พันธกิจและวิสัยทัศน์ของ Jitta

มีคำถามที่น่าสนใจมาจากคุณ Tanakiat Aui เกี่ยวกับเรื่องวิสัยทัศน์ของ Jitta และผลกระทบจากการใช้งาน Jitta เมื่อมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นมากๆ ผมเลยขอนำมาตอบใน post นี้นะครับ จะได้อ่านกันง่ายๆ

มีคำถามที่น่าสนใจมาจากคุณ Tanakiat Aui เกี่ยวกับเรื่องวิสัยทัศน์ของ Jitta และผลกระทบจากการใช้งาน Jitta เมื่อมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นมากๆ ผมเลยขอนำมาตอบใน post นี้นะครับ จะได้อ่านกันง่ายๆ

จริงๆเรื่องพันธกิจและวิสัยทัศน์ รวมทั้งผลกระทบของ Jitta ที่จะมีขึ้นในโลกของการลงทุนนั้น เป็นสิ่งที่พวกเราทีมงาน Jitta ได้คุยกันบ่อยๆตั้งแต่เริ่มสร้าง Jitta ขึ้นมาครับ ซึ่งก็ไม่มีใครรู้อนาคตครับว่า Jitta จะก่อให้เกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่เท่าที่เห็นอยู่ตอนนี้ Jitta ก็เข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงพอสมควรให้กับวงการลงทุนครับ

โดยเฉพาะการที่ทำให้คนจำนวนมากเข้าใจหลักการของการลงทุนแนว Warren Buffett ได้ง่ายขึ้น รวมทั้งมีนักลงทุนบางคนเคยมาบ่นกับผมว่า เพิ่งเข้าใจว่าการโดนเทคโนโลยีไล่ตามเป็นอย่างไร เพราะประสบการณ์การอ่านงบและการศึกษาการลงทุนของเค้ากว่า 10 ปีนั้น ถูกไล่ทันจากมือใหม่ที่ใช้งาน Jitta ภายในเวลาไม่นาน

(แม้อาจจะไม่ได้เทียบเท่าด้านประสบการณ์ แต่สามารถเข้าใจและเลือกหุ้นทีดี ราคาไม่แพงได้ใกล้เคียงกันมาก รวมทั้งช่วยให้จิตใจมีความมั่นคงขึ้นเวลาเห็นราคาหุ้นร่วงโดยที่พื้นฐานไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป และมีแนวทางการจัดสรรค์เงินลงทุนทีดี และมีแบบแผน)

ซึ่งเรื่องนี้ก็นับว่าเป็น “ความสนุกและความตื่นเต้น” ของพวกเราเหมือนกันครับ ที่คอยติดตามดูและลุ้นอยู่ตลอดเวลาว่า เมื่อ Jitta เติบโตไปเรื่อยๆแล้ว จะส่งผลให้โลกของการลงทุนเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร อารมณ์น่าจะเหมือนกับทีมงาน Google และ Facebook ช่วงแรกๆ ที่นั่งคุยกันทุกวันว่า สิ่งที่ตนเองสร้างขึ้นมาจะเปลี่ยนแปลงโลกนี้ได้ยังไงบ้าง

รวมทั้งความสนุกอีกอย่างนึงคือ เคยมีคำพูดว่า

Silicon Valley has changed the world but not yet Wall Street

หรือแปลง่ายๆว่า เทคโนโลยีจากฝั่ง Silicon Valley นั้นเข้ามาเปลี่ยนโลกใบนี้ในหลายๆด้าน แต่ก็ยังไม่เคยสามารถเปลี่ยนแปลงตลาดหุ้นใน Wall Street ได้ครับ ดังนั้นการคอยลุ้นว่า Jitta จะเข้าไปสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรให้กับตลาดหุ้นได้บ้าง เลยเป็นสิ่งที่ท้าทายและน่าสนุกมากจริงๆครับ 🙂

ซึ่ง ณ ปัจจุบัน จากที่ Jitta ได้เปิดให้ใช้งานมาแล้วปีกว่าๆ เราได้พบเจอพูดคุยกับผู้ใช้งานจำนวนมาก พวกเรามีแนวคิดต่างๆดังนี้ครับ

1. พันธกิจ (Mission) ของ Jitta

Jitta นั้นถูกสร้างขึ้นมาด้วยแนวคิดที่ว่า การลงทุนไม่ใช่เรื่องยาก และไม่ใช่เรื่องที่ต้องมานั่งวุ่นวายกันมากมาย แต่เหตุผลที่ทุกอย่างวุ่นวายนั้น ก็เพราะตลาดหุ้นมีอะไรมากมายมาทำให้ต้องวุ่นวายกันไปเอง

ดังนั้นถ้าหากโลกนี้ไม่มีตลาดหุ้นแล้ว การลงทุนในธุรกิจก็จะต้องกลับมาที่พื้นฐานเหมือนการลงทุนทั่วๆไปนั่นก็คือ การวิเคราะห์คุณภาพและมูลค่าของทรัพย์สินที่จะลงทุน แล้วลงทุนเมื่อมั่นใจว่า เราซื้อทรัพย์สินดีๆได้ในราคาที่ถูกกว่าที่ควรจะเป็น แค่นั้นเองครับ

ซึ่งแนวคิดเพียงแค่นี้ก็เพียงพอที่จะสร้างความมั่งคั่งให้กับคนที่เข้าใจและประยุกต์ใช้ได้เป็นอย่างดีแล้วครับ

ดังนั้น Mission หลักของ Jitta ก็คือ

การช่วยให้คนลงทุนได้ผลตอบแทนที่ดี ด้วยวิธีการที่เรียบง่าย

ซึ่งสิ่งที่ Jitta เน้นมากก็คือ ความเรียบง่ายในการลงทุนครับ เพราะคงไม่มีประโยชน์ที่จะสร้างรูปแบบการลงทุนยากๆขึ้นมาอีกอันบนโลกใบนี้ครับ

การประหยัดเวลาให้กับนักลงทุน ก็ถือเป็นหนึ่งในความเรียบง่ายที่ Jitta สร้างขึ้นมาเหมือนกันครับ เพราะปัจจุบันหลายๆคนก็ใช้ Jitta เพื่อค้นหาหุ้นในแนวทางของตนเองได้เร็วขึ้น แล้วค่อยไปอ่านงบการเงินหรือข้อมูลอื่นๆเพิ่มเติม

2. วิสัยทัศน์ (Vision) ของ Jitta

ส่วนวิสัยทัศน์ หรือ สิ่งที่พวกเราอยากเห็น Jitta เป็นในอนาคตก็คือ

การได้เป็นมาตรฐานการลงทุนใหม่ของโลก

หรือก็คือ ค่าต่างๆบน Jitta เช่น Jitta Score, Jitta Line ได้กลายเป็นสิ่งที่นักลงทุนใช้อ้างอิง และ นำไปประยุกต์ใช้กับการลงทุนในแนวทางของตนเอง และ สอนคนอื่นต่อไปได้

เช่น กรณีของ Dow Jones ที่ใช้เป็นดัชนีสำหรับการอ้างอิงการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นอันแรกของโลก แม้ผู้คิดค้นจะไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว แต่คนก็ยังต้องดูดัชนี Dow Jones และมีการพูดถึงในข่าวอยู่ทุกวัน

หรือจะเห็นว่าในแนวเทคนิคอลนั้น ก็มี indicator อ้างอิงอยู่มากมายที่คนสามารถนำไปใช้งานได้และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง เช่น MACD, EMA, RSI, Fibo ต่างๆเหล่านี้ เป็นต้น

ในขณะที่แนวทางการลงทุนแบบ VI ไม่ได้มีอะไรเช่นนี้มาก่อนเลย (ที่ได้รับการยอมรับและใช้งานในวงกว้าง) เพราะการวิเคราะห์การบริษัทเป็นเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อนและต้องใช้ตัวเลขทางการเงินในหลายมิติมาคิด และต้องคอยอัพเดทตามงบการเงินในแต่ละไตรมาสอีก ซึ่งเป็นการยากที่ใครจะไปดึงเอางบการเงินของทุกบริษัทมาวิเคราะห์และสร้างมาตรฐานได้ครับ

ดังนั้น Jitta เอง ในอนาคตก็อยากจะค่อยๆเติบโตไปในแนวทางนี้ครับ ค่อยๆสอนให้คนเข้าใจพื้นฐานที่มาของแนวคิด และการใช้งานค่าต่างๆของ Jitta (Jitta Score, Jitta Line, Jitta Factors, Jitta Signs) เพื่อให้นำไปประยุกต์กับแนวทางการลงทุนของตนเอง และ ใช้พูดอ้างอิงได้อย่างเป็นสากลครับ (พูดแล้วทุกคนเข้าใจภาพตรงกัน เช่น พอบอกว่า หุ้นนี้ Jitta Score 8 ทุกคนจะเข้าใจได้ทันทีว่า บริษัทนี้ดีแน่นอน)

รวมทั้งจะค่อยๆเพิ่มหุ้นในประเทศต่างๆเข้ามาใน Jitta ครับ เพราะข้อดีอย่างนึงของ Jitta ที่เน้นการสร้างมาตรฐานในการลงทุนก็คือ เมื่อเราใช้งาน Jitta เป็นในการลงทุนในประเทศใดประเทศหนึ่งแล้ว ก็สามารถจะนำไปประยุกต์ใช้ในการลงทุนประเทศอื่นได้ไม่ยากครับ เช่น ถ้าเดี๋ยวทาง Jitta เพิ่มหุ้น Japan เข้ามาในระบบ ทุกคนก็สามารถดูได้อย่างรวดเร็วว่า หุ้นที่น่าลงทุนคืออะไรบ้าง บริษัทไหนที่เป็นบริษัทที่ยอดเยี่ยมบ้าง จะเข้าไปดูข้อมูลจากหน้า FactSheet ก็รู้ว่าต้องดูตัวเลขอะไร ตรงไหนบ้าง เพราะเป็น Format เดียวกันในทุกหุ้นทั่วโลก เป็นต้น

เมื่อทำได้แบบนี้แล้ว Jitta ก็จะกลายเป็น standard และ reference ที่ทุกคนทั่วโลกใช้งานและเข้าใจได้ตรงกันครับ ซึ่งก็เป็นภารกิจที่ท้าทายและอาจจะต้องใช้เวลานานหลายสิบปีในการทำให้ได้แบบนั้น แต่ถ้า Jitta ไปถึงวันนั้นได้จริงๆ พวกเราก็คงจะมีความสุขมากที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้าง Jitta และเผยแพร่ไปทั่วโลกได้

และสิ่งสำคัญที่สุดในการทำตาม Vision นี้ได้สำเร็จก็คือ การได้รับรู้ว่า Jitta จะคงอยู่เพื่อช่วยเหลือนักลงทุนต่อไปบนโลกไปนี้อีกนานแสนนาน แม้ว่าพวกเราจะไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้แล้วก็ตามครับ (พวกเราเชื่อว่า การใช้ชีวิตเพื่อทำประโยชน์และสร้างสิ่งที่มีคุณค่าให้กับคนรุ่นหลังเป็นสิ่งที่สวยงามครับ)

