The Jitta Way Tour in Chiangmai

18700375_1913327985610501_114051415796810168_o

ขอเรียนชาวเหนือมาร่วมเรียนรู้การลงทุน การนำ Jitta ไปใช้เพื่อให้ลงทุนเพื่อผลตอบแทนที่สูงขึ้น มีความเสี่ยงน้อยลง และสอบถามกันแบบตัวต่อตัวกับคุณตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ ผู้ก่อตั้ง Jittaในงาน The Jitta Way Tour in Chiangmai วิถีจิตตะเพื่อการลงทุนเน้นคุณค่า ณ ห้อง MBA 1 ชั้น 2 คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วันเสาร์ ที่ 10 มิถุนายน 2560 นี้ เวลา 13:00-16:30 น.

หัวข้อการเรียนรู้ก็มีดังนี้

  • หลักการการลงทุนแบบเน้นคุณค่า
  • การนำ Jitta มาใช้ในการลงทุนในขั้นตอนต่างๆ
    • ค้นหาหุ้น Research
    • วิเคราะห์หุ้น Analyze
    • พัฒนาทักษะ Learn
  • วิธีประยุกต์ใช้ Jitta ให้เหมาะสมกับกลยุทธ์การลงทุนของคุณ
  • การลงทุนในต่างประเทศ
  • ถาม-ตอบทุกอย่างเกี่ยวกับการลงทุนด้วย Jitta

หากคุณต้องใช้งาน Jitta ให้ได้เต็มประสิทธิภาพ หรืออยากเสริมความรู้พื้นฐานด้านการลงทุนแนวเน้นคุณค่า รีบลงทะเบียนที่นี่ http://bit.ly/TheJittaWayChiangmai ก่อนวันที่ 5 มิถุนายนนี้ หรือก่อนที่ที่นั่งจะเต็ม เพราะเราเปิดให้เข้าร่วมเรียนเพียง 90 คนเท่านั้น

หมายเหตุ ไม่มีค่าใช้จ่าย และไม่มีถ่ายทอดสด (live)

 

สัมมนา: KTBST Algo Trading with the Jitta Way

คุณจะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี algo trading และคงแนวทางการ “ลงทุนในธุรกิจที่ยอดเยี่ยม ในราคาที่เหมาะสม” ได้อย่างไร หาคำตอบได้ในงานสัมมนานี้

S__23544056

หากคุณเป็นคนหนึ่ง ที่ชื่นชอบ และเชื่อมั่นในแนวทางการลงทุนของ Jitta ซึ่งก็คือ “ลงทุนในธุรกิจที่ยอดเยี่ยม ในราคาที่เหมาะสม” แต่ยังติดปัญหาเรื่องการวิเคราะห์หุ้น การติดตามผล การบริหารจัดการพอร์ต

Algo Trade จาก KTBST ถือเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะประกอบด้วยกลยุทธ์การลงทุนที่หลากหลายให้คุณเลือกตามแนวการลงทุนของตนเอง เป็นวิธีการลงทุนที่ไม่ยุ่งยาก และช่วยคุณประหยัดทั้งแรงทั้งเวลาในการลงทุนได้มากเลยทีเดียว

แต่คุณจะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ แล้วยังคงแนวทางการลงทุนแบบ Jitta ได้อย่างไร ต้องไปหาคำตอบที่งานสัมมนา KTBST Algo Trading with the Jitta Way ที่ บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด จัดขึ้น โดยมีคุณเผ่า ตราวุทธิ์ กับคุณชลเดช เขมะรัตนา CEO ของ Fintech Thailand เป็นวิทยากรร่วมบรรยาย

งานนี้จะมีขึ้นในวันที่ 2 มิถุนายน 2560
เวลา 13.30 – 16.30 น.
หอประชุมศุกรีย์ แก้วเจริญ ชั้น 3 อาคาร B ตลาดหลักทรัพย์เเห่งประเทศไทย (รัชดาภิเษก)

