ควรขายหุ้นตอนไหนดี

คำถามนึงที่มักจะมีคนสงสัยเสมอก็คือ “ถ้าหากเราลงทุนแนวเน้นคุณค่า เราจะขายหุ้นได้ตอนไหน และ เราจะได้ใช้เงินเมื่อไหร่”

คำถามนึงที่มักจะมีคนสงสัยเสมอก็คือ “ถ้าหากเราลงทุนแนวเน้นคุณค่า เราจะขายหุ้นได้ตอนไหน และ เราจะได้ใช้เงินเมื่อไหร่”

หลายๆคนที่หาคำตอบไม่ได้ ก็เลยทำให้ไม่อยากลงทุนแนวนี้ไปเลย เพราะกลัวจะไม่ได้ใช้เงิน

จริงเป็นเพราะคนส่วนมากยังไม่ค่อยเข้าใจหลักการลงทุนแบบเน้นคุณค่าสักเท่าไหร่ และมักจะเข้าใจไปในทางที่คนส่วนมากในตลาดหุ้นพูด เช่น ถือยาว ไม่ขายไม่ขาดทุน เป็นต้น เลยทำให้เกิดความสับสน

จริงๆการลงทุนแบบเน้นคุณค่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องว่าจะต้องถือยาวไปหลายปีนะครับ อาจจะถือไม่กี่เดือนแล้วขายออกไปก็ได้ เพราะแก่นจริงๆแล้วก็คือ การซื้อทรัพย์สินในราคาที่ถูกกว่ามูลค่าของทรัพย์สิน หลังจากนั้นก็ค่อยขายเมื่อราคาสูงขึ้น หรือ เมื่อราคาเข้าใกล้มูลค่าที่เหมาะสมของทรัพย์สินนั้นๆ

เพียงแต่เราไม่สามารถคาดการณ์ได้แน่นอนเท่านั้นเองว่า ราคาจะเข้าใกล้มูลค่าของทรัพย์สินเมื่อไหร่ ทำให้บางครั้งถ้าสถานการณ์ไม่เป็นใจ ตลาดหุ้นโดยรวมไม่ดี ก็อาจจะต้องใช้เวลานานหน่อย ในขณะที่บางครั้ง หลังจากซื้อไปไม่นาน ราคาหุ้นก็อาจจะวิ่งขึ้นมาเข้าใกล้ราคาที่เหมาะสม เราก็อาจจะขายหุ้นนั้นออกไปได้เหมือนกันครับ

มีกรณีที่เราจะถือครองหุ้นยาวๆมากๆหลายๆปี กรณีเดียวนั่นก็คือ เมื่อเราได้มีโอกาสลงทุนในธุรกิจที่ยอดเยี่ยมมากๆ ได้ในราคาที่เหมาะสมหรือต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงในขณะที่เราลงทุน เพราะเมื่อมองในระยะยาวแล้ว ธุรกิจจะเติบโตและสร้างกำไรได้มากขึ้นทุกปี มูลค่าที่แท้จริงก็จะสูงขึ้นไปได้อีกมากในอนาคต และราคาหุ้นก็จะสูงขึ้นเรื่อยๆตามมูลค่าที่แท้จริงไปด้วยนั่นเอง (เลยทำให้ไม่เคยต้องขายหุ้นออกมาเลยในระยะสั้น เพราะราคาในปัจจุบันจะต่ำมากเสมอ เมื่อเทียบกับมูลค่าที่แท้จริงในระยะยาว)

ดังนั้นการตัดสินใจที่จะขายหุ้นออกไปนั้น ปัจจัยหลักที่เราต้องนำมาพิจารณาควบคู่กันเสมอก็คือ

  1. คุณภาพของกิจการ
  2. ราคาหุ้นเข้าใกล้มูลค่าที่เหมาะสมมากแค่ไหน (ราคาหุ้นถูกแพงแค่ไหนแล้ว)
  3. ทางเลือกในการลงทุนอื่นๆที่ดีกว่า