3. แนวทางการใช้งาน Jitta

ดังนั้น จากพันธกิจและวิสัยทัศน์ของ Jitta แล้ว จะเห็นว่า Jitta ตั้งใจที่จะให้คนนำค่าต่างๆบน Jitta ไปใช้ในการอ้างอิงและประยุกต์ใช้ตามแนวทางของตนเอง เพื่อให้การลงทุนง่ายขึ้นและได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้นครับ

ส่วนจะนำ Jitta ไปประยุกต์ใช้ในแนวทางการลงทุนแบบไหน ก็เป็นเรื่องของนักลงทุนแต่ละคนครับ บางคนอาจจะลงทุนตาม Jitta Ranking ก็ได้ บางคนอาจจะใช้ Jitta เพื่อช่วยในการสแกนดูพื้นฐานของหุ้นทุกตัวก่อน แล้วไปอ่านงบเองต่อก็ได้

ซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว ก็มีนักลงทุนเทคนิคคอลหลายๆคนใช้ Jitta เพื่อดูพื้นฐานหุ้นก่อนเพื่อป้องกันความเสี่ยง แล้วค่อยไปดูสัญญาณซื้อขายต่างๆตามแนวทางเทคนิคอีกที หรือ บางคนก็นำ Jitta ไปประยุกต์ใช้ในการลงทุนหุ้น turnaround ก็มีครับ

แต่ทั้งนี้อย่างที่บอกครับว่า ข้อดีคือ ไม่ว่าเราจะประยุกต์ใช้ Jitta ด้วยวิธีไหนแล้วทำกำไรได้ เราก็จะสามารถนำมาเรียนรู้และใช้เป็นบรรทัดฐานในการลงทุนครั้งต่อไปได้ ทำให้เรา repeat และ scalable การลงทุนของเราได้เรื่อยๆครับ

4. กลุ่มผู้ใช้งานหลักของ Jitta

สำหรับ target group นั้น เมื่อดูตามพันธกิจและวิสัยทัศน์แล้ว ก็จะเห็นว่า ในแนวทางที่ Jitta จะเติบโตไปนั้น นักลงทุนทุกคนสามารถประยุกต์ใช้ Jitta ได้ตามแนวทางและประสบการณ์ลงทุนของตนเองครับ ไม่ได้มีจำกัดว่าต้องเป็นกลุ่มไหน

ในแง่แนวทางก็ได้พูดไปแล้วในข้อ 3 นะครับ สำหรับในแง่ของประสบการณ์ก็จะเป็นดังนี้ครับ

สำหรับคนที่ไม่เคยลงทุนมาก่อน ก็สามารถใช้ Jitta เป็นแนวทางเริ่มต้นศึกษาเรียนรู้การลงทุนได้ง่ายขึ้น และทำให้โอกาสขาดทุนหนักๆในการลงทุนแรกๆน้อยลงครับ

สำหรับคนที่ลงทุนมาระดับนึงแล้ว Jitta ก็ช่วยเป็นตัวอ้างอิง และ เป็นช่วยในการคัดกรอง และ พิจารณาคุณภาพและมูลค่าพื้นฐานของหุ้นทุกตัวได้อย่างรวดเร็วครับ เพื่อให้สามารถนำไปคิดวิเคราะห์ต่อไปได้ครับ

สำหรับนักลงทุนที่มากประสบการณ์นั้น Jitta จะช่วยให้สามารถขยายขอบเขตการลงทุนของตนเองไปในตลาดหุ้นอื่นๆนอกประเทศตนเองได้ครับ รวมทั้งทำให้เข้าถึงตัวเลขทางการเงินที่เป็น format เดียวกัน เพื่อให้นำมาวิเคราะห์ได้เหมือนกันทั่วโลกครับ

5. การลงทุนตาม Jitta Ranking

จริงๆแล้ว Jitta Ranking นั้น ถูกสร้างขึ้นมาด้วยจุดประสงค์เพื่อพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า Jitta Score, Jitta Line นั้น ถูกคิดขึ้นมาอย่างมีหลักการ และ สามารถนำไปใช้อ้างอิงในการลงทุนได้จริงๆครับ เพราะขนาดเราลงทุนตาม Jitta Top 5 ด้วยวิธีที่ง่ายที่สุดคือ ซื้อขายปีละครั้ง ก็ยังสามารถทำผลตอบแทนชนะดัชนีได้เลยครับ

แต่สำหรับกลยุทธ์ที่แนะนำในการใช้งาน Jitta จริงๆ ก็คือ ตามหลักการของ Warren Buffett คือ

ลงทุนในธุรกิจที่ดี ในราคาที่เหมาะสม
– Warren Buffett

เหมือนที่เขียนเอาไว้ใน วิธีลงทุนสไตล์ Jitta นะครับ

ซึ่งจากที่ทราบ นักลงทุนจำนวนมากก็ใช้ Jitta เพื่อมาช่วยอ้างอิงและคัดกรองหุ้น แล้วตัดสินใจด้วยตนเองมากกว่าจะซื้อตาม Jittta Top Ranking อย่างเดียวนะครับ ซึ่งหลายๆคนก็ได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่า เพราะตัวผลตอบแทน Jitta Top Ranking ที่ทำให้ดูนั้นทำแบบง่ายที่สุดครับ คือ ซื้อขายทุก 12 เดือน (จริงๆถ้าทำแบบซื้อขายทุก 6 เดือน น่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น เพราะสามารถคัดหุ้นที่งบออกมาไม่ดีออกไปได้ แต่ที่ไม่ทำก็เพราะว่าไม่ได้คิดว่าจำเป็นครับ เพราะจุดประสงค์คือ ต้องการพิสูจน์ว่าชนะดัชนีด้วยวิธีการง่ายๆแค่นั้น ไม่ได้ต้องการหาระบบที่ได้ผลตอบแทนสูงสุด ที่จะต้องแลกมากับความยุ่งยากมากขึ้น)

แต่ถ้าใครจะลงทุนตาม Jitta Ranking อย่างเดียว ผมก็ยังเชื่อว่า ก็ยังทำผลตอบแทนการลงทุนได้ในระดับที่ดีและชนะผลตอบแทนของดัชนีในช่วงเวลาเดียวกันแน่นอนครับ

Key หลัก คือ คำว่าช่วงเวลาเดียวกันนะครับ เพราะการซื้อตาม Jitta Ranking ตามหลักการแล้วคือ ต้องถือไปอีก 12 เดือน แล้วค่อยขาย ก็ต้องเทียบกับดัชนีในช่วงเวลาเดียวกันด้วย ซึ่งจากที่ทำพิสูจน์มา ก็พบว่า ไม่ว่าจะลงทุนใน Jitta Top Ranking ในสิ้นเดือนไหน แล้วซื้อขายทุกๆ 12 เดือน ผลตอบแทนก็จะชนะดัชนีในช่วงเวลาเดียวกันเสมอครับ (ไม่จำเป็นต้องซื้อสิ้นเดือนธันวาคมก็ได้ ไปซื้อสิ้นเดือนมกราคม แล้วไปขายสิ้นเดือนมกราคมของอีกปี ก็ชนะผลตอบแทนดัชนีจากช่วง มกราคม-มกราคม ครับ)

เหตุผลที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า Jitta นั้น ทำการแยกเรื่องของคุณภาพและมูลค่าออกจากกันให้เห็นชัด เพื่อให้เราตัดสินใจได้ง่ายขึ้นครับ และ Jitta Ranking ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงทุกวันตามราคาหุ้นที่ขึ้นลง เพราะยิ่งราคาหุ้นสูงมากขึ้น อันดับความน่าลงทุนก็จะน้อยลง

ทำให้ไม่มีทางที่คนจำนวนมากจะเข้ามา Jitta แล้วซื้อหุ้นใน Jitta Ranking Top 5 ซ้ำกันได้ทุกวันครับ เพราะถ้าในวันแรกมีคนซื้อหุ้น Jitta Top 5 กันไปเยอะแล้ว สมมติว่าเป็นหุ้น A, B, C, D, E ในวันพรุ่งนี้ หุ้น A, B, C, D, E ก็ต้องหลุดจาก Top 5 และมีหุ้นอื่นๆขึ้นมาเป็น Top 5 แทนครับ

ดังนั้น Jitta Ranking ในช่วงเวลาใดก็ตาม คือ การจัดอันดับความน่าลงทุนของหุ้นในช่วงเวลานั้น ดังนั้นหมายความว่า Top 5 ก็คือ หุ้นที่น่าลงทุนที่สุด 5 ตัวแรก (คิดจากคุณภาพและมูลค่าเทียบกับราคาหุ้น) ณ ขณะนั้น ดังนั้นผลตอบแทนเมื่อถือไป 12 เดือน ควรจะต้องได้มากกว่า การถือหุ้นตามดัชนีที่ต้องมีหุ้นที่ผลตอบแทนแย่ๆอยู่อีกหลายตัวผสมเข้ามาอยู่ครับ ในช่วงเวลาเดียวกันนั่นเอง

และการป้องกันอีกชั้นก็คือ ถ้าคนซื้อหุ้น A, B, C, D, E กันมาก จนราคาสูงกว่า Jitta Line ไปแล้ว คนใหม่ๆที่เข้ามาดู ก็คงจะไม่ตัดสินใจซื้อหุ้น A, B, C, D, E แน่นอนครับ ก็ทำให้โอกาสขาดทุนหนักๆแทบไม่ค่อยมี ผลตอบแทนก็ย่อมต้องออกมาค่อนข้างดีกว่าตลาดในช่วงเวลาเดียวกันอยู่แล้วครับ

แตกต่างจากหลายๆแนวทางที่มีอยู่ทั่วไป ที่มักบอกรายชื่อหุ้นให้คนซื้อตามอย่างเดียว โดยที่คนซื้อไม่สามารถตัดสินใจหรือวิเคราะห์อะไรได้เลย และก็ไม่รู้ว่ารายชื่อหุ้นที่ได้นั้น update เมื่อไหร่ ราคาแพงเกินไปหรือยังครับ พอซื้อตามกันไป คนหลังๆก็มีโอกาสขาดทุนได้สูง และผลตอบแทนรวมที่ได้ก็จะลดลงครับ

6. ถ้าคนใช้งาน Jitta จำนวนมากแล้วจะเป็นอย่างไร

ในแง่ของผลตอบแทนด้วยการลงทุนตาม Jitta Top Ranking ก็คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร น่าจะชนะดัชนีได้ในช่วงเวลาเดียวกันเสมอ ตามที่ได้อธิบายไว้ด้านบนครับ

สำหรับในส่วนของคนที่ตัดสินใจลงทุนเอง โดยประยุกต์ใช้ข้อมูลจาก Jitta อันนี้ก็คงขึ้นอยู่กับความสามารถและรูปแบบการลงทุนของแต่ละคนนะครับ ว่าจะทำผลตอบแทนได้มากน้อยเพียงใด บางคนอาจจะชนะตลาดหรือไม่ก็ได้

