเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่ค่อนข้างอิ่มตัว ไม่ค่อยนำเงินไปลงทุนต่อยอดธุรกิจเพิ่มเติม ทำให้ผลตอบแทนจาก capital gain หรือการเพิ่มขึ้นของราคาไม่ค่อยเพิ่ม เหมาะกับคนที่อยากได้ passive income เป็นเงินปันผลทุกไตรมาส หรือทุกปี โดยไม่ต้องกังวลกับความเสี่ยงสูงๆ ครับ

จะเห็นได้ว่า เมื่อคุณวิเคราะห์คุณภาพของธุรกิจทั้ง 4 ด้านจากงบการเงิน ซึ่งเป็นข้อมูลในอดีต แสดงถึงความสำเร็จที่บริษัทได้ทำไว้แล้ว คุณก็มองเห็นแนวโน้มของธุรกิจในอนาคตได้พอสมควร โดยไม่ต้องคำนึงถึงความคิดเห็นของนักวิเคราะห์ ความคาดหวังของตลาด หรือคำสัญญาใดๆ ของผู้บริหารเลย ดังที่บัฟเฟตต์เคยกล่าวไว้ครับว่า

“กระจกมองหลัง ย่อมชัดกว่ากระจกมองหน้าเสมอ”

หากคุณตัดสินใจลงทุนด้วยข้อมูลที่เป็นจริงและเป็นกลางเช่นนี้ คุณก็มั่นใจได้ในระดับหนึ่งแล้วครับว่า การลงทุนของคุณจะมีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน

ถ้าอยากลองนำอัตราส่วนเหล่านี้ไปใช้วิเคราะห์หุ้นบ้างแล้วละก็ ล็อกอินเข้าใช้งาน www.jitta.com แล้วเลือกหุ้นที่คุณสนใจเพื่อดู Jitta FactSheet ได้เลยครับ

คุณจะเห็นอัตราส่วนเหล่านี้ย้อนหลัง 10 ปี 10 ไตรมาส แสดงบนตารางขาวสะอาดตา อ่านง่าย มีอัตราการเปลี่ยนแปลงของแต่ละค่าคำนวณไว้ให้คุณเรียบร้อย พร้อมกราฟแสดงแนวโน้มที่ชัดเจน ทำให้การวิเคราะห์งบการเงินง่ายขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

ที่สำคัญคือ…ใช้งานได้ทุกคนฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ครับ!

ลองดูงบการเงิน Jitta FactSheet เสริมจากการดู Jitta Score และ Jitta Line ดูนะครับ จะได้ตัดสินใจลงทุนอย่างมั่นใจยิ่งขึ้น!

3 สัญญาณเตือนภัยหุ้นอันตราย

“จะรู้ได้อย่างไร ว่าบริษัทที่คุณกำลังเข้าไปลงทุนจะไม่กลายเป็นหุ้นชวนผวาแห่งปี”

factsheetweek5(edited2)Blog

ยังจำปีที่แล้วได้ใช่ไหมครับ…

ปีที่หุ้นขวัญใจนักลงทุนหลายตัวจู่ๆ ก็โดนห้อยป้าย SP (Trading Suspension หรือระงับการซื้อขาย) เนื่องจากบริษัทมีปัญหา นักลงทุนจำนวนมากสตั๊น ขายหุ้นทิ้งไม่ได้

ทิ้งไว้เพียงกรณีศึกษาอย่าง RICH และ EARTH ที่คอยเตือนใจให้นักลงทุนอย่างเรา ต้องโฟกัสกับการลดความเสี่ยงขาดทุน ก่อนการสร้างผลตอบแทนสูงๆ เสมอ

อย่างที่วอร์เรน บัฟเฟตต์ย้ำนักย้ำหนาว่า “กฎข้อที่ 1 คือ อย่าขาดทุน

จะไม่ขาดทุน ต้องดูให้ละเอียดถี่ถ้วนว่าบริษัทที่คุณคิดจะลงทุนด้วยนั้นมีสัญญาณไม่ดีอะไรบ้าง ได้ยินชื่อ สนใจบริษัทไหน ก็มาดู Jitta Score Jitta Line รวมทั้ง Jitta Factors และ Jitta Signs ประกอบการตัดสินใจในเบื้องต้นก่อน