งานนี้ฟรี! แต่เปิดรับเพียง 200 คนเท่านั้น

แถมพิเศษ สำหรับคนที่เปิดบัญชีในงานและลงทุนเป็นระยะเวลาตั้งแต่ 1 เดือนขึ้นไป จะได้รับหนังสือ The Jitta Way (วิถีจิตตะเพื่อการลงทุนเน้นคุณค่า) เขียนโดยคุณตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ กลับบ้านไปด้วย

รีบลงทะเบียนที่นี่เลยนะคะ https://goo.gl/ac5kPB

แล้วพบกันค่ะ

อบรม: Global Market Investment Strategy

คุณจะคว้าโอกาสทางการลงทุนดีๆทั่วโลกได้อย่างไร ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน และเหตุการณ์ทางการเมืองที่ร้อนระอุทั่วโลก งานอบรมนี้ มีคำตอบ

20170511_KSOI 1200X800_BRO-01

คุณจะยกระดับพอร์ตของตนเอง และคว้าโอกาสทางการลงทุนดีๆ ที่มีอยู่ทั่วโลกได้อย่างไร

ร่วมหาคำตอบไปกับคุณตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ ดร. กำพล อดิเรกสมบัติ และดร. สุทธิสิทธิ์ แจ่มดี ในงานอบรม Global Market Investment Strategy โดยบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 30 พ.ค. 2560 นี้

คุณจะได้ทราบว่า

  • ควรลงทุนอย่างไร ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจและการเมืองที่ร้อนระอุทั่วโลก
  • ประเทศ และกลยุทธ์ใด เหมาะกับการลงทุนของคุณ
  • วิเคราะห์หุ้นเพื่อการลงทุนต่างประเทศอย่างไร ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

ลงทะเบียนฟรีวันนี้ แค่พิมพ์ OF ตามด้วยชื่อ นามสกุล ส่งไปที่ 4545888

แล้วพบกันในงานนะครับ!

ควรขายหุ้นตอนไหนดี

คำถามนึงที่มักจะมีคนสงสัยเสมอก็คือ “ถ้าหากเราลงทุนแนวเน้นคุณค่า เราจะขายหุ้นได้ตอนไหน และ เราจะได้ใช้เงินเมื่อไหร่”

คำถามนึงที่มักจะมีคนสงสัยเสมอก็คือ “ถ้าหากเราลงทุนแนวเน้นคุณค่า เราจะขายหุ้นได้ตอนไหน และ เราจะได้ใช้เงินเมื่อไหร่”

หลายๆคนที่หาคำตอบไม่ได้ ก็เลยทำให้ไม่อยากลงทุนแนวนี้ไปเลย เพราะกลัวจะไม่ได้ใช้เงิน

จริงเป็นเพราะคนส่วนมากยังไม่ค่อยเข้าใจหลักการลงทุนแบบเน้นคุณค่าสักเท่าไหร่ และมักจะเข้าใจไปในทางที่คนส่วนมากในตลาดหุ้นพูด เช่น ถือยาว ไม่ขายไม่ขาดทุน เป็นต้น เลยทำให้เกิดความสับสน

จริงๆการลงทุนแบบเน้นคุณค่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องว่าจะต้องถือยาวไปหลายปีนะครับ อาจจะถือไม่กี่เดือนแล้วขายออกไปก็ได้ เพราะแก่นจริงๆแล้วก็คือ การซื้อทรัพย์สินในราคาที่ถูกกว่ามูลค่าของทรัพย์สิน หลังจากนั้นก็ค่อยขายเมื่อราคาสูงขึ้น หรือ เมื่อราคาเข้าใกล้มูลค่าที่เหมาะสมของทรัพย์สินนั้นๆ