แต่ในภาพรวมที่ใหญ่กว่านั้นก็คือ ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นได้สูงสุด ในกรณีที่นักลงทุน (และเงินลงทุน) ส่วนมากบนโลก เชื่อมั่นใน Jitta มากๆ

สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ “โลกการลงทุนในอุดมคติ” เสมือนหนึ่งว่าไม่มีตลาดหุ้นนั่นเองครับ ส่วนต่างระหว่างราคากับมูลค่าจะน้อยลงมาก ราคาหุ้นจะวิ่งตามแนวโน้มใกล้เคียงกับ Jitta Line ตลอดเวลา

ทำให้โอกาสในการเก็งกำไรจะน้อยลง การปั่นหุ้นจะไม่มี เพราะไม่มีใครไปไล่ซื้อตามเมื่อราคาหุ้นเกินมูลค่า การลงทุนจะสมเหตุสมผลมากขึ้น ทุกคนจะลงทุนด้วยมุมมองเหมือนกับการร่วมลงทุนในกิจการดีๆ แล้วปล่อยให้เงินทุนเติบโตตามบริษัทที่ลงทุนไป

ความวุ่นวายและเวลาที่คนใช้ในตลาดหุ้นจะน้อยลง ทุกคนมีเวลาไปทำในสิ่งที่ตนเองรักได้มากขึ้น ในขณะที่สามารถสร้างความมั่งคั่งทางการเงินไปควบคู่กันได้ครับ

ซึ่งนั่นก็เป็นสิ่งหนึ่งที่พวกเราชาว Jitta อยากให้เกิดขึ้นครับ แต่ในความเป็นจริง คงจะยากที่จะเป็นไปได้ครับ เพราะยังไงก็ไม่มีทางที่คนจะใช้ Jitta เพื่อลงทุนทุกคน และต่อให้ใช้ทุกคนจริงๆ ความโลภ ความกลัว ข่าวสารอื่นๆที่แต่ละคนมีก็ไม่เท่ากัน ทำให้การตัดสินใจซื้อขายหุ้นแทบจะไม่ทีทางเป็นไปในทางเดียวกันได้ในระยะสั้นครับ

แต่ยังไงในระยะยาวแล้ว เชื่อว่า Jitta น่าจะช่วยทำให้ราคาหุ้นเข้าใกล้กับมูลค่าที่แท้จริงมากขึ้นและเร็วขึ้นกว่าสมัยก่อนแน่นอนครับ (เหมือนที่ internet และ excel ช่วยให้เราเข้าถึงข้อมูลทางการเงินและคำนวณค่าต่างๆได้เร็วขึ้น)

7. Zero to One

สุดท้ายก็อยากจะบอกว่า Jitta นั้นถือว่าเป็น “Zero to One” คือ การสร้างสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนบนโลกนี้ ดังนั้นผมเชื่อว่า Jitta จะค่อยๆเติบโตไปเรื่อยๆ ค่อยๆเรียนรู้และพัฒนาตนเองไปพร้อมๆกับผู้ใช้งาน Jitta ทุกคนครับ

และในวันนึงโลกใบนี้ users จะเป็นผู้กำหนดแนวทางการใช้งาน Jitta ให้เหมาะสมกับตนเองได้เองครับว่าจะใช้ทำอะไร เหมือนกับที่แต่ละคนมีวิธีใช้งาน Google, Facebook, Youtube ที่แตกต่างกันตามความชอบและนิสัยของตนเองครับ

ดังนั้นสิ่งที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนั้น ก็ไม่รู้ว่าอนาคตจริงๆจะเป็นไปตามนั้นหรือเปล่านะครับ Jitta จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรแค่ไหน ก็คงยังไม่มีใครตอบได้ เมื่อคนใช้งาน Jitta มากๆ ประสิทธิภาพจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงมากน้อยแค่ไหน ก็คงไม่มีใครรู้จริงๆ

แต่สิ่งที่พวกเราทีมงาน Jitta รู้แน่ๆก็คือ พวกเรามีความสุขในทุกวันกับการได้รับรู้ว่า Jitta ทำประโยชน์ให้กับคนที่เรารักมากขึ้นเรื่อยๆ และก็สนุกในการได้คอยติดตามดูว่า Jitta จะเติบโตไปในอนาคตอย่างไร จะสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรให้เกิดขึ้นบ้าง

แค่ความรู้สึกเหล่านี้ก็คุ้มค่าแล้ว ในการที่พวกเราได้สร้าง Jitta ให้เกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ครับ

Jitta: Our Mission and Vision

We received a very interesting question about Jitta’s vision and the effect of the increased amount of users of Jitta, so I’d like to casually address them in this post.

We received a very interesting question about Jitta’s vision and the effect of the increased amount of users of Jitta, so I’d like to casually address them in this post.

Actually, our team has always been discussing these issues, about our vision, mission, and what will happen to the world of investment if we have increasing users. Nobody really knows what will happen in the future, but as of now, we can see that Jitta’s entrance has altered the field of investment quite a bit.

Especially increasing investors’ awareness of Warren Buffet’s investment philosophies, and the fact that some investors have actually admitted to getting bitten in the butt by new technologies -how the new-generation investors have made use of these technologies like Jitta to analyze data that would have taken ten years to go through in the past.

(Although us new-generation cannot match the mature investors in experience, we are still able to understand and choose the same good and inexpensive stocks, in addition to being emotionally stable when we see stock prices dive, while the fundamentals are still strong. We have frameworks and plans to manage our investments effectively as well)

This is a fun and exciting time for us as well -to see and wait on the edge of our seats of how Jitta will grow and how it will affect the world of investment. I imagine it’s probably the same feeling teams such as Google and Facebook experience in their beginning stages… how will their creations change the world?

Another challenging statement is this: “Silicon Valley has changed the world but not yet Wall Street.” Of course, our challenge and our dream is to see how Jitta can change the stock markets in the world.

After starting operations for a year or so, and talking to many users, we have established these mindsets:

1. Jitta’s Mission

Jitta was created under the perspective that investing is not a difficult task, and it shouldn’t be something we should constantly be busy with. The reason people are so busy and fixated is because the stock market contains so many factors that create these issues.

So if this world didn’t have a stock market, the investing in businesses must revert back to the basics of analyzing the information, the asset’s quality, and only invest when we are sure that we are investing in a good asset for a lower price that it should have.

This simple mindset is enough to build your wealth if you truly understand and know how to apply it.

Therefore, the main mission of Jitta is to help investors create good returns through simple methods.

What we emphasize is simplicity -because there really is no use for yet another method that is difficult to use. There are plenty of those already.

Saving investors’ time is part of the simplicity that we talk about, because presently, many Jitta users use Jitta to quickly screen for stocks, and then later go read the financial statements and other information in further detail.

2. Jitta’s Vision

Our vision for Jitta is to become a standard for investment in the world. We envision that one day, the many figures on Jitta, such as Jitta Score, Jitta Line, and others will be figures that investors use as references, standards, and to apply to their own investments.

For example, the Dow Jones index which is used as a reference to the stock market movements; even though the person who came up with it is no longer on this earth, the Dow Jones index appears on the news every day.

Also, we can see that there are many technical figures that are used and widely accepted by investors, such as MACD, EMA, RSI, and Fibo, while there are no such figures used in the field of VI (widely accepted ones, that is). Because analyzing companies is quite a complicated task that requires studying many financial figures, and constantly updating them from the financial statements each trimester, making it very difficult for anyone to compile such figures for every company and create a standard.

Therefore, in the future, Jitta’s would like to grow in this direction; gradually teach people the basics and approach to use our figures (Jitta’s Score, Jitta’s Line, Jitta’s Factor, Jitta’s Signs, etc.) and adapt them to their own investing methods, and refer to these values as something everyone will understand (for example, if you say that this stock has a Jitta Score of 8, then people will understand immediately that this is a good company).

In addition, we aim to gradually increase the number of stocks from different countries, because one of the advantages of Jitta’s is that we can easily apply our standardized figures and calculations to stocks in other countries. For example, if we added stocks listed in Japan to our system, you can easily see which ones are attractive and which companies are eye great companies. If you visit the Factsheet, you will also know which figures to look at and where, because it would be in the same format.

Once we are able to accomplish this, Jitta’s will become the standard and reference that everyone in the world uses and understands, which is a very challenging task that might need tens of years to achieve. But when that day comes, we will surely be extremely happy that we took parts in creating and helping share Jitta’s around the world.

And the most important part of our vision is to know that Jitta’s will still be there to help investors for, even if all of us are long gone. We believe that it is a beautiful thing to create something of value for our predecessors, our children, to the people who come after us.

3. Using Jitta

From our mission and vision, you will know that Jitta’s aims to let people apply our different values and figures as a reference to their own investment styles to make their investments easier and yield better returns.

How you use Jitta is up to you. Some might invest according to the Jitta Ranking, some might use Jitta to scan for stocks and then study them in detail again later, some might use it to assess the risk in each stock and then use other technical methods to determine when to buy/sell, or some might use Jitta when investing in turnaround stocks.

The good part is, no matter which way you use Jitta to make profits, you can always learn from it and use it as a standard in investing, enabling you to repeat and scale your investments continuously.

4. Main users of Jitta

If you look at our mission and vision, you will know that any investor can use and adapt our system to their own investment style and experience. We do not limit our target to any specific group.

Speaking of experience, for those who do not have any prior investing experience can also use Jitta to study investing further, and to minimize the chances of losing money from investing in the first time round.

For others who have been in the market for quite some time, Jitta can serve as a reference and as a filter for stocks, and a quick indicator of quality and value, so that investors can quickly filter stocks and study more deeply in detail later.

And for the investors with vast experience in the field, Jitta’s can help you expand your investment territory in other markets outside of your countries, and allow you to view data in the same format with any market in the world.

5. Investing based on Jitta Ranking

Actually, Jitta Ranking was created to prove that the Jitta Score and Jitta Line were methodologically created and are really applicable in investment. Because by just simply investing in the Top 5 Jitta Rankers under the simplest method of buying and selling once per year, we can beat the market’s return.

But the real strategy that we recommend in using Jitta is the investment principle of Warren Buffet: investing in good businesses at reasonable prices, as written in Invest with Jitta.

From what we found, many investors have used Jitta in referencing and filtering stocks and then deciding for themselves rather than following the Jitta Top Rankers alone. Many have had better returns, because the method we show with Jitta Ranking is the easiest, simplest method: buying and selling every 12 months (actual,y if you buy and sell every 6 months, you would get even better returns because you can get rid of stocks whose statements aren’t so great. The reason that we don’t do this is because our purpose was just to prove that we can beat the market with even the simplest method, not to yield higher returns with the cost of complications)

But for those who want to invest based on just the Jitta Ranking, I still believe that you can get good returns that beat the market in the same period of time.

The key is “in the same period of time,” because based on the Jitta Ranking, you’d need to hold the stocks for 12 months and then sell, and so to compare, you’d have to compare results with the market index during that same period. And from what we have proven, we found that no matter at which point in time, investing in her Jitta Top Rankers, and trading every 12 months, the returns always beat the market.