ถ้าอยากวิเคราะห์ลงลึกไปอีก ค่อยเข้าไปดูงบการเงินและอัตราส่วนที่สำคัญต่างๆ ใน Jitta FactSheet ย้อนหลัง 10 ปี หรือ 10 ไตรมาส ซึ่งดูได้ทุกคนโดยไม่มีค่าใช้จ่ายครับ คุณจะได้เห็นสภาวะทางธุรกิจที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ใครวิเคราะห์งบ RICH และ EARTH ไว้ก่อนจะโดนแขวนป้าย จะเห็นเลยครับ ว่าสัญญาณเตือนภัยหลายๆ อย่างที่ทั้งสองบริษัทนั้นมีเหมือนกัน เอามาใช้เป็นแนวทางวิเคราะห์หุ้นอื่นๆ เพื่อประเมินความเสี่ยง ลดโอกาสในการเจ็บตัวภายหลังได้  

สัญญาณเตือนภัยที่ว่า…มีดังนี้ครับ

1. บริษัททำธุรกิจอะไร

อย่างแรกที่นักลงทุนทุกคนควรทราบก่อนตัดสินใจลงทุนกับบริษัทนั้นๆ คือบริษัททำอะไร ข้อมูลนี้คุณตรวจสอบได้ง่ายๆ ในกล่อง Company Description ที่มีเว็บไซต์ของบริษัทให้คุณคลิกเข้าไปดูเพิ่มเติมด้วย

for blog-01.png

RICH เป็นบริษัทผลิตและจัดจำหน่ายเหล็ก ส่วน EARTH เป็นผู้นำเข้าและส่งออกถ่านหิน สิ่งที่ทั้งสองบริษัทมีคล้ายกันคือการทำธุรกิจสินค้าโภคภัณฑ์ อันเป็นธุรกิจที่ค่อนข้างผันผวน คาดการณ์ยาก

แต่เท่านี้ก็ยังไม่สามารถตัดสินได้ครับว่า บริษัทประเภทนี้ควรหลีกเลี่ยงหรือไม่ เพราะบริษัทประเภทนี้หลายๆ แห่งก็มีความมั่นคงสูงมาก

ดังนั้น สิ่งที่คุณควรจะดูต่อไปคือ…

2. บริษัทมีความมั่นคงมากแค่ไหน

คุณบอกได้ง่ายๆ ว่าบริษัทมั่นคงหรือไม่ เพียงดูตัวเลขไม่กี่ตัวในงบการเงินเท่านั้นครับ

ตัวเลขที่ถูกใช้กันมากที่สุดคือ อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (Debt/Equity) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบริษัทมีสัดส่วนหนี้สินเมื่อเทียบกับเงินทุนของบริษัทเป็นอย่างไร

หากมีหนี้สินมากกว่าเงินทุน ก็แสดงว่าบริษัทกู้เงินมาใช้ในอัตราส่วนที่มากกว่าส่วนทุนของบริษัทเองมีอยู่

ดังนั้น อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนก็จะมากกว่า 1 ถือเป็นสัญญาณที่ต้องให้ความสำคัญตัวหนึ่ง

EARTH – D/E

คลิกที่ภาพเพื่อดูงบ EARTH บน Jitta FactSheet

RICH – D/E

Screen Shot 2561-03-22 at 3.40.10 PM
คลิกที่ภาพเพื่อดูงบ RICH บน Jitta FactSheet

เมื่อเข้าไปดูใน Jitta FactSheet จะพบว่า EARTH มีอัตราส่วน D/E เฉลี่ยประมาณ 2 เท่า ส่วน RICH ก็เคยสูงสุดถึง 10 เท่า แถมปี 2016-2017 กลายเป็นติดลบ เพราะผิดนัดชำระหนี้จนถูกฟ้อง ต้องนำเงินส่วนของผู้ถือหุ้นไปจ่ายหนี้จนหมด

แม้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนจะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมของธุรกิจได้ในระดับหนึ่ง แต่หนี้สินนั้นมีหลากหลายประเภท แต่ละประเภทก็มีระดับความเสี่ยงแตกต่างกันไป ทำให้ต้องดูรายละเอียดลึกลงมาอีกขั้นหนึ่ง  

3. บริษัทมีหนี้สินความเสี่ยงสูงมากแค่ไหน

หนี้สินที่เสี่ยงมากที่สุดคือหนี้สินระยะสั้นที่มีดอกเบี้ย ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการกู้ยืมระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี สาเหตุที่เสี่ยงมากที่สุด ก็เป็นเพราะหากไม่สามารถจ่ายหนี้ได้ภายในกำหนด ก็อาจจะถูกฟ้องล้มละลาย

แต่หนี้สินระยะสั้นที่มีดอกเบี้ยจริงๆ แล้วจะไม่เป็นปัญหาเลย ถ้าบริษัทหาเงินสดมาจ่ายหนี้ได้

เงินสดที่ว่านี้ควรจะมาจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงานของบริษัท (cash from operating activities) ไม่ควรมาจากการเพิ่มทุน หรือการกู้ยืม เพราะหากเป็นสองอย่างหลังแปลว่าบริษัทน่าจะมีปัญหา