เพียงแต่เราไม่สามารถคาดการณ์ได้แน่นอนเท่านั้นเองว่า ราคาจะเข้าใกล้มูลค่าของทรัพย์สินเมื่อไหร่ ทำให้บางครั้งถ้าสถานการณ์ไม่เป็นใจ ตลาดหุ้นโดยรวมไม่ดี ก็อาจจะต้องใช้เวลานานหน่อย ในขณะที่บางครั้ง หลังจากซื้อไปไม่นาน ราคาหุ้นก็อาจจะวิ่งขึ้นมาเข้าใกล้ราคาที่เหมาะสม เราก็อาจจะขายหุ้นนั้นออกไปได้เหมือนกันครับ

มีกรณีที่เราจะถือครองหุ้นยาวๆมากๆหลายๆปี กรณีเดียวนั่นก็คือ เมื่อเราได้มีโอกาสลงทุนในธุรกิจที่ยอดเยี่ยมมากๆ ได้ในราคาที่เหมาะสมหรือต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงในขณะที่เราลงทุน เพราะเมื่อมองในระยะยาวแล้ว ธุรกิจจะเติบโตและสร้างกำไรได้มากขึ้นทุกปี มูลค่าที่แท้จริงก็จะสูงขึ้นไปได้อีกมากในอนาคต และราคาหุ้นก็จะสูงขึ้นเรื่อยๆตามมูลค่าที่แท้จริงไปด้วยนั่นเอง (เลยทำให้ไม่เคยต้องขายหุ้นออกมาเลยในระยะสั้น เพราะราคาในปัจจุบันจะต่ำมากเสมอ เมื่อเทียบกับมูลค่าที่แท้จริงในระยะยาว)

ดังนั้นการตัดสินใจที่จะขายหุ้นออกไปนั้น ปัจจัยหลักที่เราต้องนำมาพิจารณาควบคู่กันเสมอก็คือ

  1. คุณภาพของกิจการ
  2. ราคาหุ้นเข้าใกล้มูลค่าที่เหมาะสมมากแค่ไหน (ราคาหุ้นถูกแพงแค่ไหนแล้ว)
  3. ทางเลือกในการลงทุนอื่นๆที่ดีกว่า

ซึ่งเราก็ควรจะตอบคำถาม 3 ข้อนี้ เรียงลงมาตั้งแต่ข้อ 1-3 ก็จะทำให้เราตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าจะขายหุ้นดีไหม และถ้าขายจะไปลงทุนที่ไหนต่อ

เช่น เราคิดว่าอยากจะขายหุ้นบริษัท A ก็มาคิดว่า

  • คุณภาพของกิจการ : ดี (Jitta Score 6.5)
  • ราคาเทียบกับมูลค่า : สูงกว่ามูลค่า 12% (12% above Jitta Line)
  • ทางเลือกในการลงทุนที่ดีกว่า : หุ้น B, หุ้น P, หุ้น S

ซึ่งแน่นอนครับว่า เราต้องมีเหตุผลรองรับด้วยว่า ทำไมหุ้น B, หุ้น P, หุ้น S ถึงเป็นการลงทุนดีที่ดีกว่า เช่น หุ้นทั้ง 3 ตัวนี้ มี Jitta Score มากกว่า 7 และราคายังต่ำกว่า Jitta Line ทั้งหมด เป็นต้น

จากนั้นค่อยมาดูรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆเพิ่มเติมว่า ระหว่างหุ้น B, หุ้น P, หุ้น S นั้น ตัวไหนน่าลงทุนมากที่สุด ด้วย Jitta Factor, Jitta Signs หรือตัวเลขทางการเงินต่างๆในหน้า FactSheet ครับ