This is because Jitta clearly distinguishes quality stocks and their values so that we can easily decide; and the Jitta Ranking changes every day depending on the fluctuating stock prices, as the higher the prices rise, the less attractive those stocks become.

This makes it almost impossible for the people who use the Top 5 Jitta Ranking to invest to buy the same stocks everyday, because if today there are many who buy stocks A, B, C, D, E, tomorrow these stocks would be pushed from the Top 5 while other stocks would replace them in ranks.

Therefore, the Jitta Ranking at any point in time is the ranking of stocks at that moment, making the Top 5 Rankers stocks that are most attractive to invest in (calculated from the quality and value compared to their prices). So holding them for 12 months will surely yield better returns than the index, which includes tons of other ill-performing stocks during the same period.

And another layer of protection is this: if so many people buy A, B, C, D, E, until their prices are driven up too highly, there won’t be too many who will buy them after that surely, , thus minimizing the chance of making a loss and so returns would still be higher than the market in the same period.

This method is different from the other existing ones where they tell you to buy a list of stocks, without any explanation for investors to analyze and decide, and without knowing whether the list they received is updated or not, whether the prices are now too high. The later comers would then have high chances of losing profits and decreasing their returns.

6. What will happen when many people use Jitta

In terms of return from investing based on Jitta Top Ranking, we don’t think there will be a problem with beating the market, as explained earlier.

For those who decide to invest on their own while applying Jitta’s information to their methods, success really depends on personal skill and the chosen methods. But the main takeaway would be that most investors (and their capital) in the world have great confidence in Jitta.

What this will bring about is the “ideal world of investment.” It will be as though there are no stock markets. The gap between the stock price and the company value would become much narrower, and the stock prices will always fall close to the Jitta Line.

This will decrease the chances of profiting through speculation, and eliminate insider trading because nobody would go buy the stocks whose prices exceed the suitable value by much. Investing would be much more reasonable and everyone would invest with the perspective of investing in good businesses, letting their port grow with these companies.

The hassle and time spent with the stock market would decrease, and everyone would have more time to spend on doing the things they love, while also building their wealth.

This is what we Jitta folks hope to have happened, but in reality, it will probably be too difficult because there is no way that everyone will adopt Jitta, and even if they do, greed and fear from various news and information that different people receive will make them decide differently in the short run.

But anyhow, in the long run, we believe that Jitta will bring stock prices closer to the suitable values much faster than in the past (just like the way the Internet and Excel have sped up our information and analysis process).

7. Zero to One

Lastly, we would like to define Jitta as a “Zero to One” entity, which means that it is something that has never existed before in this world, and so I believe that it will gradually grow and evolve with its users. And one day, the world (users) will be the one that dictates how Jitta is being used, just like the different ways in which we use Google, Facebook, and YouTube according to our own needs.

Having said all this, we still don’t know what will happen in the future, how much change Jitta will bring about, or what will happen to Jitta’s capacity when the large public adopts it… These are things that only time will tell.

The thing that we do know, is this: every day we are happy to know that we are creating something that helps and benefit others, and we have fun in developing and waiting to see which direction Jitta will be headed, and the changes that it will bring about.

# 4 : Learning from your past investments

สิ่งสำคัญที่จะทำให้เราพัฒนาการลงทุนได้ดีขึ้นเรื่อยๆก็คือ การเรียนรู้อย่างไม่สิ้นสุด โดยเฉพาะการเรียนรู้และหาคำตอบให้ได้ว่า การลงทุนของเราที่ผ่านมาทั้งหมดนั้น ทำไมถึงกำไร ทำไมถึงขาดทุน องค์ประกอบ ปัจจัยแต่ละอย่างที่ทำให้เรากำไรหรือขาดทุน มีอะไรบ้าง เพื่อนำมาปรับปรุงให้การลงทุนครั้งใหม่ของเราดีขึ้น มีโอกาสขาดทุนน้อยลง และ มีโอกาสได้กำไรมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นเองครับ

สิ่งสำคัญที่จะทำให้เราพัฒนาการลงทุนได้ดีขึ้นเรื่อยๆก็คือ การเรียนรู้อย่างไม่สิ้นสุด โดยเฉพาะการเรียนรู้และหาคำตอบให้ได้ว่า การลงทุนของเราที่ผ่านมาทั้งหมดนั้น ทำไมถึงกำไร ทำไมถึงขาดทุน องค์ประกอบ ปัจจัยแต่ละอย่างที่ทำให้เรากำไรหรือขาดทุน มีอะไรบ้าง เพื่อนำมาปรับปรุงให้การลงทุนครั้งใหม่ของเราดีขึ้น มีโอกาสขาดทุนน้อยลง และ มีโอกาสได้กำไรมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นเองครับ

ผมเคยมีพูดไว้ใน Jitta 101 แล้วครับว่า ถ้าหากเราต้องการสร้างความมั่งคั่งจากการลงทุนแล้วล่ะก็ เราจะต้องหาวิธีหรือรูปแบบในการทำกำไรให้ได้ และ วิธีนั้นจะต้อง

  • Repeatable : คือ เมื่อเงื่อนไขเหมือนเดิม ควรจะต้องทำกำไรซ้ำได้ทุกครั้ง (หรือเกือบทุกครั้ง)
  • Scalable : คือ เมื่อมีเงินมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ยังสามารถใช้วิธีเดิมในการทำกำไรได้ ทำให้ความมั่งคั่งเติบโตได้เรื่อยๆ

ฟังดูง่ายครับ แต่นี่คือ สิ่งที่หลายๆคนไม่เคยได้ทำและคิดทบทวนเลย เพราะคนจำนวนมากมองตลาดหุ้นเป็นเรื่องของการเสี่ยงโชค หรือ เรื่องของการเล่นตามข่าววงใน ทำให้เมื่อมีกำไรก็ดีใจ เมื่อขาดทุนก็เสียใจ แค่นั้น แต่ไม่เคยมานั่งวิเคราะห์เลยว่า จะทำยังไงให้ได้กำไรตลอด

ดังนั้นใน Jitta Portfolio จึงได้มีฟังค์ชั่นที่เน้นออกแบบมา เพื่อให้เราได้เรียนรู้และพัฒนากลยุทธ์การลงทุนของเราให้ดีขึ้นได้เสมอ ดังนี้

1. Gainer/Loser

เป็นหนึ่งในข้อมูลสำคัญที่อยู่ในหน้า Statistic จะแสดงให้เราเห็นว่า ตั้งแต่ที่เราลงทุนมาทั้งหมดนั้น เราได้กำไรกี่ครั้ง ขาดทุนกี่ครั้ง และเมื่อคิดเป็น % แล้ว เรามีโอกาสได้กำไร (Winning Chance) กี่ครั้ง และขาดทุน (Loss Chance) กี่ครั้ง จากการลงทุน 100 ครั้ง (นับเฉพาะการลงทุนที่มีการซื้อขายจบหมดแล้ว เพื่อให้รับรู้กำไรขาดทุนที่ realized เรียบร้อยแล้วเท่านั้น)

จากรูปตัวอย่าง (ที่นำมาจากการลงทุนใน Jitta Ranking ตั้งแต่สิ้นปี 2008) ก็จะเห็นได้ว่า เราลงทุนไป 35 ครั้ง ได้กำไร 27 ครั้ง คิดเป็นโอกาสในการกำไร 77.1% และขาดทุน 8 ครั้ง คิดเป็นโอกาสในการขาดทุน 22.9% และครั้งที่กำไรและขาดทุนมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ หุ้นอะไร กำไรขาดทุนแค่ไหน

ซึ่งตามที่ Peter Lynch กล่าวไว้ก็คือ ในการลงทุนนั้น ควรจะต้องกำไรอย่างน้อย 6 ครั้ง จากการลงทุน 10 ครั้งครับ ซึ่งถ้าหากเราลงทุนแล้วได้มีโอกาสได้กำไรที่ 77.1% ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีแล้วครับ

นอกจากนั้นก็มีบอก Average Holding Period (หรือ ระยะเวลาในการถือหุ้นโดยเฉลี่ย) ของหุ้นที่เรากำไรและหุ้นที่เราขาดทุนไว้ด้วย เพื่อให้เรามองเห็นภาพว่า กลยุทธ์การถือหุ้นของเราที่ทำให้ได้กำไรนั้น อยู่ที่ประมาณกี่วัน

ซึ่งตัวอย่างที่ใช้มาจาก Jitta Ranking (ซื้อหุ้นแล้วถือไป 12 เดือน) ดังนั้นตัวเลขเลยอยู่ที่ประมาณ 365 วันทั้งฝั่งกำไรและฝั่งขาดทุนครับ แต่ถ้าหากใครที่มีกลยุทธ์การซื้อขายแบบอื่นๆ ตัวเลขนี้ก็จะสะท้อนให้เห็นได้ว่า ระยะเวลาแค่ไหนที่เราลงทุนไปแล้วจะได้กำไรสูงๆครับ

และถ้าหากใครที่ต้องการเข้าไปดูรายละเอียดมากขึ้นว่า ในอดีตที่ผ่านมาทั้งหมด เราทำกำไรได้จากหุ้นตัวไหน และ ขาดทุนจากหุ้นตัวไหนบ้าง ก็สามารถคลิกที่ Gainer หรือ Loser ได้เลย ทาง Jitta Portfolio ก็จะแสดงรายละเอียดของหุ้นที่เรากำไร หรือ ขาดทุน ทั้งหมดออกมาให้เราได้นำไปวิเคราะห์ต่อได้ทันทีครับ

2. Notes

ใน Jitta Portfolio จะมีให้เราสามารถใส่ข้อความเข้าไปในทุก transactions ของเราได้ ดังนั้นเมื่อเราได้กำไร หรือ ขาดทุน และเข้าใจว่าเพราะอะไรถึงเป็นแบบนั้น ก็สามารถบันทึกไว้ได้ตลอด โดยเฉพาะการลงทุนครั้งที่ทำให้เรากำไรมากๆหรือขาดทุนมากๆ เราควรจะเขียนให้ละเอียดและเก็บเป็นบรรทัดฐานไว้ เมื่อเรากลับมาอ่านทบทวนบ่อยๆ ก็จะทำให้เราตัดสินใจลงทุนได้ดีขึ้นแน่นอนครับ

ถ้าเมื่อไหร่ที่เรากำไรมากๆ แล้วไม่สามารถอธิบายได้ แสดงว่ากำไรที่ได้มาน่าจะเป็นเพราะโชคช่วยมากกว่าทักษะในการลงทุนครับ และในกรณีที่เราขาดทุนมากๆแล้วไม่สามารถอธิบายได้ ก็เป็นเพราะว่าเราขาดทักษะหรือตัดสินใจบางอย่างผิดไป ไม่ใช่เพราะว่าโชคร้ายครับ

3. Transaction History

สำหรับใครที่อยากดูประวัติการลงทุนทั้งหมดของตนเอง Jitta Portfolio ก็จะมี Transaction History ให้กลับมาย้อนดูเป็นรายปีได้เลยครับว่า เกิดอะไรขึ้นกับการลงทุนของเราบ้าง ปีไหนที่เราขาดทุนหนักๆ เป็นเพราะเราไปลงทุนพลาดในหุ้นอะไร ก็เข้าไปดู ไปอ่าน Note ที่เราเขียนบันทึกไว้ได้เลยครับ
ทั้งนี้ Transaction History ก็จะเลือกมุมมองได้ 2 แบบ คือ