ซึ่งเราก็ควรจะตอบคำถาม 3 ข้อนี้ เรียงลงมาตั้งแต่ข้อ 1-3 ก็จะทำให้เราตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าจะขายหุ้นดีไหม และถ้าขายจะไปลงทุนที่ไหนต่อ

เช่น เราคิดว่าอยากจะขายหุ้นบริษัท A ก็มาคิดว่า

  • คุณภาพของกิจการ : ดี (Jitta Score 6.5)
  • ราคาเทียบกับมูลค่า : สูงกว่ามูลค่า 12% (12% above Jitta Line)
  • ทางเลือกในการลงทุนที่ดีกว่า : หุ้น B, หุ้น P, หุ้น S

ซึ่งแน่นอนครับว่า เราต้องมีเหตุผลรองรับด้วยว่า ทำไมหุ้น B, หุ้น P, หุ้น S ถึงเป็นการลงทุนดีที่ดีกว่า เช่น หุ้นทั้ง 3 ตัวนี้ มี Jitta Score มากกว่า 7 และราคายังต่ำกว่า Jitta Line ทั้งหมด เป็นต้น

จากนั้นค่อยมาดูรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆเพิ่มเติมว่า ระหว่างหุ้น B, หุ้น P, หุ้น S นั้น ตัวไหนน่าลงทุนมากที่สุด ด้วย Jitta Factor, Jitta Signs หรือตัวเลขทางการเงินต่างๆในหน้า FactSheet ครับ

ด้วยวิธีนี้จะเห็นว่า การขายหุ้นของเราจะไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับราคาหุ้น หรือ กำไรที่ทำได้เลย และจะทำให้เราไม่มึนงง เพราะเรากรองหุ้นจาก 500 ตัว ลงมาเหลือทางเลือกการลงทุนที่ดีกว่า (การถือหุ้น A ต่อไป) ให้เรามาวิเคราะห์ต่อเพียงแค่ 3 ตัวเท่านั้นครับ และเมื่อขายหุ้น A ไปแล้ว ก็สามารถนำเงินไปลงทุนต่อได้ทันที ทำให้เงินเราทำงานตลอดเวลาครับ

ถ้าเผอิญเราวิเคราะห์แล้วว่า หุ้น S น่าลงทุนที่สุด และเผอิญเรามีหุ้น S อยู่ใน Portfolio แล้ว เราก็อาจจะขายหุ้น A ไปเพิ่มสัดส่วนหุ้น S ใน Portfolio จนถึงจุดสูงสุดที่เรากำหนดไว้ (เช่น ถือหุ้นตัวใดตัวนึงไม่เกิน 30% ของพอร์ต) จึงค่อยนำเงินที่เหลือไปลงทุนในหุ้นที่น่าลงทุนอันดับ 2 ครับ

ถ้าถัดมาอีก 7 เดือน ราคาหุ้น S เพิ่มสูงขึ้น เราอยากจะขายหุ้น S ก็มานั่งคิดต่อ 3 ข้อเหมือนเดิม

  • คุณภาพกิจการ : ดีมาก (Jitta Score 8)
  • ราคาเทียบกับมูลค่า : สูงกว่ามูลค่า 5% (5% above Jitta Line)
  • ทางเลือกการลงทุนที่ดีกว่า : ไม่มี

ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ ก็เท่ากับว่า เราก็ยังไม่ควรขายหุ้น S ออกไป แม้ราคาจะขึ้นมาสูงว่ามูลค่าที่เหมาะสมพอสมควรแล้ว เพราะขายไปแล้วก็ไม่รู้จะเอาเงินไปลงทุนที่ไหนต่อ ก็อยู่เฉยๆดีกว่าครับ