ด้วยวิธีนี้จะเห็นว่า การขายหุ้นของเราจะไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับราคาหุ้น หรือ กำไรที่ทำได้เลย และจะทำให้เราไม่มึนงง เพราะเรากรองหุ้นจาก 500 ตัว ลงมาเหลือทางเลือกการลงทุนที่ดีกว่า (การถือหุ้น A ต่อไป) ให้เรามาวิเคราะห์ต่อเพียงแค่ 3 ตัวเท่านั้นครับ และเมื่อขายหุ้น A ไปแล้ว ก็สามารถนำเงินไปลงทุนต่อได้ทันที ทำให้เงินเราทำงานตลอดเวลาครับ

ถ้าเผอิญเราวิเคราะห์แล้วว่า หุ้น S น่าลงทุนที่สุด และเผอิญเรามีหุ้น S อยู่ใน Portfolio แล้ว เราก็อาจจะขายหุ้น A ไปเพิ่มสัดส่วนหุ้น S ใน Portfolio จนถึงจุดสูงสุดที่เรากำหนดไว้ (เช่น ถือหุ้นตัวใดตัวนึงไม่เกิน 30% ของพอร์ต) จึงค่อยนำเงินที่เหลือไปลงทุนในหุ้นที่น่าลงทุนอันดับ 2 ครับ

ถ้าถัดมาอีก 7 เดือน ราคาหุ้น S เพิ่มสูงขึ้น เราอยากจะขายหุ้น S ก็มานั่งคิดต่อ 3 ข้อเหมือนเดิม

  • คุณภาพกิจการ : ดีมาก (Jitta Score 8)
  • ราคาเทียบกับมูลค่า : สูงกว่ามูลค่า 5% (5% above Jitta Line)
  • ทางเลือกการลงทุนที่ดีกว่า : ไม่มี

ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ ก็เท่ากับว่า เราก็ยังไม่ควรขายหุ้น S ออกไป แม้ราคาจะขึ้นมาสูงว่ามูลค่าที่เหมาะสมพอสมควรแล้ว เพราะขายไปแล้วก็ไม่รู้จะเอาเงินไปลงทุนที่ไหนต่อ ก็อยู่เฉยๆดีกว่าครับ

(แน่นอนครับว่า ในกรณีที่เราลงทุนในหุ้นของบริษัทที่ยอดเยี่ยมไว้แล้วนั้น ทางเลือกในการลงทุนที่ดีกว่า แทบจะไม่ค่อยมีอยู่แล้ว ก็จะทำให้เราถือหุ้นนั้นต่อไปเรื่อยๆเองครับ วิธีนี้จะช่วยลดความโลภจากการมองเห็นกำไรที่ทำได้ตรงหน้าแล้วอยากจะขายหุ้นเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ค่อนข้างดีครับ)

ด้วยหลักการเลือกลงทุนในทรัพย์สินที่ดีที่สุดอยู่เสมอ ก็จะทำให้เราสามารถทำผลตอบแทนชนะตลาดได้ในระยะยาวแน่นอนครับ (ระยะยาวตลาดจะมีผลตอบแทนราวๆ 12% ต่อปี)

เมื่อเรามีความสามารถในการทำผลตอบแทนจากการลงทุนระยะยาวชนะตลาดแล้ว เช่น ทำได้ประมาณ 15% ต่อปี การนำเงินจากการลงทุนมาใช้ก็ไม่ใช่เรื่องยากแล้วครับ อยู่ที่การเป้าหมายและแผนการทางการเงินให้ชัดเจนแค่นั้นเอง

ซึ่งวิธีการวางเป้าหมายการลงทุนและการนำเงินลงทุนออกมาใช้มีหลายแบบมาก ผมได้อธิบายเรื่องเหล่านี้ไว้เรียบร้อยแล้วใน Jitta 101 Part 5 ในนาทีที่ 9.25 นะครับ ใครที่สนใจก็ลองไปดูได้ครับ

When should we sell stocks?

Every stock is not equal! Don’t sell any stocks just because you want to sell the stocks or because you already got some profits. During a tough situation in stock market, always remember that great companies with fair prices will gain you huge profit in long run.