All Transactions : มุมมองประวัติการซื้อขายหุ้นทั้งหมดของเรา เรียงตามลำดับการซื้อขายปรกติ

Profil/Loss : มุมมองประวัติการซื้อขายหุ้น เป็นรายหุ้น

เพื่อให้เราทราบว่าเราได้กำไรหรือขาดทุนจากหุ้นตัวไหน มากน้อยแค่ไหน

(และในหน้า Transaction นี้ ก็มีให้เลือก Advanced Mode ได้ สำหรับใครที่ต้องการจะเพิ่มเติมหรือแก้ไขข้อมูลต่างๆอย่างรวดเร็วครับ)

ดังนี้แล้ว ถ้าหากเราบันทึกประวัติการลงทุนของเรามาเรื่อยๆ เราก็จะสามารถกลับเข้ามาเรียนรู้ หาข้อดีข้อเสีย ข้อผิดพลาดในการลงทุนของเราได้ง่ายๆตลอดเวลาใน Jitta Portfolio ครับ

ผมก็ขอจบบทความ Jitta Portfolio Series ไว้เพียงเท่านี้นะครับ ใครที่ยังไม่ได้อ่านบทความครั้งก่อนๆของ Jitta Portfolio ก็เข้าไปอ่านได้ที่

Jitta Portfolio Series # 1 : Portfolio Management
http://library.jitta.com/th/article/jitta-portfolio-series-1-portfolio-management

Jitta Portfolio Series # 2 : Asset Allocation
http://library.jitta.com/th/article/jitta-portfolio-series-2-asset-allocation

Jitta Portfolio Series # 3 : Tracking Your Results
https://library.jitta.com/th/article/jitta-portfolio-series-3-tracking-your-results

เมื่อศึกษาเรื่องการจัดการ การวัดผล และการปรับปรุง Portfolio ให้เข้าใจแล้ว ผมเชื่อว่าทุกคนจะสามารถเรียนรู้และพัฒนากลยุทธ์การลงทุนให้ดีขึ้นได้เรื่อยๆอย่างแน่นอนครับ

# 4 : Learning from your past investments

One thing that can help us improve our investment is continuous learning, especially finding explanations as to why our past investment has profited and lost, what were the components and factors for our success and failure in the past, so that we can improve our investments and decrease our chances of making a loss in the future.

One thing that can help us improve our investment is continuous learning, especially finding explanations as to why our past investment has profited and lost, what were the components and factors for our success and failure in the past, so that we can improve our investments and decrease our chances of making a loss in the future.

I have already mentioned this in Jitta 101 that if we want to build our wealth through investing, we have to find methods of making profits. These methods have to be:

  • Repeatable: if conditions are the same, the same method should be able to create profits every time (or almost every time)
  • Scalable: with more money, the same method should be able to create profits in the same manner

Sounds easy, but it is something many have overlooked or never practiced, because most people in the stock market view the whole thing as luck-based, or trading stocks from insider news. So when they profit, they’re happy, when they lose money, they’re sad -no analysis on how to profit continuously.

Therefore, Jitta Portfolio has created functions that help users improve and learn from their investment strategies.

1. Gainer / Loser

This is one of the important Statistics that tells us the amount of times we profit, ever since we started investing, and calculate the percentage of our Winning Chance (the opportunity for us to make profits) and Loss Chance. (Taking into account only the realized sales/purchases)

From the example (from the investing using Jitta Ranking since 2008), we will see that we invested 34 times, profiting 27 times; so the calculated chance of profit is 77.1%. We lost 8 times, so therefore, the loss chance is 22.9%. We can also see which are the top 3 stocks that have the highest profits and losses, and how much from each.

As Peter Lynch preached, in investment, you should profit at least 6 times from your 10-time investment. So if you have a 77.1% chance of profiting, it is considered to be quite good.

Apart from this, Jitta Portfolio also displays the Average Holding Period of the stocks that we profit and lose from, so that we can see the time period for when we made profits (i.e. around how many days), in which our example is the stocks from Jitta Ranking (holding them for 12 months); both profitable and non-profitable stocks are held around 365 days. But if somebody else has a different strategy in buying/selling stocks, this number will reflect the time period we invested that will yield the highest profit.

For those of you who want further details about how much we profit/lose and from which stocks in the past can click the Gainer/Loser icon on Jitta Portfolio. It will display this information.

2. Notes

In Jitta Portfolio, you can add in comments and notes in every transaction you make. So when you make profit/loss, you can see the reasons behind that, as you can record data constantly. Especially with times that we gained huge amounts or lose huge amounts, we should record the details so as to remind ourselves next time and improve our investment.

Whenever we make high profits but are unable to explain the cause, then perhaps this gain came from luck rather than skill. When we make huge losses and are unable to explain them, it shows that we lack skills or made a wrong decision (not because of bad luck).

3. Transaction History

For those who want to view their entire investment history, Jitta Portfolio has the Transaction History function for you to revert back and study each year carefully -what happened with your investment, which are the years we made losses, and why (we can read from our Notes).

Within Transaction History, we can view two types of information:

All Transactions : showing all of your transactions by order

Profit/Loss : showing your history of transactions by individual stocks, so that we will know how much profit/loss we made from each stock

(In addition, you can choose the Advanced mode on the Transaction page, for those who want to add or alter other information)

__

With all this, we would be able to record all our investment history, and can access them to learn, find strong and weak points in our investments in the Jitta Portfolio.

And that’s the end of our Jitta Portfolio Series! For those of you who haven’t read the previous ones, you can do so at these following links:

Jitta Portfolio Series # 1 : Portfolio Management

http://library.jitta.com/en/article/jitta-portfolio-series-1-portfolio-management

Jitta Portfolio Series # 2 : Asset Allocation

https://library.jitta.com/en/article/jitta-portfolio-series-2-asset-allocation

Jitta Portfolio Series # 3 : Tracking Your Results

https://library.jitta.com/en/article/jitta-portfolio-series-3-tracking-your-results

After studying up on how to manage, plan and improve your Portfolio, I have no doubt that everyone can learn from and improve their investment strategies for the future.

# 3 : Tracking your Results

สำหรับในวันนี้เราก็มาพูดกันถึงเรื่องง่ายๆที่หลายๆคนมองข้าม แต่จริงๆแล้ว เป็นกระบวนการที่มีความสำคัญมากในการทำงานทุกอย่าง รวมทั้งการลงทุนด้วยครับ นั่นก็คือ การวัดผล นั่นเองครับ

สำหรับในวันนี้เราก็มาพูดกันถึงเรื่องง่ายๆที่หลายๆคนมองข้าม แต่จริงๆแล้ว เป็นกระบวนการที่มีความสำคัญมากในการทำงานทุกอย่าง รวมทั้งการลงทุนด้วยครับ นั่นก็คือ การวัดผล นั่นเองครับ

สำหรับในวันนี้เราก็มาพูดกันถึงเรื่องง่ายๆที่หลายๆคนมองข้าม แต่จริงๆแล้ว เป็นกระบวนการที่มีความสำคัญมากในการทำงานทุกอย่าง รวมทั้งการลงทุนด้วยครับ นั่นก็คือ การวัดผล นั่นเองครับ

ผมเองได้เรียนรู้คำๆนึงมาตั้งแต่เริ่มทำธุรกิจใหม่ๆก็คือ “You can not improve what you can’t measure” แปลง่ายๆว่า “ถ้าเราวัดผลไม่ได้ เราก็ไม่ทำให้ดีขึ้นได้” ดังนั้นถ้าหากเราลงทุนไปเรื่อยๆ โดยไม่เคยมีการวัดผล ไม่เคยรู้เลยว่า เราทำผลตอบแทนได้ดีแค่ไหน ได้ตามเป้าที่ตั้งไว้หรือเปล่า แล้วจะทำให้ดีขึ้นได้อย่างไร เราก็จะเหมือนเรือที่ว่ายวนอยู่ในอ่าง และ พอร์ตการลงทุนเราก็คงจะไม่เติบโตเท่าที่ควร

อย่างที่บอกไว้ใน Jitta Portfolio Series # 1 ครับว่า การดูแค่ Total Gain โดยไม่คำนึงถึงระยะเวลาในการลงทุนนั้นไม่ได้ช่วยวัดผลอะไรเท่าไหร่ การดูผลตอบแทนเป็นรายปี คือ สิ่งที่ช่วยให้เรามองเห็นผลงานตนเองได้ดีกว่ามาก และ ถ้าเราตั้งใจจะลงทุนสร้างทรัพย์สินเพื่ออนาคตอย่างจริงจัง การดูสถิติผลตอบแทนรายปี หลายๆปี (รวมทั้งผลตอบแทนทบต้นต่อปี) เทียบกับเป้าหมายที่เราตั้งไว้เป็นเรื่องสำคัญมาก
Jitta Portfolio จึงมีหน้า Statistic ขึ้นมา เพื่อรวบรวมผลตอบแทนการลงทุนระยะยาวของเรา รวมทั้งสถิติสำคัญต่างๆที่เราสามารถนำไปเป็นข้อมูลในการพัฒนากลยุทธ์การลงทุนของเราได้ครับ

1. วัดผลตอบแทนการลงทุนเทียบกับดัชนีหลัก (เช่น SET 50)

เนื่องจากการลงทุนในดัชนีหุ้น ในระยะยาวแล้วเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนได้ดีกว่าเงินเฟ้อ หรือ การซื้อพันธบัตร ดังนั้นเวลาที่เราลงทุนเอง อย่างน้อยที่สุด เราควรจะต้องเอาชนะผลตอบแทนของดัชนีได้นั่นเอง (ถ้าเราแพ้ ก็ หมายความว่า เราควรจะหยุดลงทุนเอง แล้วไปซื้อกองทุนดัชนีจะดีกว่าครับ)

ซึ่งใน Jitta Portfolio นั้น ก็จะแสดงกราฟและตารางการเติบโตของพอร์ตเราตั้งแต่ปีที่เราเริ่มลงทุน (หรือเริ่มใส่ข้อมูลใน Jitta) แล้วเทียบกับการเติบโตของ SET 50 (หรือ การเติบโตของพอร์ตเรา ถ้าหากเราเข้าซื้อเฉลี่ยหุ้นทุกตัวใน SET 50)

จากภาพตัวอย่างก็จะเห็นว่าตั้งแต่ปี 2009 เป็นต้นมานั้น ถ้าหากเราลงทุนใน SET 50 พอร์ตเราจะโตขึ้นประมาณ 3.3 เท่า จากเงิน 1 ล้านบาทที่ลงทุนไป ตอนนี้ก็จะเป็นประมาณ 3.3 ล้านบาท ในขณะที่ถ้าหากเราลงทุนใน Jitta Top 5, Top 10 (ที่แสดงในตัวอย่าง) พอร์ตจะโตขึ้นประมาณ 7.4 เท่า จากเงิน 1 ล้านบาท จะกลายเป็น 7.4 ล้านบาท หรือ มากกว่าการลงทุนใน SET 50 ประมาณเท่ากว่าๆ