มาดู cash from operating activities ของ RICH บนหน้า Jitta FactSheet กันก่อนครับ

RICH – Cash from Operating Activities

จากนั้นคลิกไปที่แท็บ FINANCIALS แล้วคลิกปุ่ม BALANCE SHEET จะเห็นช่องที่แสดงค่า Notes Payable/Short Term Debt กับ Current Port. of LT Debts/Capital Leases ซึ่งทั้งสองค่านี้ เป็นหนี้สินระยะสั้นที่มีดอกเบี้ยครับ

RICH – Short-term debts with interests

for blog-03

จะเห็นว่า RICH มีทรัพย์สินรวมประมาณ 2,800 ล้านบาท แต่ทรัพย์สินเหล่านี้เป็นหนี้สินระยะสั้นที่มีดอกเบี้ยมากถึง 2,300 ล้านบาท ในขณะที่มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานไม่สม่ำเสมอและมีหลายปีติดลบ เท่านี้ก็น่าจะเห็นภาพบ้างแล้วว่าบริษัทนี้น่าจะมีปัญหาในการชำระหนี้แน่ๆ

คราวนี้มาดู EARTH กันบ้าง

EARTH – Cash from Operating Activities

Screen Shot 2561-03-22 at 4.45.17 PM.png

EARTH – Short-term debts with interests

for blog-02.png

ส่วน EARTH มีทรัพย์สินรวมทั้งหมด 34,000 ล้านบาท แต่มีส่วนหนี้สินระยะสั้นที่มีดอกเบี้ยมากกว่า 14,000 ล้านบาท ในขณะที่บริษัทมีกระแสเงินสดติดลบหลายปี ดูท่าแล้วก็น่าจะมีปัญหาในการชำระหนี้เช่นกัน

สรุป

สังเกตได้เลยครับว่า บริษัทที่มีปัญหาอย่าง EARTH และ RICH มีหนี้สินระยะสั้นที่มีดอกเบี้ยสูง แต่หาเงินมาจ่ายหนี้ไม่ได้ เพราะกระแสเงินสดจากการดำเนินงานติดลบหรือไม่สม่ำเสมอ

แล้วยิ่งเป็นธุรกิจโภคภัณฑ์ ที่กำไรขึ้นอยู่กับขึ้นอยู่กับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ขึ้นลงตลอดเวลา แบบนี้ยิ่งเสี่ยงหนักเลยครับ

เพราะฉะนั้น ถ้าคุณเจอบริษัทไหนเข้าข่ายเหล่านี้ ควรวิ่งหนีไปให้ไกล ในตลาดหุ้นยังมีบริษัทดีๆ รอให้คุณลงทุนอีกมากมาย ไม่ต้องเสียดาย

เพราะการขาดทุนน่าเสียดายกว่าเยอะ!

เมื่อเงินต้นหายไปแล้ว จะเอากลับคืนมามันยากยิ่งกว่าตอนเสียไปหลายเท่า ลองคิดง่ายๆ ครับ สมมติคุณขาดทุน 50% เหลือเงินอยู่อีก 50% จะใช้เงินเพียงครึ่งเดียวที่เหลืออยู่ ทำกำไรให้เงินกลับมาเท่าเงินต้นเดิม คุณต้องทำกำไร 100%

ลำบากรากเลือดแน่ๆ ครับแบบนั้น…

ดังนั้นการ “ไม่ขาดทุน” จึงต้องมาก่อนการ “ทำกำไร” เสมอ

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าหุ้นที่คุณซื้อจะขาดทุนไม่ได้นะครับ…

ความผิดพลาดเป็นเรื่องธรรมดาในตลาดหุ้นที่เต็มไปด้วยเหตุการณ์ไม่คาดฝัน มี “ได้” ก็ต้องมี “เสีย” จะให้ซื้อหุ้นกี่ตัวก็ได้กำไรทุกครั้งคงเป็นไปไม่ได้ เพียงแต่นักลงทุนเก่งๆ จะวางแผนเลยว่า ต้องทำอย่างไรให้ความผิดพลาด หรือหุ้นที่ขาดทุน ส่งผลกระทบต่อพอร์ตโดยรวมน้อยที่สุด ผลการลงทุนยังออกมากำไร

นั่นหมายความว่า นอกจากจะต้องเข้าใจลักษณะของธุรกิจที่คุณจะเข้าไปลงทุนแล้ว ควรหมั่นบริหารและจัดพอร์ตให้ดีด้วยครับ พยายามกระจายความเสี่ยงให้หุ้นแต่ละตัวให้เหมาะสม สุดท้ายแล้ว…ต่อให้มีหุ้นตัวใดตัวหนึ่งขาดทุน ตัวที่เหลือจะทำกำไรมาชดเชยได้ เงินต้นของคุณก็ยังคงปลอดภัยครับ