Every stock is not equal! Don’t sell any stocks just because you want to sell the stocks or because you already got some profits. During a tough situation in stock market, always remember that great companies with fair prices will gain you huge profit in long run. Therefore, if you want to sell some stocks to hold some cash and reduce the risk, always sell stocks, in your portfolio, those are

  1. having least durable competitive advantage
  2. having poor business performance recently
  3. having very high price relative to fair value

In term of using Jitta, those 3 will equal to

  1. having least average Jitta Score in the past 3-5 years
  2. Jitta Score is decreasing and recent business performance in Jitta Factor is less than 70
  3. stock price is very high compare to Jitta Line, approximately should be at least 20% above Jitta Line. (However it depends to Jitta Score too, the higher Jitta Score, the higher above Jitta Line percentage can be allowed)

When you stick with this strategy, you will never miss out the great fortune that great companies will provide you in the long term. Remember, if you invest in the right company and hold it long enough, you can turn $9,000 into $4,400,000 without doing anything.

As Peter Lynch said

You won’t improve results by pulling out the flowers and watering the weeds.
– Peter Lynch

Therefore, you should always keep watering your flowers and pulling out the weeds. Keep your money in the great companies all the time and it will reward you a great fortune, period.

มาทำความเข้าใจเรื่อง Fiscal Year กันเถอะ

มีคนสงสัยเรื่องของ Fiscal Year กับ Calendar Year กันมาพอสมควรนะครับ ส่วนมากเวลาเข้าไปดู FactSheet แล้วจะงงว่า ทำไมบางบริษัทถึงมีตัวเลขรายได้และกำไรรายไตรมาสล่วงหน้าไปมากกว่าบริษัทอื่นๆ เรื่องราวก็มีความเป็นมาดังนี้ครับ

มีคนสงสัยเรื่องของ Fiscal Year กับ Calendar Year กันมาพอสมควรนะครับ ส่วนมากเวลาเข้าไปดู FactSheet แล้วจะงงว่า ทำไมบางบริษัทถึงมีตัวเลขรายได้และกำไรรายไตรมาสล่วงหน้าไปมากกว่าบริษัทอื่นๆ เรื่องราวก็มีความเป็นมาดังนี้ครับ

ปีทางปฏิทิน (Calendar Year) ก็คือ ปีที่เราใช้กันอยู่ปรกตินั่นเองครับ คือ มกราคม – ธันวาคม ส่วนปีทางบัญชี (Fiscal Year) นั้นอยู่ที่นโยบายทางบัญชีว่าบริษัทอยากจะปิดงบการเงินในเดือนไหน ก็จะถือว่าเดือนนั้นเป็นเดือนสิ้นปีทางบัญชีครับ จะตรงกับปีปฏิทินหรือไม่ก็ได้ และการนับวันปิดรอบไตรมาสก็จะนับไปทีละ 3 เดือนหลังวันปิดงบการเงินครับ

อย่างเช่น Apple ที่ปิดงบการเงินในสิ้นเดือนกันยายน ก็จะถือว่าวันขึ้นปีใหม่ทางบัญชีคือ 1 ตุลาคม และวันปิดไตรมาส 1, 2, 3 ก็คือ สิ้นเดือน ธันวาคม มีนาคม และ มิถุนายน ตามลำดับ

ในขณะที่ Google ที่มีการปิดงบการเงินในสิ้นเดือนธันวาคม วันปิดไตรมาส 1, 2, 3 ก็จะเป็นสิ้นเดือน มีนาคม มิถุนายน และ กันยายน ตามลำดับ ซึ่งก็จะตรงกับวันสิ้นไตรมาสและสิ้นปีตามปีปฏิทินครับ