ถ้าให้ดี นอกจากดูกราฟระยะยาวว่า ผลตอบแทนของเราชนะผลตอบแทนของ SET 50 ขาดแล้ว ก็ควรจะดูในตารางผลตอบแทนรายปีเพิ่มเติมด้วยว่า ผลตอบแทนเราชนะตลาดทุกปีหรือเปล่า ถ้าชนะทุกปีก็มีความสุข แต่ถ้าหากดูแล้วมีปีไหนที่แพ้ตลาด ก็ควรจะหาข้อบกพร่องของเราให้เจอว่า ผิดพลาดเพราะซื้อหุ้นตัวไหน และทำไมถึงขาดทุนหนักๆครับ

ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ เราจะมองเห็นและเรียนรู้จากการลงทุนที่ผิดพลาดของเราได้มากขึ้น และ จะทำให้เราลงทุนได้ดีขึ้นเรื่อยๆในครั้งต่อๆไปครับ

2. ดูการเติบโตของพอร์ตเทียบกับ Jitta Line

อย่างที่เคยบอกไปครับว่า การลงทุนที่จะทำให้เราสบายใจนั้น เมื่อเราได้เริ่มลงทุน ซื้อหุ้นเข้าพอร์ตแล้ว อย่าพยายามไปยึดติดกับหุ้นรายตัวในพอร์ตมากเกินไป พยายามมองทุกอย่างในภาพรวม แล้วค่อยไปค้นหาว่าอะไรที่ผิดปรกติเป็นเรื่องๆไป

ดังนั้น Jitta Portfolio จึงได้จัดทำ Jitta Line ของพอร์ตขึ้นมาให้เทียบกับ การเติบโตของพอร์ต เลยกว่า ปัจจุบันมูลค่าสุทธิของพอร์ตเรา (ตามราคาตลาด) นั้น กำลัง สูงหรือต่ำกว่า มูลค่าที่แท้จริงของพอร์ต (ในมุมมองการทำธุรกิจ) มากน้อยแค่ไหนครับ

ทำให้เราสามารถมอง Portfolio ของเรา เหมือนกับบริษัทๆนึงได้เลยครับ เพราะมีทั้ง Jitta Score และ Jitta Line และมองเห็นภาพได้ชัดเจนว่า ราคาตลาดอยู่สูงหรือต่ำกว่า Jitta Line เท่าไหร่ ทำให้เราสามารถมองเห็นได้ง่ายว่าพอร์ตเรามีอะไรที่ผิดปรกติบ้างหรือยัง จากนั้นก็ไปใช้งานส่วนอื่นๆของ Jitta Portfolio เพื่อปรับพอร์ตของเราให้ดีขึ้นได้ง่ายๆครับ

และแน่นอนครับ พยายามปรับพอร์ตให้ Jitta Score สูงๆ และ Jitta Line สูงขึ้นเรื่อยๆทุกปี เดี๋ยวมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของพอร์ตเราก็จะเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆเอง โดยไม่ต้องไปคิดอะไรมากครับ

3. ให้ความสำคัญกับอัตราผลตอบแทนทบต้น

ในโลกของการลงทุน อัตราผลตอบแทนทบต้น คือ สิ่งที่สำคัญมาก และเราควรจะต้องคอยหมั่นตรวจสอบดูว่า เราสามารถทำผลตอบแทนทบต้นได้ในอัตราเท่าไหร่ มากหรือน้อยกว่า เป้าหมายที่ตั้งไว้ครับ

โดยทั่วไปแล้ว เมื่อเราลงทุนเป็นระยะเวลายาวนานหลายสิบปี อัตราผลตอบแทนทบต้นของทุกคนจะอยู่ที่ประมาณไม่เกิน 20% ต่อปี ดังนั้นเราก็ควรจะตั้งเป้าผลตอบแทนระยะยาวของเราไว้ประมาณนี้ จะได้ไม่เครียดจนเกินไป เพราะสุดท้ายแล้วนักลงทุนระดับโลกทุกคนก็ทำผลตอบแทนได้ประมาณนี้ทั้งหมดครับ

ในหน้า Statistic ของ Jitta Portfolio ก็จะมีบอก จำนวนปีที่เราลงทุนมา พร้อมกับอัตราผลตอบแทนทบต้นต่อปีเอาไว้ให้เห็นง่ายๆครับ ถ้าอยากจะดูแบบละเอียดรายปี ก็เลื่อนลงมาดูด้านล่างในตารางผลตอบแทนรายปีได้ครับ

จากตัวอย่างก็จะเห็นว่า ผลตอบแทนทบต้นต่อปีของเราอยู่ที่ 39.71% ต่อปี ในขณะที่ของ SET50 อยู่ที่ 22.15% ต่อปี เท่ากับว่าเราชนะทั้ง SET 50 และ ชนะทั้งเป้าหมายการลงทุนที่ 20% ต่อปีทั้งหมดครับ ก็ถือว่าทำได้ดีแล้ว แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ผลตอบแทนเราเริ่มลดลง เราก็ต้องเริ่มมองหาข้อผิดพลาดและปรับปรุงแก้ไขในทันทีครับ

ทั้งนี้ในเรื่องของผลตอบแทนทบต้นนั้น มีจุดสำคัญจุดนึงที่คนมักจะลืมกันไป ทำให้ผลตอบแทนทบต้นที่คำนวณได้ผิดพลาด นั่นก็คือ เรื่องผลกระทบของการเอาเงินสดเข้าออกจากพอร์ตครับ

เช่น ในปี 2009 ถ้าเราเริ่มลงทุนที่ 1 ล้าน แล้วทำกำไรได้นิดๆหน่อยๆมาเรื่อยๆ จนในปี 2013 พอร์ตโตขึ้นเป็น 2 ล้านบาท แล้วในปี 2014 เราใส่เงินเพิ่มเข้าไปในพอร์ตเพื่อซื้อหุ้นเพิ่มอีก 6 ล้านบาท เราจะคำนวณว่าเงินต้นเรา 1 ล้าน ลงทุนมา 6 ปี พอร์ตโตขึ้นจาก 1 ล้าน กลายเป็น 8 ล้านบาท ได้ผลตอบแทนทบต้นที่ประมาณ 41.42% ต่อปี แบบนี้ก็จะผิดทันทีครับ (เพราะเราใส่เงินเพิ่มเข้ามาเองอีกตั้ง 6 ล้านบาทในปีสุดท้าย ไม่ใช่เงินที่เติบโตขึ้นจากความสามารถในการลงทุนของเราครับ)

คราวนี้มาดูจากตัวอย่างจริงๆในภาพตารางผลตอบแทนนั้น ก็จะเห็นได้ว่า พอร์ตเราเติบโตขึ้นจาก 1 ล้านบาท ในปี 2009 เป็นประมาณ 8.02 ล้านบาทในปี 2014 ซึ่งถ้าคิดผลตอบแทนทบต้นแบบนี้เลยก็จะได้ 41.48% ต่อปี แต่ถ้าไปดูให้ดีๆจะเห็นว่าในปี 2012 มีการเพิ่มเงินเข้ามา (ทรัพย์สินเริ่มต้นปี 2012 มากกว่า ทรัพย์สินสิ้นปี 2011) และในปี 2013 มีการถอนเงินออกไปจากพอร์ต (ทรัพย์สินเริ่มต้นปี 2013 น้อยกว่า ทรัพย์สินสิ้นปี 2012) ซึ่งเราจำเป็นจะต้องนำเรื่องนี้มาคิดด้วย และ ตัดผลกระทบจากการนำเงินสดเข้าออก ออกไปจากการคำนวณผลตอบแทนทบต้นครับ

ซึ่งเมื่อเราตัดผลกระทบเรื่องเงินสดเข้าออกไปแล้ว จะพบว่า พอร์ตเราจะเติบโตขึ้นเป็นมูลค่าประมาณ 7.44 ล้านบาทเท่านั้นในปีล่าสุด (แสดงในบรรทัด total gain ด้านล่าง เป็น ending aseets ล่าสุด) ไม่ใช่ 8.02 ล้านบาท ทำให้ผลตอบแทนทบต้นของเราอยู่ที่ 39.71% ต่อปี ไม่ใช่ 41.48% ต่อปีครับ

ดังนั้นแล้ว ถ้าเราบันทึกข้อมูลการลงทุนของเราทุกอย่างลงใน Jitta Portfolio ก็มั่นใจได้ครับว่า เราจะได้ข้อมูลต่างๆ รวมทั้งผลตอบแทนการลงทุนที่ถูกต้อง เพื่อให้เราวัดผลและปรับปรุงตัวเองได้ครับ

4. เรียนรู้ว่ากลยุทธ์การลงทุนแบบไหนที่ทำกำไรได้ แบบไหนที่ขาดทุน

ข้อนี้เป็นอีกเรื่องที่น่าสนใจ และหลายคนขาดไป ลงทุนมานานแต่ไม่เคยรู้เลยว่า ทำไมตัวเองได้กำไร ทำไมตัวเองขาดทุน สาเหตุง่ายๆก็เพราะว่า ไม่มีกลยุทธ์การลงทุนที่ชัดเจน และไม่เคยเก็บบันทึกไว้ว่า หุ้นตัวไหนที่เราได้กำไร เพราะอะไร หุ้นตัวไหนที่เราขาดทุน เพราะอะไร นั่นเองครับ เลยทำให้ไม่มีข้อมูลในการพัฒนารูปแบบการลงทุนของตัวเอง

Jitta Portfolio ช่วยได้ยังไง ไว้มาต่อกันครั้งหน้านะครับ น่าสนใจแน่นอนครับ

ปล. ใครที่ยังไม่ได้อ่านบทความเรื่อง Jitta Portfolio Series ตอนที่ 1, 2, 4 เข้าไปอ่านได้ที่

Jitta Portfolio Series # 1 : Portfolio Management
http://library.jitta.com/th/article/jitta-portfolio-series-1-portfolio-management

Jitta Portfolio Series # 2 : Asset Allocation
http://library.jitta.com/th/article/jitta-portfolio-series-2-asset-allocation

Jitta Portfolio Series # 4 : Learning from your past investments
https://library.jitta.com/th/article/jitta-portfolio-series-4-learning-from-your-past-investments

ปปล. ใครที่ยังไม่เคยได้ใช้งาน Jitta Portfolio ลองเข้าไปใช้ได้เลยที่ http://www.jitta.com/portfolio

# 3 : Tracking your Results

In this article, we will discuss something very simple, yet overlooked by many, and is actually a very important process in any work setting, including in investing: tracking your results.

In this article, we will discuss something very simple, yet overlooked by many, and is actually a very important process in any work setting, including in investing: tracking your results.

I have come across this statement ever since I started working: “You cannot improve what you can’t measure.” If you continue to invest without measuring your results… you never know how much returns you generate, whether it meets your target or not, and how you will improve, then you will be like a toy ship that speeds around in circles in the same pool.