(แน่นอนครับว่า ในกรณีที่เราลงทุนในหุ้นของบริษัทที่ยอดเยี่ยมไว้แล้วนั้น ทางเลือกในการลงทุนที่ดีกว่า แทบจะไม่ค่อยมีอยู่แล้ว ก็จะทำให้เราถือหุ้นนั้นต่อไปเรื่อยๆเองครับ วิธีนี้จะช่วยลดความโลภจากการมองเห็นกำไรที่ทำได้ตรงหน้าแล้วอยากจะขายหุ้นเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ค่อนข้างดีครับ)

ด้วยหลักการเลือกลงทุนในทรัพย์สินที่ดีที่สุดอยู่เสมอ ก็จะทำให้เราสามารถทำผลตอบแทนชนะตลาดได้ในระยะยาวแน่นอนครับ (ระยะยาวตลาดจะมีผลตอบแทนราวๆ 12% ต่อปี)

เมื่อเรามีความสามารถในการทำผลตอบแทนจากการลงทุนระยะยาวชนะตลาดแล้ว เช่น ทำได้ประมาณ 15% ต่อปี การนำเงินจากการลงทุนมาใช้ก็ไม่ใช่เรื่องยากแล้วครับ อยู่ที่การเป้าหมายและแผนการทางการเงินให้ชัดเจนแค่นั้นเอง

ซึ่งวิธีการวางเป้าหมายการลงทุนและการนำเงินลงทุนออกมาใช้มีหลายแบบมาก ผมได้อธิบายเรื่องเหล่านี้ไว้เรียบร้อยแล้วใน Jitta 101 Part 5 ในนาทีที่ 9.25 นะครับ ใครที่สนใจก็ลองไปดูได้ครับ

When should we sell stocks?

Every stock is not equal! Don’t sell any stocks just because you want to sell the stocks or because you already got some profits. During a tough situation in stock market, always remember that great companies with fair prices will gain you huge profit in long run.

Every stock is not equal! Don’t sell any stocks just because you want to sell the stocks or because you already got some profits. During a tough situation in stock market, always remember that great companies with fair prices will gain you huge profit in long run. Therefore, if you want to sell some stocks to hold some cash and reduce the risk, always sell stocks, in your portfolio, those are

  1. having least durable competitive advantage
  2. having poor business performance recently
  3. having very high price relative to fair value

In term of using Jitta, those 3 will equal to

  1. having least average Jitta Score in the past 3-5 years
  2. Jitta Score is decreasing and recent business performance in Jitta Factor is less than 70
  3. stock price is very high compare to Jitta Line, approximately should be at least 20% above Jitta Line. (However it depends to Jitta Score too, the higher Jitta Score, the higher above Jitta Line percentage can be allowed)

When you stick with this strategy, you will never miss out the great fortune that great companies will provide you in the long term. Remember, if you invest in the right company and hold it long enough, you can turn $9,000 into $4,400,000 without doing anything.

As Peter Lynch said

You won’t improve results by pulling out the flowers and watering the weeds.
– Peter Lynch

Therefore, you should always keep watering your flowers and pulling out the weeds. Keep your money in the great companies all the time and it will reward you a great fortune, period.

มาทำความเข้าใจเรื่อง Fiscal Year กันเถอะ

มีคนสงสัยเรื่องของ Fiscal Year กับ Calendar Year กันมาพอสมควรนะครับ ส่วนมากเวลาเข้าไปดู FactSheet แล้วจะงงว่า ทำไมบางบริษัทถึงมีตัวเลขรายได้และกำไรรายไตรมาสล่วงหน้าไปมากกว่าบริษัทอื่นๆ เรื่องราวก็มีความเป็นมาดังนี้ครับ

มีคนสงสัยเรื่องของ Fiscal Year กับ Calendar Year กันมาพอสมควรนะครับ ส่วนมากเวลาเข้าไปดู FactSheet แล้วจะงงว่า ทำไมบางบริษัทถึงมีตัวเลขรายได้และกำไรรายไตรมาสล่วงหน้าไปมากกว่าบริษัทอื่นๆ เรื่องราวก็มีความเป็นมาดังนี้ครับ