หรือในกรณีที่ยุ่งยากและซับซ้อนมากขึ้นอย่าง Walmart นั้น มีการปิดงบการเงินปี 2013 (Fiscal Year 2013) ในสิ้นเดือนมกราคมปี 2014 (Calendar Year) ทำให้ วันสิ้นไตรมาส 1 ของปี 2014 (Q1 Fiscal 2014) นั้นตรงกับสิ้นเดือนเมษายนของปี 2013 (Calendar Year) ครับ

ทั้งนี้สาเหตุหลักๆที่ทำให้บริษัทต้องปิดปีบัญชีไม่ตรงกับปีปฏิทินนั้น ก็เพื่อความสะดวกในการบริหารงานครับ ยกตัวอย่างเช่น Walmart นั้น ช่วงที่ขายดีจะอยู่ที่ประมาณปลายปี ดังนั้น Walmart เลยไม่อยากจะยุ่งยากว่า พอสิ้นเดือนธันวาคมปุ๊บต้องมานั่งปิดงบรายปีทันที ซึ่งจะมีความวุ่นวายสูง ก็เลยรอจนสิ้นเดือนมกราคมค่อยปิดงบรายปีครับ จะได้มีเวลาพักหลังจากช่วงขายดี และจะได้เช็คของใน investory ได้ง่ายขึ้นครับ ซึ่งหุ้นหลายๆตัวในกลุ่ม Retail ก็จะปิดงบตอนสิ้นเดือนมกราคมเช่นเดียวกันครับ

(ใน Jitta FactSheet จะมีบอกวันปิด Fiscal Year ของแต่ละบริษัทไว้ด้านล่างซ้ายของตาราง Quarterly ครับ เพื่อให้คนที่อ่านงบการเงินได้มาดูแล้วจะได้เข้าใจค่าต่างๆตรงกับความจริงครับ)

ดังนั้นในการคำนวณ Jitta Score และ Jitta Line จะต้องนำเอาผลกระทบทางด้านการเหลื่อมล้ำทางเวลาของ Fiscal Year และ Calendar Year มาคิดและปรับให้ตรงกับความเป็นจริงด้วยครับ เพื่อให้ Jitta Score และ Jitta Line ณ วันไหนก็ตามในปีปฏิทิน ใช้ข้อมูลงบการเงินเท่าที่บริษัทได้ประกาศออกมาแล้วจนถึงวันนั้นครับ จะได้บ่งบอกถึงคุณภาพและราคาของบริษัทตามข้อมูล ณ ปัจจุบันได้ใกล้เคียงที่สุดครับ

อย่างเช่น Walmart นั้น ถ้าหากคิด Jitta Score, Jitta Line ณ วันสิ้นเดือนกันยายนปี 2013 เท่ากับว่า ทาง Jitta จะใช้ข้อมูลงบการเงินย้อนหลังรายปีตั้งแต่ปี Fiscal 2004 จนถึงปี Fiscal 2013 ที่ปิดไป ณ สิ้นเดือนมกราคม 2013 รวมกับ ผลประกอบการรายไตรมาสที่ออกมาแล้วอีก 2 ไตรมาส คือ Q1, Q2 ของปี Fiscal 2014 มาทำการคำนวณครับ

จริงๆเรื่อง Fiscal Year กับ Calendar Year นี้ ถ้าหากว่าเป็นคนที่อ่านงบการเงินมาระดับนึงแล้วก็จะสามารถเข้าใจและคำนวณทุกอย่างทีละหุ้นได้ไม่ยากครับ แต่การทำกับหุ้นทุกตัวในตลาดเป็นเรื่องที่ยากมากระดับนึงครับ เพราะมีหลายกรณีที่ต้องมาหาวิธีคิดเป็นพิเศษ

ช่วงแรกๆที่ฮันท์กับผมทำตัว Jitta Score, Jitta Line ขึ้นมาตอนที่อยู่อเมริกา ก็ต้องใช้เวลานั่งปรับแก้ และ หาทางสร้างมาตรฐานในการปรับค่า Fiscal Year ให้ตรงกับ Calendar Year อยู่นานพอสมควรเลยครับ