As mentioned in Jitta Portfolio Series # 1, looking only at your Total Gains without considering the time frame of investment does not reflect much of anything. Looking at yearly returns will allow us to see a clearer picture of the result; and if you’re serious in creating future wealth, then you should look at the yearly stats from many years (including compounded returns each year) and compare them with your own target.

This is why Jitta Portfolio has the Statistic page, which combines your returns in the long-run including other important stats that you can use to help improve your investment decisions.

1. Measuring your returns compared to the main index (i.e. SET 50)

Since investing in the stock index in the long-run generates better return than the inflation rate, or buying bonds, therefore, when if we’re going to invest by ourselves, we should beat the index’s return at the very least (If we lose to it, then we should stop investing by ourselves and just purchase index funds).

The Jitta Portfolio displays a graph of your port’s growth in each year since you first started investing (or when you first started keying data into Jitta) and will compare the results to the growth of SET 50 (or basically, your growth if you purchase, on average, every stock in SET 50)

From the example, you will see that since 2009, if we invested in the SET 50 port, we will have about a 3.3% growth. One million baht becomes 3.3 million baht. Whereas if we invested in Jitta’s Top 5, Top 10 (as shown in the example), our port would have grown 7.4%. One million Baht becomes 7.4 million baht. This is more than double of SET 50‘s return.

For better results, apart from looking at the long-term graph of our returns compared to SET 50, we should also look at the chart of returns per year, whether our returns beat the market every year or not. If you beat it every year then good for you, but if some years you lose to the market, then you should figure out why, where was your mistake, and why did you lose profit?

If you continue to track, you will see the errors in your investment, which will allow you to improve in the future.

2. Examine your port’s growth and compare it to the Jitta Line

Like I said, in order to have a happy and worry-free investment, when you start investing, try not to be too fixated on individual stocks in the port. Try to look at the big picture, and then figure out the mistakes or abnormality in the port as you go along.

This is the reason Jitta Portfolio allows you to compare your port’s growth with the Jitta Line, and see whether presently the port’s net book value (according to market price) is higher or lower than the true vavlue of the port (assessed from a business point of view).

This enables us to view our Portfolio the way we would view a business, because there’s both the Jitta Score and Jitta Line, and we’re about to clearly see whether the price is higher or lower than the Jitta Line, and how much; hence allowing us to see abnormalities in our port, and then use the other tools in Jitta Portfolio to readjust and improve it.

OF course, if we try to adjust the port so that we have high Jitta Scores and a rising Jitta Line, our net book value will continue to grow undoubtedly.

3. Give importance to the compounded return rate

In the world of investment, the compounded return rate is extremely important, and we should constantly evaluate how much compounded return we are able to generate, and whether it is more or less than our target.

Generally when investing in the long-run for tens of years, the compounded return rate for most investors will be no more than 20% per year. So we should set our yearly target around this percentage, to avoid stressing out too much, because even the world-class investors get around this rate of return.

On Jitta Portfolio’s Statistic page, you will clearly see the amount you invested and the compounded return. However, if you want further details per year, you can scroll down to see the returns chart. From the example, you will see that our compounded rate of return is at 39.71% per year, while SET50’s is at 22.15% per year, meaning we beat SET 50 and our target at 20% per year. This is a great sign. But if one day, our return starts to decrease, we may need to spot errors and improve our port.

That said, one mistake that people tend to forget, which alters the real return amount is the result from transacting cash in and out of the portfolio.

For example, in 2009, if we start investing with 1 million Baht, and managed to generate incremental profits up until 2013, where our port has grown to 2 million Baht, and in 2014, we inject more cash into the port to buy 6 million Baht worth of stocks, we calculate: our initial investment of 1 million baht, invested for 6 years becomes 8 million Baht; our compounded return rate is at 41.42% per year… is immediately wrong! (Because we increased our own capital of 6 million Baht during the last year, and so it doesn’t count. This is not the money that grew from our investments, but from our own injection of cash.

So now let’s look at it more carefully. In the returns chart, we will see that our port grew from 1 million Baht from 2006 to 8.02 million Baht in 2014, which is a 41.48% compounded growth, but tif we examine more carefully, we will see that in 2012, there was an injection of cash (Assets at the beginning of 202 is more than assets in 2011) and in 2013, there’s been a withdrawal of money from the port (Assets at the beginning of 2013 is lower than Assets at the end of 2012). We have to factor this in, as to not skew the results from drawing cash in and out of the port to affect the return figure.

Once we are able to remove the influence of cash in/out of the port, we will find that the port grows to 7.44 million Baht in the latest year (as shown in the Total Gain at the bottm as Ending Assets). This is not the 8.02 milion Baht value, making the correct compounded return rate 39.71 per year, not 41.48% per year as we calculated earlier.

Therefore, if you were to record our data in Jitta Portfolio, you can be confident that the information and figures including the returns from investment, are correct. So you can easily evaluate how you’re doing accurately.

4. Study the investment strategies that create profit and ones that create losses.

This is another interesting topic, and is something that many investors are still missing. Some have been investing for many years, but they have no idea why they are making profit or why they are losing money. This is because they do not have clear strategies in investmen, and never record stocks that make you profit/loss and why -so they have no information to help improve their investment.

Jitta Portfolio can help you with that (to be continued)

P.s. For those of you who haven’t ready Jitta Portfolio Series 1, 2, and 4, please visit the following links to view them:

Jitta Portfolio Series # 1 : Portfolio Management

http://library.jitta.com/en/article/jitta-portfolio-series-1-portfolio-management

Jitta Portfolio Series # 2 : Asset Allocation

https://library.jitta.com/en/article/jitta-portfolio-series-2-asset-allocation

Jitta Portfolio Series # 4 : Learning from your past investments
https://library.jitta.com/en/article/jitta-portfolio-series-4-learning-from-your-past-investments

P.p.s. Those who haven’t checked out Jitta Portfolio can do so at: http://www.jitta.com/portfolio

# 2 : Asset Allocation

สำหรับวันนี้เราก็มาทำความเข้าใจอีกเรื่องนึงที่สำคัญมากกับการลงทุนดีกว่าครับ นั่นก็คือ เรื่องของ Asset Allocation ว่า เราควรจะมีแนวทางการกระจายการลงทุนในหุ้นต่างๆอย่างไรดีครับ

สำหรับวันนี้เราก็มาทำความเข้าใจอีกเรื่องนึงที่สำคัญมากกับการลงทุนดีกว่าครับ นั่นก็คือ เรื่องของ Asset Allocation ว่า เราควรจะมีแนวทางการกระจายการลงทุนในหุ้นต่างๆอย่างไรดีครับ

คนส่วนมากไม่เคยมีแผนการตรงนี้อย่างชัดเจน เลยทำให้สัดส่วนการลงทุนในหุ้นต่างๆมั่วไปหมด สุดท้ายแล้วผลตอบแทนโดยรวมของพอร์ตก็อาจจะไม่ดีเท่าไหร่ โดยเฉพาะเมื่อพอร์ตของเราใหญ่ขึ้นเรื่อยๆครับ
ดังนั้นสิ่งที่เราควรคำนึงถึงในเรื่องของ Asset Allocation ก็จะมีดังนี้ครับ

1. มองทุกอย่างเทียบเป็น % มากกว่ามองที่จำนวนเงิน

ตอนที่เรามีเงินลงทุน 100,000 บาท การที่เราไปซื้อหุ้นตัวนึง 50,000 บาท เราอาจจะรู้สึกเฉยๆ เพราะก็แค่เงิน 50,000 บาท ต่อให้เกิดอะไรขึ้น เราก็หาใหม่ได้ไม่ยากอะไรใช่ไหมครับ

แต่ถ้าหากเรามีเงินลงทุน 10,000,000 บาท การที่เราไปซื้อหุ้นตัวนึง 5,000,000 บาท เราอาจจะรู้สึกว่าเสี่ยงมากขึ้น เพราะถ้าหากว่าเกิดอะไรผิดพลาด นั่นหมายความว่าเงิน 5 ล้านจะหายไป และเราอาจจะต้องใช้เวลานานมากกว่าที่จะหากลับคืนมาได้

ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้ว ทั้ง 2 กรณีนั้น มีความเสี่ยงต่อพอร์ตการลงทุนของเราเท่ากัน เพราะว่าได้ใช้เงินลงทุนเป็นสัดส่วน 50% ของเงินลงทุนเหมือนกันครับ

{อย่างในกรณีของคุณปู่ล่าสุดที่มีข่าวว่าขาดทุนหุ้น 65,000 ล้านบาท (2 พันล้านเหรียญ) พาดข่าวดูเหมือนจะเยอะมากนะครับ แต่ความจริงแล้วคุณปู่มีพอร์ตการลงทุนอยู่ 67 พันล้านเหรียญ การขาดทุนแค่ 2 พันล้านเหรียญนั้น คิดเป็นแค่ประมาณ 3% ของพอร์ตทั้งหมดเท่านั้นเอง ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรครับ}

ดังนั้นเวลาวัดผลตอบแทน หรือ ดูสัดส่วนการลงทุนทุกอย่าง เราควรจะมองและวัดผลเป็น % เมื่อเทียบกับทรัพย์สินการลงทุนทั้งหมดที่เรามี (รวมเงินสดที่อยู่ในพอร์ตด้วย) ก็จะทำให้เรามองเห็นภาพการลงทุนที่ชัดเจนขึ้นในทุกๆส่วนครับ และจะทำให้เราไม่มีปัญหาการจัดสัดส่วนการลงทุนเวลาที่พอร์ตของเราโตขึ้นเรื่อยๆครับ

ซึ่งใน Jitta Portfolio ก็จะมีการแสดง Asset Allocation ออกมาเป็น % ให้เห็นชัดเจนที่ด้านล่างของ Portfolio ครับ โดยจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภทด้วยกัน คือ

  • Asset Allocation ด้านประเภทของหุ้น จะประกอบด้วย Stock Symbol, Industry, Sectors
  • Asset Allocation ด้านพื้นฐานของธุรกิจ จะประกอบด้วย Jitta Score, Jitta Factor
  • Asset Allocation ด้านความถูกแพงของหุ้น ก็คือตาม % Above/Below Jitta Line

ก็จะทำให้เราจัดสัดส่วนการลงทุนตามที่ต้องการได้ง่ายขึ้นครับ

2. กำหนดกลยุทธ์และสัดส่วนการลงทุนแต่ละครั้งให้สอดคล้องกับความเสี่ยงและความมั่นใจของเรา

เมื่อเรามองสัดส่วนการลงทุนเป็น % แทนที่จะเป็นตัวเลขแล้ว สิ่งถัดมาที่ต้องทำก็คือ การกำหนดกลยุทธ์และสัดส่วนการลงทุนของตนเองครับ

ตัวอย่างเช่น การกำหนดวงเงินลงทุนขั้นต่ำสุด และ สูงสุดของหุ้นแต่ละตัว (เป็น % เทียบกับเงินลงทุนทั้งหมด)