ส่วนใครมีสัญญาณเตือนภัยอื่นๆ ที่คอยสังเกตอยู่ ก็มาแชร์กันนะครับ จะได้หลีกเลี่ยงบริษัทแย่ๆ เหล่านี้ไปด้วยกัน 

6 แนวทางวิเคราะห์หุ้นแบบปีเตอร์ ลินช์

ปีเตอร์ ลินช์ (Peter Lynch) สร้างผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นถึง 29.2% ต่อปี ติดต่อกันนานถึง 13 ปีได้อย่างไร?

factsheetweek4_final-01

อะไร…ทำให้หนึ่งในผู้จัดการกองทุนแนวเน้นคุณค่าที่เก่งที่สุดในโลกอย่างปีเตอร์ ลินช์ (Peter Lynch) สร้างผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นถึง 29.2% ต่อปี และทำติดต่อกันนานถึง 13 ปี!

พูดง่ายๆ คือ…กองทุนของปีเตอร์ ลินช์ ทำให้เงิน 1 ล้านบาท กลายเป็น 27.9 ล้านบาท ได้ภายในเวลาแค่ 13 ปีนั่นเอง

เขาทำได้ยังไง!?!?

Screen Shot 2561-03-15 at 17.33.29
ความไร้เทียมทานของปีเตอร์ ลินช์ เปลี่ยนเงินล้าน เป็นยี่สิบล้าน ในสิบปีเศษเท่านั้น

 

เทคนิคการลงทุนของลินช์ต่อยอดมาจากการแบ่งหุ้นออกเป็น 6 ประเภทใหญ่ๆ ทำให้ลินช์​สามารถจัดการความเสี่ยงของพอร์ตได้อย่างเหมาะสมตามลักษณะของหุ้น จึงรักษาผลตอบแทนให้อยู่ในระดับที่ดีได้

สำหรับนักลงทุนทั่วไปอย่างเราๆ แนวคิดนี้จะช่วยให้คุณเลือกลงทุนในหุ้นได้อย่างเหมาะสมกับเป้าหมายด้านการลงทุน และระดับความเสี่ยงที่คุณรับได้ ต่อยอดจากการลงทุนในบริษัทที่ดี ในราคาที่เหมาะสม

ยกตัวอย่างเช่น…

ถ้าคุณอยู่ในวัยกลางคน เริ่มมีเงินก้อนสำหรับลงทุน คุณก็อาจจะหวังให้พอร์ตเติบโต เลยยอมรับความเสี่ยงได้สูง

แต่ถ้าคุณเพิ่งเกษียณจากการทำงาน อยากแค่เอาชนะเงินเฟ้อ ได้เงินปันผลมาใช้แทนรายได้ประจำ คุณก็จะรับความเสี่ยงได้ต่ำกว่า

ดังนั้น ก่อนจะเลือกซื้อบริษัทใดสักบริษัทหนึ่ง ก็ต้องเข้าใจก่อนว่า หุ้นตัวนั้นจัดอยู่ในประเภทไหน จะได้เหมาะกับเป้าหมายการลงทุนของคุณครับ

โดยประเภทหุ้นทั้ง 6 ของปีเตอร์ ลินช์ ก็มีดังนี้

1. Slow Growers หรือ หุ้นโตช้า

หุ้นกลุ่มนี้มักเป็นหุ้นขนาดใหญ่ ธุรกิจเติบโตช้า รายได้คงที่หรือเพิ่มขึ้นต่ำกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศ ราคาหุ้น หรือ capital gain ไม่ได้มีการเปลี่ยนเเปลงสูง แต่ข้อดีของหุ้นกลุ่มนี้คือจ่ายเงินปันผล บางครั้งสูงถึง 7-10% หุ้นประเภทนี้จะเหมาะกับนักลงทุนที่ไม่ได้หวังกำไรจากผลต่างของราคา หรือรับความเสี่ยงได้ไม่สูงมาก

อัตราส่วนที่ใช้วิเคราะห์เบื้องต้น

  • อัตราราคาต่อกำไรต่อหุ้น (price to earnings ratio) และ อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าหุ้นทางบัญชี
    (price to book value ratio) ค่อนข้างต่ำ
  • อัตราการจ่ายเงินปันผล (dividend payout ratio ) สูง
  • อัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน ( Dividend yield ) อาจจะสูงถึง 7-10% ต่อปี
  • มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด ( Market cap ) ขนาดใหญ่

ข้อควรระวัง

ถ้าบริษัทอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่กำลังถดถอย บริษัทก็อาจจะหนีไม่พ้นขาลงด้วยเช่นกันครับ