ผมว่าก็เป็นโชคดีอย่างนึงของ Jitta นะครับ เพราะว่าเริ่มทำจากหุ้นอเมริกาก่อน ซึ่งมีหุ้นเยอะมาก และ มีการปิดงบ Fiscal แบบแปลกๆเยอะมากครับ เลยทำให้ต้องคิดแก้ปัญหาต่างๆให้ครบทุกกรณีครับ ซึ่งก็เลยทำให้มั่นใจเลยครับว่า ต่อไปไม่ว่าจะมีหุ้นของประเทศไหนเพิ่มเติม ก็ไม่น่าจะมีปัญหาเรื่อง Fiscal Year นี้เท่าไหร่แล้วครับ

“Eat That Frog” ยังใช้ได้ดีเสมอครับ 🙂

Understanding the Fiscal Year

There are many people who would like to know more about the Fiscal Year and the Calendar Year. Many might be confused by the Factsheet, because some companies would have their quarterly revenue and profit figures before others. Here’s the explanation

There are many people who would like to know more about the Fiscal Year and the Calendar Year. Many might be confused by the Factsheet, because some companies would have their quarterly revenue and profit figures before others. Here’s the explanation:

The Calendar Year is the year that we all use, from January to December, whereas the Fiscal Year depends on the company’s finance department’s policy concerning when do they want to close off the financial reports. The month that contains the final financial data does not necessarily have to be December. And the closing date of the final trimester would be 3 months after the closing of the financial account statements.

For example, Apple closes its financial account at the end of September, therefore, the new Fiscal Year would be October 1, and the closing dates of trimesters 1, 2, and 3 would be December, March, and June respectively.

On the other hand, Google closes its accounts at the end of December, therefore, the closing dates of trimesters 1, 2, and 3 would be the end of March, June, and September respectively, which would match with the normal calendar year.

In a more complicated case, such as Walmart, the company closes its account for Fiscal Year 2013 in January 2014 (Calendar Year), making the closing date of trimester 1 in 2014 (Q1 Fiscal 2014) fall on the end of April 2013 (Calendar Year).

The reason companies do not follow the Calendar Year when closing their accounts is because of managerial purposes. For example, with Walmart, the peak selling periods are during the end of the year. This why Walmart doesn’t want to close its accounts during the year end, which is already busy enough as it is. So they wait until the end of January to do so, so that they have a bit of breathing time after the peak selling period, and allow themselves to have extra time to check inventory levels. Many stocks in the retail group also close their accounts at the end of January as well.

(Jitta Factsheet contains information on the closing date of each company’s Fiscal Year at the bottom left of the Quarterly charts, so that investors can correctly view all the figures)

Calculating the Jitta Score and Jitta Line also takes into account the overlapping of the Fiscal Year and Calendar Year, and readjust the figures accordingly. This ensures that the Jitta Score and Jitta Line reflects the correct figures the company has announced, thus truly representing the present quality and price of the company as close to present value as possible.

For example, if we want to calculate Walmart’s Jitta Score and Jitta Line at the end of September 2013, Jitta will use the historical financial data since Fiscal 2004 to Fiscal 2013 at year end on January 31, 2013, including the two released financial statements from Q1 and Q2 (of Fiscal 2014).

Actually, if you read financial statements for some time, you will find that you are able to calculate all the figures quite easily for each stock. But you will also find that it is extremely difficult to do so for every stock in the market, because there are many special cases that you have to work around.

During the first stages of developing our Jitta Score and Jitta Line (back when we were in America), we spent a lot of time altering and creating a standard by which we can adjust the Fiscal Year to the Calendar Year.

It is actually a good thing that we started doing this with stocks in the United States, because there are many companies that have unusual Fiscal Years and policies, which made us pros at adjusting and finding new solutions to make things work. This made me confident that we will be able to handle any market in any country from now on.

“Eat The Frog” always works.