ปีทางปฏิทิน (Calendar Year) ก็คือ ปีที่เราใช้กันอยู่ปรกตินั่นเองครับ คือ มกราคม – ธันวาคม ส่วนปีทางบัญชี (Fiscal Year) นั้นอยู่ที่นโยบายทางบัญชีว่าบริษัทอยากจะปิดงบการเงินในเดือนไหน ก็จะถือว่าเดือนนั้นเป็นเดือนสิ้นปีทางบัญชีครับ จะตรงกับปีปฏิทินหรือไม่ก็ได้ และการนับวันปิดรอบไตรมาสก็จะนับไปทีละ 3 เดือนหลังวันปิดงบการเงินครับ

อย่างเช่น Apple ที่ปิดงบการเงินในสิ้นเดือนกันยายน ก็จะถือว่าวันขึ้นปีใหม่ทางบัญชีคือ 1 ตุลาคม และวันปิดไตรมาส 1, 2, 3 ก็คือ สิ้นเดือน ธันวาคม มีนาคม และ มิถุนายน ตามลำดับ

ในขณะที่ Google ที่มีการปิดงบการเงินในสิ้นเดือนธันวาคม วันปิดไตรมาส 1, 2, 3 ก็จะเป็นสิ้นเดือน มีนาคม มิถุนายน และ กันยายน ตามลำดับ ซึ่งก็จะตรงกับวันสิ้นไตรมาสและสิ้นปีตามปีปฏิทินครับ

หรือในกรณีที่ยุ่งยากและซับซ้อนมากขึ้นอย่าง Walmart นั้น มีการปิดงบการเงินปี 2013 (Fiscal Year 2013) ในสิ้นเดือนมกราคมปี 2014 (Calendar Year) ทำให้ วันสิ้นไตรมาส 1 ของปี 2014 (Q1 Fiscal 2014) นั้นตรงกับสิ้นเดือนเมษายนของปี 2013 (Calendar Year) ครับ

ทั้งนี้สาเหตุหลักๆที่ทำให้บริษัทต้องปิดปีบัญชีไม่ตรงกับปีปฏิทินนั้น ก็เพื่อความสะดวกในการบริหารงานครับ ยกตัวอย่างเช่น Walmart นั้น ช่วงที่ขายดีจะอยู่ที่ประมาณปลายปี ดังนั้น Walmart เลยไม่อยากจะยุ่งยากว่า พอสิ้นเดือนธันวาคมปุ๊บต้องมานั่งปิดงบรายปีทันที ซึ่งจะมีความวุ่นวายสูง ก็เลยรอจนสิ้นเดือนมกราคมค่อยปิดงบรายปีครับ จะได้มีเวลาพักหลังจากช่วงขายดี และจะได้เช็คของใน investory ได้ง่ายขึ้นครับ ซึ่งหุ้นหลายๆตัวในกลุ่ม Retail ก็จะปิดงบตอนสิ้นเดือนมกราคมเช่นเดียวกันครับ

(ใน Jitta FactSheet จะมีบอกวันปิด Fiscal Year ของแต่ละบริษัทไว้ด้านล่างซ้ายของตาราง Quarterly ครับ เพื่อให้คนที่อ่านงบการเงินได้มาดูแล้วจะได้เข้าใจค่าต่างๆตรงกับความจริงครับ)

ดังนั้นในการคำนวณ Jitta Score และ Jitta Line จะต้องนำเอาผลกระทบทางด้านการเหลื่อมล้ำทางเวลาของ Fiscal Year และ Calendar Year มาคิดและปรับให้ตรงกับความเป็นจริงด้วยครับ เพื่อให้ Jitta Score และ Jitta Line ณ วันไหนก็ตามในปีปฏิทิน ใช้ข้อมูลงบการเงินเท่าที่บริษัทได้ประกาศออกมาแล้วจนถึงวันนั้นครับ จะได้บ่งบอกถึงคุณภาพและราคาของบริษัทตามข้อมูล ณ ปัจจุบันได้ใกล้เคียงที่สุดครับ