Screen Shot 2561-03-15 at 17.23.41

2. Stalwarts หรือ หุ้นแข็งแกร่ง

หุ้นขนาดใหญ่  พื้นฐานแข็งแกร่ง ทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี มีกำไรเติบโตสม่ำเสมอระดับ 10% แม้จะไม่หวือหวามากนัก แต่ก็เป็นกิจการที่เป็นที่รู้จักและยอมรับในสายตาของคนทั่วไปหุ้นกลุ่มนี้จัดได้ว่าเป็นหุ้นที่มีความเสี่ยงไม่สูงมากนัก เพราะถึงแม้จะเกิดวิกฤตเศรฐกิจขึ้น แต่หุ้นกลุ่มนี้ก็สามารถฟื้นกลับมาได้เร็ว

อัตราส่วนที่ใช้วิเคราะห์เบื้องต้น

  • กำไรต่อหุ้น (earnings per share ) เติบโตสม่ำเสมอ มากกว่าตลาดเล็กน้อย
  • อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (debt to equity ratio) น้อย
  • มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด ( Market cap )  ขนาดใหญ่

ข้อควรระวัง

ในบางครั้งอาจจะเกิดความเข้าใจผิดสับสนกับหุ้นวัฎจักรได้ ดังนั้นปัจจัยหลักที่มีผลต่อธุรกิจไม่ควรมีแนวโน้นการเปลี่ยนแปลงราคาขึ้นลงง่ายจนเกินไป เช่น ราคาน้ำมัน ปิโตรเคมี ถ่านหิน เป็นต้น

Screen Shot 2561-03-15 at 17.26.51

3. Fast Growers หรือ หุ้นโตเร็ว

หุ้นกลุ่มนี้อาจจะไม่ใช่หุ้นขนาดใหญ่ แต่พื้นฐานดี มีศักยภาพในการเติบโตปีละ 15-20% เป็นอย่างต่ำ แถมยังเติบโตได้อีกเรื่อยๆ บางทีให้ผลตอบแทนถึง 100-200% ในเวลาเพียงไม่กี่ปี!

แต่การเติบโตนี้ต้องมาจากยอดขายและกำไรเป็นหลัก ซึ่งเกิดจากเพิ่ม Market Share หรือ ส่วนแบ่งการตลาดของเราให้สูงขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ไม่ใช่มาจากการซื้อขายทรัพย์สินของบริษัท หรือที่เรียกกันว่ากำไรพิเศษ ข้อดีหุ้นประเภทนี้คือ คุณถือมันไปได้เรื่อยๆ ตราบเท่าที่บริษัทยังมีศักยภาพในการทำกำไรในระดับสูง

อัตราส่วนที่ใช้วิเคราะห์เบื้องต้น

  • อัตราราคาต่อกำไรต่อหุ้น ( Price to earnings ratio ) สูง เฉลี่ยสม่ำเสมอ
  • กำไรต่อหุ้น ( Earnings per share ) เติบโตในอัตรา 15-20%

ข้อควรระวัง

การเติบโตนั้นจะต้องไม่ใช่ซื้อหรือจำเป็นที่ต้องลงทุนที่มากเกินไป

Screen Shot 2561-03-15 at 17.27.57

4. Cyclicals หรือ หุ้นวัฎจักร

หุ้นกลุ่มนี้มักเป็นหุ้นกลุ่มที่มีการเติบโตขึ้นลงตามปัจจัยที่มีผลต่อกิจการ โดยส่วนใหญ่มักเป็นหุ้นที่เกี่ยวข้องกับราคาน้ำมัน ปิโตรเคมี ถ่านหิน สินค้าโภคภัณฑ์ สินค้าเกษตร อสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนใหญ่ในไทย อย่างกลุ่มน้ำมัน ช่วงที่ราคาน้ำมันขึ้นพีคๆ ก็จะกอบโกยรายได้และกำไรมหาศาล แต่พอราคาน้ำมันตก ก็ล้มลุกคลุกคลานไปตามๆ กัน

อัตราส่วนที่ใช้วิเคราะห์เบื้องต้น

  • อัตราราคาต่อกำไรต่อหุ้น ( Price to earnings ratio )  และ กำไรต่อหุ้น ( Earnings per share ) มีแนวโน้มขึ้นสุดลงสุด สลับกันเป็นช่วงๆ เช่น มีกำไร 3 ปี ขาดทุน 2 ปีสลับกัน