คนส่วนมากมักจะไม่เคยกำหนดสัดส่วนเงินลงทุนเลยทำให้ มักจะเกิดสถานการณ์ประมาณว่า หุ้นตัวที่กำไรเยอะๆดันซื้อไปแค่นิดเดียว แต่หุ้นที่ขาดทุนดันซื้อเยอะ ไปๆมาๆ พอร์ตเลยขาดทุน เช่น

  • หุ้นที่แม้จะทำกำไรให้เราได้ 100% แต่เราลงทุนเป็นสัดส่วนแค่ 5% ของพอร์ต เท่ากับเราจะได้กำไรมาแค่ 5% ของพอร์ตเท่านั้นเอง
  • หุ้นที่เราขาดทุน 50% แต่ถ้าหากเราลงทุนไป 20% ของพอร์ต ก็เท่ากับเราขาดทุนไป 10% ของพอร์ต

ซึ่งเมื่อรวมผลตอบแทนของทั้ง 2 ตัวแล้ว พบว่าเราขาดทุนอยู่ที่ 5% ของพอร์ต แบบนี้เป็นต้น

ดังนั้นเราจึงควรกำหนดสัดส่วนการลงทุนขั้นต่ำสุดและสูงสุดเอาไว้เสมอ เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ดี ในขณะที่มีการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสมครับ

ซึ่งสัดส่วนการลงทุนขั้นต่ำนั้น คุณปู่บอกไว้ว่า ถ้าหากเราไม่มั่นใจที่จะลงทุนในหุ้นใดอย่างน้อย 10% ของเงินลงทุน ก็ไม่ควรจะไปลงทุนในหุ้นนั้นเลยแม้แต่บาทเดียวครับ เพราะว่าการลงทุนแบบกระจายมากเกินไป ต่อให้บางตัวได้ผลตอบแทนที่ดี ก็ไม่ช่วยให้พอร์ตโดยรวมของเราเติบโตเท่าไหร่ครับ

ดังนั้นสัดส่วนเงินลงทุนขั้นต่ำในหุ้นแต่ละตัว ควรจะอยู่ที่ประมาณ 10% ของเงินลงทุนทั้งหมดที่มี ณ เวลาที่จะลงทุนครับ

ถ้าหากว่าเราไปเจอหุ้น A ที่ต้องการลงทุนมาก แต่ปรากฏว่าเรามีเงินสดซื้อได้แค่ 5% ของพอร์ตเท่านั้น สิ่งที่เราต้องทำก็คือ การนำหุ้น A ไปเปรียบเทียบกับหุ้นอื่นๆในพอร์ตของเรา จากนั้นก็ต้องขายหุ้นในพอร์ตที่มองในเชิงคุณภาพและมูลค่าแล้วแย่กว่าหุ้น A เพื่อนำเงินมาลงทุนในหุ้น A นั่นเองครับ เพียงเท่านี้เราก็จะสามารถปรับพอร์ตมาลงทุนในหุ้น A ได้ตามสัดส่วนที่เราต้องการ ซึ่งก็จะทำให้พอร์ตโดยรวมมีโอกาสทำกำไรได้มากขึ้นในระยะยาวครับ

และสำหรับหุ้นตัวที่เรามั่นใจมากกว่าปรกติ เราก็สามารถลงทุนได้มากกว่า 10% ครับ แต่จะสูงแค่ไหนก็อยู่ที่ความมั่นใจของเรา ถ้าตัวไหนที่เรามั่นใจมาก เราอาจจะลงทุน 50% ก็ได้ แต่ก็ควรจะกำหนดสัดส่วนไว้หน่อย เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการตัดสินใจผิดพลาดของเราครับ

อย่างกรณีของผมนั้นก็มักจะกำหนดสัดส่วนการลงทุนสูงสุดไว้ที่ 30% ของพอร์ตครับ เพราะต่อให้ผิดพลาดและขาดทุนหนักราวๆ 50% ของเงินที่ลงทุนไปในหุ้นตัวนั้น ก็ยังเสียหายเพียงแค่ 15% ของพอร์ตรวมครับ แต่ส่วนมากแล้วหุ้นที่เราลงทุนมากๆ เรามักจะต้องศึกษามาอย่างดี และ มั่นใจมากๆแล้วครับ ดังนั้นโอกาสที่จะขาดทุนถึง 50% ก็แทบไม่ค่อยมีอยู่แล้วครับ พลาดจริงๆก็อาจจะขาดทุนแค่ไม่เกิน 20% เท่านั้น เท่ากับว่าจะขาดทุนเพียงแค่ไม่เกิน 6% ของพอร์ตลงทุนโดยรวมเท่านั้นเอง ซึ่งก็ไม่ใช่ปัญหาหนักอะไรมากมายครับ

(อันนี้ นับการขาดทุนเฉพาะที่ตัดสินใจผิดพลาด และต้องขายออกมานะครับ ไม่นับว่าซื้อไปแล้วราคาลดลงเพราะความแปรปรวนของตลาดหุ้น แบบนั้นสักพัก เดี๋ยวราคาก็จะกลับขึ้นมาเอง ไม่มีอะไรต้องกังวลครับ)

นอกจากกำหนดสัดส่วนขั้นต่ำสุด สูงสุด ของหุ้นรายตัวแล้ว เราก็ควรจะกำหนดสัดส่วนขั้นสูงสุดของการซื้อหุ้นในอุตสาหกรรมเดียวกันด้วยนะครับ เช่น ไม่เกิน 40% ของพอร์ตเป็นต้น เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดกับทั้งอุตสาหกรรมได้ครับ

เมื่อเรามีสัดส่วนการลงทุนที่ดีพอ และมองที่ผลตอบแทนรวมของพอร์ตเป็นหลัก เราก็จะมีความสุขจากการลงทุนขึ้นเยอะครับ เพราะเวลาที่เราขาดทุนจากหุ้นแต่ละตัวนั้น แทบจะไม่ได้กระทบอะไรกับการลงทุนโดยภาพรวมเลยครับ

{จริงๆแล้ว ใน Jitta Strategy เองนั้นก็แนะนำว่า สำหรับคนที่ไม่ค่อยมีความรู้ด้านการบริหารพอร์ตนั้น วิธีการที่ง่ายที่สุดคือ การลงทุนในหุ้น 5-10 ตัว โดยเฉลี่ยตัวละเท่าๆกัน ก็จะทำให้เงินลงทุนแต่ละครั้งอยู่ที่ประมาณ 10%-20% ของพอร์ต ซึ่งก็ค่อนข้างเป็นกลยุทธ์ที่ดีอยู่แล้วครับ ใครจะนำไปใช้ตามนั้นเลยก็ได้ครับ}

3. วิเคราะห์และกำหนดความแข็งแกร่งของพอร์ตการลงทุนในรูปแบบที่ต้องการ

ใน Jitta Portfolio ตรง Asset Allocation Pie Chart ของ Jitta Score ก็จะช่วยให้เราปรับพอร์ตได้ง่ายขึ้นครับ เพราะทำให้เราเห็นว่าบริษัทแม่ของเรา (ตามหลักการลงทุนในหุ้นเหมือนลงทุนในธุรกิจ) หรือ พอร์ตโดยรวมของเรานั้น มีการกระจายตัวอยู่ในทรัพย์สินที่มีความแข็งแกร่งด้านไหนเท่าไหร่บ้างครับ

ดังนั้นถ้าหากเราใช้มุมมองทางธุรกิจมาดูภาพรวมพอร์ตของเราก็จะง่ายขึ้นมากครับ เพราะเราสามารถวิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อนของพอร์ตเราได้เลย เราอยากได้บริษัทลูกที่แข็งแกร่งแค่ไหน ด้านไหน เท่าไหร่ ก็สามารถจัดการได้ตามต้องการครับ

เช่น ถ้าหากเราต้องการให้พอร์ตของเราปลอดภัยจากปัญหาเรื่องการเงิน เราก็ควรจะต้องจัดสัดส่วนของพอร์ตให้มี Financial Strength สูงๆครับ อย่างในรูปก็จะเห็นว่าเงินลงทุน 81.85% ของเรา อยู่ในทรัพย์สินที่มี Financial Strength 71 – 100 ดังนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราก็แทบไม่ต้องเป็นห่วงว่า บริษัทลูกๆของเราจะขาดเงินทุนในการทำธุรกิจ เป็นต้นครับ

(ซึ่งการกำหนดสัดส่วนตรงนี้ แล้วแต่ความชอบส่วนบุคคลนะครับ บางอันที่เราเฉยๆเราอาจจะไม่กำหนดสัดส่วนก็ได้ หรือ บางคนอาจจะกำหนดสัดส่วนแค่ Jitta Score มากกว่า 5 ขึ้นไป แค่นี้ก็ได้เหมือนกันครับ)

นอกจากกำหนดสัดส่วน Jitta Score, Jitta Factor แล้ว เราก็สามารถดู Jitta Line Pie Chart เพื่อให้เห็นระดับความเสี่ยงที่พอร์ตเราจะร่วงหนักๆได้ครับ ซึ่งถ้าหากว่าเงินลงทุนส่วนมากของเราอยู่ในทรัพย์สินที่ต่ำกว่ามูลค่าอยู่แล้ว ต่อให้ตลาดหุ้นจะตกยังไง พอร์ตเราก็จะไม่ค่อยสะเทือนมากเท่าไหร่ครับ (แต่ทรัพย์สินก็ต้องคุณภาพดีด้วยนะครับ)

ถ้าเมื่อไหร่ที่สัดส่วนเงินในพอร์ตของเราอยู่ในกลุ่มที่ Above Jitta Line เยอะเกินไปแล้ว เราก็ควรจะเลือกลดความเสี่ยงของพอร์ตด้วยการขายหุ้นบางตัวที่คุณภาพไม่ค่อยดีแต่ราคาสูงกว่ามูลค่าที่เหมาะสมออกไปนั่นเองครับ

ทั้งนี้ควรใช้การดู Asset Allocation Pie Chart คู่กับหน้า Fundamental ก็จะทำให้วิเคราะห์และตัดสินใจปรับพอร์ตอย่างสบายๆครับ

และสุดท้าย เพื่อให้สัดส่วนการลงทุนทุกอย่างถูกต้อง อย่าลืมใส่ข้อมูลของ cash ที่ใส่เข้ามาเพื่อซื้อหุ้นด้วยนะครับ

ปล. ใครที่ยังไม่เคยใช้งาน jitta portfolio สามารถเข้าไปใช้ได้ที่ http://www.jitta.com/portfolio (ใช้ได้เฉพาะ jitta full member เท่านั้น)

ปล1. ใครที่ยังไม่ได้อ่าน Jitta Portfolio Series ตอนอื่นๆ เข้าไปอ่านได้ที่

Jitta Portfolio Series # 1 : Portfolio Management
http://library.jitta.com/th/article/jitta-portfolio-series-1-portfolio-management

Jitta Portfolio Series # 3 : Tracking Your Results
https://library.jitta.com/th/article/jitta-portfolio-series-3-tracking-your-results

Jitta Portfolio Series # 4 : Learning from your past investments
https://library.jitta.com/th/article/jitta-portfolio-series-4-learning-from-your-past-investments

P.p.p.s You can also watch the Jitta Portfolio Introductory Video