อย่างเช่น Walmart นั้น ถ้าหากคิด Jitta Score, Jitta Line ณ วันสิ้นเดือนกันยายนปี 2013 เท่ากับว่า ทาง Jitta จะใช้ข้อมูลงบการเงินย้อนหลังรายปีตั้งแต่ปี Fiscal 2004 จนถึงปี Fiscal 2013 ที่ปิดไป ณ สิ้นเดือนมกราคม 2013 รวมกับ ผลประกอบการรายไตรมาสที่ออกมาแล้วอีก 2 ไตรมาส คือ Q1, Q2 ของปี Fiscal 2014 มาทำการคำนวณครับ

จริงๆเรื่อง Fiscal Year กับ Calendar Year นี้ ถ้าหากว่าเป็นคนที่อ่านงบการเงินมาระดับนึงแล้วก็จะสามารถเข้าใจและคำนวณทุกอย่างทีละหุ้นได้ไม่ยากครับ แต่การทำกับหุ้นทุกตัวในตลาดเป็นเรื่องที่ยากมากระดับนึงครับ เพราะมีหลายกรณีที่ต้องมาหาวิธีคิดเป็นพิเศษ

ช่วงแรกๆที่ฮันท์กับผมทำตัว Jitta Score, Jitta Line ขึ้นมาตอนที่อยู่อเมริกา ก็ต้องใช้เวลานั่งปรับแก้ และ หาทางสร้างมาตรฐานในการปรับค่า Fiscal Year ให้ตรงกับ Calendar Year อยู่นานพอสมควรเลยครับ

ผมว่าก็เป็นโชคดีอย่างนึงของ Jitta นะครับ เพราะว่าเริ่มทำจากหุ้นอเมริกาก่อน ซึ่งมีหุ้นเยอะมาก และ มีการปิดงบ Fiscal แบบแปลกๆเยอะมากครับ เลยทำให้ต้องคิดแก้ปัญหาต่างๆให้ครบทุกกรณีครับ ซึ่งก็เลยทำให้มั่นใจเลยครับว่า ต่อไปไม่ว่าจะมีหุ้นของประเทศไหนเพิ่มเติม ก็ไม่น่าจะมีปัญหาเรื่อง Fiscal Year นี้เท่าไหร่แล้วครับ

“Eat That Frog” ยังใช้ได้ดีเสมอครับ 🙂

Understanding the Fiscal Year

There are many people who would like to know more about the Fiscal Year and the Calendar Year. Many might be confused by the Factsheet, because some companies would have their quarterly revenue and profit figures before others. Here’s the explanation

There are many people who would like to know more about the Fiscal Year and the Calendar Year. Many might be confused by the Factsheet, because some companies would have their quarterly revenue and profit figures before others. Here’s the explanation:

The Calendar Year is the year that we all use, from January to December, whereas the Fiscal Year depends on the company’s finance department’s policy concerning when do they want to close off the financial reports. The month that contains the final financial data does not necessarily have to be December. And the closing date of the final trimester would be 3 months after the closing of the financial account statements.

For example, Apple closes its financial account at the end of September, therefore, the new Fiscal Year would be October 1, and the closing dates of trimesters 1, 2, and 3 would be December, March, and June respectively.

On the other hand, Google closes its accounts at the end of December, therefore, the closing dates of trimesters 1, 2, and 3 would be the end of March, June, and September respectively, which would match with the normal calendar year.

In a more complicated case, such as Walmart, the company closes its account for Fiscal Year 2013 in January 2014 (Calendar Year), making the closing date of trimester 1 in 2014 (Q1 Fiscal 2014) fall on the end of April 2013 (Calendar Year).