ข้อควรระวัง

ควรมีความเข้าใจในกลไกราคา รวมถึงปัจจัยที่มีผลต่อกิจการนั้นๆเป็นอย่างดี

Screen Shot 2561-03-15 at 17.29.03

5. Turnarounds หรือ หุ้นฟื้นตัว

หุ้นในกลุ่มนี้มักเป็นธุรกิจที่เคยประสบปัญหาขาดทุนหนักจนเกือบล้มละลาย ซึ่งไม่ว่าจะเพราะขายของขาดทุน หรือเอาเงินไปลงทุนแล้วเงินจม จนขาดสภาพคล่อง ถ้าบริษัทเหล่านี้ปรับโครงสร้าง เช่น ชำระหนี้จนเกือบหมด หรือปรับเปลี่ยนนโยบายต่างๆ ของกิจการจนกลับมาสร้างกำไรได้สำเร็จ ก็จะสร้างผลตอบแทนให้คุณได้มหาศาล

อัตราส่วนที่ใช้วิเคราะห์เบื้องต้น

  • อัตราราคาต่อกำไรต่อหุ้น ( Price to earnings ratio ) และ กำไรต่อหุ้น ( Earnings per share ) มีแนวโน้มขึ้นสุดลงสุด สลับกันเป็นช่วงๆ เช่น มีกำไร 3 ปี ขาดทุน 2 ปีสลับกัน
  • อัตรากำไรสุทธิ ( Net profit margin ) กลับมาเป็นบวก
  • อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น ( Debt to equity ratio ) ลดลงเรื่อยๆ

ข้อควรระวัง

บริษัทแบบนี้มีโอกาสล้มละลายได้ทุกเมื่อ จึงถือเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง

6. Asset Plays หรือ หุ้นทรัพย์สินมาก

หุ้นในกลุ่มนี้ เป็นกิจการที่ถือครองทรัพย์สินที่มีมูลค่ามาก ไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์หรือหุ้นในกิจการอื่นๆ อีกทอดหนึ่ง เช่น บริษัท holding อย่าง Berkshire Hathaway ของคุณปู่วอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่ถือหุ้นของธุรกิจหลากหลายประเภท

หากคุณลงทุนในบริษัทที่ซื้อหุ้นของกิจการที่มีศักยภาพในการทำกำไรอย่างต่อเนื่อง หรือซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในทำเลดี มูลค่าเพิ่มขึ้นสูง มูลค่าของบริษัทที่คุณลงทุนไปก็จะเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน และคุณก็มีโอกาสทำกำไรจากส่วนต่างราคาหุ้นเมื่อตลาดรับรู้มูลค่าที่แท้จริงของบริษัท

อัตราส่วนที่ใช้วิเคราะห์เบื้องต้น

การค้นหาหุ้นกลุ่ม Asset Plays จะไม่เน้นวิเคราะห์อัตราส่วน แต่จะเน้นไปที่การค้นหาราคาต้นทุนของทรัพย์สินต่างๆ ที่บริษัทถือครองอยู่ เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับราคาตลาด ณ ปัจจุบัน ซึ่งคุณสามารถหาข้อมูลได้จากประกาศจากบริษัท ซึ่งเป็นข้อมูลสาธารณะ

ข้อควรระวัง

ไม่มีใครทราบได้ว่า ตลาดจะรับรู้เมื่อไหร่ว่าบริษัทกลุ่มนี้ถือครองทรัพย์สินที่มีมูลค่ามากอยู่ โดยเฉพาะกลุ่มที่ถือครองอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ราคาหุ้นอาจจะไม่ปรับขึ้นเป็นระยะเวลานาน

วิเคราะห์อย่างไรจึงรู้ประเภทหุ้นได้อย่างรวดเร็ว?

ปีเตอร์ ลินช์ ลงทุนในหุ้น 6 ประเภทนี้เพื่อสร้างสมดุลให้พอร์ต จัดการความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม แต่ยังให้ผลตอบแทนดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

คุณไม่ต้องลงทุนในหุ้น 1,000 กว่าตัวเหมือนลินช์ ก็นำแนวคิดหุ้นทั้ง 6 ประเภทไปใช้บริหารพอร์ตได้เหมือนกันครับ โดยเริ่มจากการอ่านงบการเงิน สังเกตแนวโน้มอัตราส่วนที่สำคัญๆ ของหุ้นแต่ละประเภท แล้วคุณก็จะทราบเองว่า หุ้นที่คุณกำลังสนใจนั้น เข้าข่ายหุ้นประเภทใด เหมาะกับพอร์ตลงทุนของคุณหรือไม่

เช่น ถ้าคุณอยู่ในวัยกลางคน เริ่มมีเงินก้อนสำหรับการลงทุนบความเสี่ยงได้สูง ก็อาจจะเหมาะกับการลงทุนหุ้นกลุ่ม Fast Growers กลุ่ม Cyclicals และ กลุ่ม Turnarounds เพื่อให้พอร์ตเติบโต และคาดหวังผลตอบแทนในระดับ 15-20 % ต่อปี

แต่หากคุณเพิ่งเกษียณ ต้องเน้นรักษาเงินต้น จึงรับความเสี่ยงได้ต่ำ การลงทุนหุ้นกลุ่ม Slow Growers กลุ่ม Stalwarts กลุ่ม Asset Plays และมีกลุ่ม Fast Growers ปะปนเข้ามาเล็กน้อย ก็จะช่วยสร้างผลตอบแทนรวมปันผลให้เอาชนะเงินเฟ้อได้ที่ประมาณ 5-8% ต่อปี

ซึ่ง Jitta FactSheet ก็ช่วยคุณประหยัดเวลาตรงนี้ไปได้มากครับ เพราะคุณปรับแต่งเอาอัตราส่วนสำคัญๆ ขึ้นมาวางไว้ด้านบนสุดของตารางได้ หรือว่าจะจัดเอาอัตราส่วนที่ควรจะดูควบคู่กันไปไว้ในกลุ่มเดียวกัน ให้ดูปราดเดียวรู้เรื่องเลย ก็ทำได้เหมือนกัน

เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการวิเคราะห์และจัดประเภทหุ้น เราก็มีเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ สำหรับการปรับแต่งหน้า Jitta FactSheet ให้ตอบโจทย์การใช้งานได้ดียิ่งขึ้น นั่นคือการเพิ่มและจัดกลุ่มอัตราส่วนสำคัญๆ เหล่านี้

Screen Shot 2561-03-15 at 17.35.31

  1. มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด ( Market cap )
  2. อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าหุ้นทางบัญชี (  price to book value ratio )
  3. กำไรต่อหุ้น ( Earnings per share )
  4. อัตรากำไรสุทธิ ( Net profit margin )
  5. อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น ( Debt to equity ratio )
  6. อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น ( Return on equity )
  7. อัตราการจ่ายเงินปันผล ( Dividend payout ratio )
  8. กระแสเงินสดอิสระ ( Free cash flows )
  9. อัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน ( Dividend yield )

นอกจากจะได้เข้าใจประเภทของหุ้นได้ดียิ่งขึ้นแล้ว ยังเห็นแนวโน้มการเติบโต และความแข็งแกร่งของกิจการได้ทันที

วิธีเพิ่มและจัดกลุ่มอัตราส่วนก็ง่ายๆ ครับ เพียง 3 ขั้นตอน

Screen Shot 2561-03-15 at 17.36.16

  1. กดปุ่ม CUSTOMIZE

Screen Shot 2561-03-15 at 17.37.14

 

  1. พิมพ์ค้นหาค่าที่ต้องการ แล้วลากขึ้นลงเพื่อจัดลำดับการแสดงผล

Screen Shot 2561-03-15 at 17.38.05

  1. กด UPDATE FACTSHEET

 

เท่านี้ คุณก็เริ่มวิเคราะห์ประเภทหุ้นตามแนวทางของปีเตอร์ ลินช์ได้แล้ว แต่อย่าลืมตั้งเป้าหมายและกำหนดระดับความเสี่ยงที่ตัวเองรับได้ด้วยนะครับ คุณจะได้ทราบแนวทางการลงทุนของตัวเองที่มีเกณฑ์การวัดผลชัดเจน ช่วยให้คุณพัฒนากลยุทธ์การลงทุนที่มีประสิทธิภาพสูงสุดต่อไป

หากคุณตั้งมั่น โฟกัสกับการฝึกฝนและพัฒนาตนเองเรื่อยๆ แล้ว เป้าหมายการลงทุนที่คุณตั้งไว้ ก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมครับ!

Jitta Ranking 2017 Performance

The beginning of each year marks a long-awaited occasion, during which we reveal the performance of Jitta Ranking Top 20 stocks.

Jitta Ranking is our proprietary stock-ranking algorithm that follows Warren Buffett’s “buy a wonderful company at a fair price” principle and is determined, primarily, by Jitta Score (quality) and Jitta Line (fair value).    

Last year, the average return achieved by Jitta Ranking in 7 countries, including the U.S., Thailand, Vietnam, United Kingdom, Japan, Singapore and Hong Kong, outperforms the index.

The first 20 stocks on each country’s Jitta Ranking, or Jitta Ranking Top 20, bring in an average of 30.75% return, while market indices of these 7 countries together generate around 23.71%.

Jitta Ranking also fares well in each individual country, beating the market in the U.S., Japan, Singapore and the U.K. while achieving impressive 2-digit returns in Thailand, Vietnam and Hong Kong—only trailing behind market indices by a miniscule margin.

Still, in the long run, our backtests and forward tests prove how effective Jitta Ranking is at beating market indices in each country.

At the heart of the Jitta Way investing strategy lies a simple method: Buy a wonderful company at a fair price. Which, in this case, is buying the first 20-30 stocks on Jitta Ranking for optimal risk diversification, holding them for 12 months and rebalancing once a year. Such simple strategy can help grow your investment continuously and sustainably.

To demonstrate the validity of this investing method, we’ve published detailed backtests and forward tests of Jitta Ranking, from 2009 to present, along with annual lists of Jitta Ranking top 20 stocks here https://goo.gl/Er52xt. We update the performance of each stock on the list at the beginning of every year.  

It was a bull market in the U.S. The S&P 500 rose 19.4%, the highest in 4 years. But Jitta Ranking did even better, achieving impressive 34.46% last year.

Last year was the golden year for the Stock Exchange of Thailand, whose index reached an all-time-high of 1,700 points, prompting stellar performances of both Jitta Ranking and SET50.


Another blockbuster year in Vietnam’s stock market saw the VN index spiked 48.03%, becoming Asia’s highest and the world’s third top performer.

Japan’s Jitta Ranking Top 20 beat the Nikkei 225 to the ground last year, delivering a return of 57.19% while the index gained 19.10%. Both reflected the country’s bullish trend.

Although Singapore’s stock market made its first major comeback since 2012, Jitta Ranking still managed to outperform the index with its 35.98% gain.

Thanks to the popularity of Tencent, Hong Kong’s stock market pulls out the best performance in a decade, surpassing 30,000 points for the first time since 2007 with 35.99% gain.

Things are pretty lively over in the U.K., too, with the FTSE 100 hitting a new record, making 7.63% gain and Jitta Ranking beating that number with 31.52%.

Start investing with Jitta Ranking

Our backtests and forward tests show that Jitta Ranking isn’t just an effective investing method, but also an incredibly simple one that saves time and is suitable for everyone, regardless of their years in the stock market.

If you want to simplify your investment, but still want satisfactory returns in the long run, Jitta Ranking can help you pick “wonderful companies at a fair price”, diversify and rebalance your portfolio without much effort at all.    

Get started by visiting https://www.jitta.com/explore?country=US for today’s top stocks on Jitta Ranking. Count from left to right, top to bottom to find the first 20-30 stocks.   

Then divide your fund 20 to 30 ways and allocate to each stock equally. If you buy 20 stocks, each would weigh around 5% of your portfolio. If you buy 30, each would weigh around 3-4%.

A year after your first trade, it’s time to rebalance. On that day, you’ll need to revisit Jitta Ranking again to find out which stocks don’t make the cut this time around; they will promptly be sold. Any profits you’ve made will be combined with your initial investment to purchase new stocks that make it to the top.

Repeat this same process year after year and you can boost your investment performance, achieving great long-term returns with little effort.

Why buy so many?

Jitta Ranking Top 5 and 10 may produce higher annualized returns than Jitta Ranking Top 20 or 30.

But those come with higher volatility, too.

If you only buy the first 5 stocks on Jitta Ranking, and one of them hits rock bottom…that means 20% of your portfolio lost its value.

Those unable to withstand interminable drawdowns may panic and prematurely sell their stocks, hurting their returns in the long run.    

But when you buy 20-30 stocks, which is the optimal amount for Jitta Ranking-based investing, you won’t be losing sleep over extreme volatility.

No.

You’ll be investing in so many types of businesses in so many different industries that your portfolio will be guarded against industry-specific risks, and if affected, won’t severely cripple the growth of your investment.

Because, when you buy top stocks on Jitta Ranking, you are buying “wonderful companies at fair prices”. Any unexpected changes in one company’s fundamentals won’t mean the end of your fortune, as the rest of your holdings could potentially make up for it.

Why rebalance only once a year?

The best thing about the Jitta Ranking investing method is not having to time the market. You trade just once a year.

‘Cause when you start out buying fundamentally strong companies, it’s better to wait until you see complete annual financial reports before making any trading decisions. Otherwise, it could cost you precious profitable opportunities.

Plus, you’re never right 100% of the time. Sometimes you make great decisions. Sometimes you make mistakes. In the end, rebalancing frequently may yield similar results as would rebalancing once a year, but you’ll end up paying more trading commissions, which directly eat into your profits.

If you want to start investing long-term or have plans to rebalance your portfolio in the near future, you can view the first 20-30 stocks on Jitta Ranking here.

Or if you feel that buying and selling 30 stocks every year is still too much work, Jitta Wealth, our automated portfolio-management service, could manage everything for you. Find out more about this novel technology at wealth.jitta.com.

Happy investing!