The reason companies do not follow the Calendar Year when closing their accounts is because of managerial purposes. For example, with Walmart, the peak selling periods are during the end of the year. This why Walmart doesn’t want to close its accounts during the year end, which is already busy enough as it is. So they wait until the end of January to do so, so that they have a bit of breathing time after the peak selling period, and allow themselves to have extra time to check inventory levels. Many stocks in the retail group also close their accounts at the end of January as well.

(Jitta Factsheet contains information on the closing date of each company’s Fiscal Year at the bottom left of the Quarterly charts, so that investors can correctly view all the figures)

Calculating the Jitta Score and Jitta Line also takes into account the overlapping of the Fiscal Year and Calendar Year, and readjust the figures accordingly. This ensures that the Jitta Score and Jitta Line reflects the correct figures the company has announced, thus truly representing the present quality and price of the company as close to present value as possible.

For example, if we want to calculate Walmart’s Jitta Score and Jitta Line at the end of September 2013, Jitta will use the historical financial data since Fiscal 2004 to Fiscal 2013 at year end on January 31, 2013, including the two released financial statements from Q1 and Q2 (of Fiscal 2014).

Actually, if you read financial statements for some time, you will find that you are able to calculate all the figures quite easily for each stock. But you will also find that it is extremely difficult to do so for every stock in the market, because there are many special cases that you have to work around.

During the first stages of developing our Jitta Score and Jitta Line (back when we were in America), we spent a lot of time altering and creating a standard by which we can adjust the Fiscal Year to the Calendar Year.

It is actually a good thing that we started doing this with stocks in the United States, because there are many companies that have unusual Fiscal Years and policies, which made us pros at adjusting and finding new solutions to make things work. This made me confident that we will be able to handle any market in any country from now on.

“Eat The Frog” always works.

PDCA ของการลงทุน

จริงๆแล้ว การลงทุนให้ประสบความสำเร็จนั้น ก็ไม่ได้แตกต่างจากการทำธุรกิจ (หรือกิจกรรมอื่นๆ) ให้ประสบความสำเร็จสักเท่าไหร่นะครับ

จริงๆแล้ว การลงทุนให้ประสบความสำเร็จนั้น ก็ไม่ได้แตกต่างจากการทำธุรกิจ (หรือกิจกรรมอื่นๆ) ให้ประสบความสำเร็จสักเท่าไหร่นะครับ

หลักการพื้นฐานทั้งหมดก็คือ PDCA หรือ Plan Do Check Act ที่ทุกคนเคยได้ยินมากันตั้งแต่เด็กแล้ว เพียงแค่นั้นเอง

  1. Plan : วางแผน
  2. Do : ลงมือทำ
  3. Check : ติดตาม ตรวจสอบ วัดผล
  4. Act : หาวิธีปรับปรุงให้ดีขึ้น

ซึ่งคนส่วนมากเวลาจะทำโปรเจ็คต่างๆให้สำเร็จก็ทำตาม PDCA นี้ได้โดยง่ายครับ แต่พอมาเป็นเรื่องการลงทุนในตลาดหุ้นแล้ว ไม่รู้ทำไม logic ที่เรียบง่ายเหล่านี้กลับหายไปหมดครับ

ลองถามตัวเองดูก็ได้ครับว่า เราได้เคยวางแผนลงทุนไว้บ้างไหม เราลงทุนโดยใช้หลักการอะไรบ้าง ลงทุนแล้วเป็นอย่างไร ได้ผลแค่ไหน ดีกว่า benchmark อะไรบ้าง และเราจะลงทุนให้ดีขึ้นได้อย่างไร

เท่าที่ผมสัมผัสมา คนส่วนมากที่เสียเงินให้ตลาดหุ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่านั้น (หรือไม่สามารถสร้างความมั่งคั่งให้เพิ่มขึ้นได้มากนัก) มักจะโดดเข้าไปซื้อขายหุ้นเพียงอย่างเดียว โดยไม่เคยมีแผนการ ไม่มีหลักการ ไม่รู้ว่าจะวัดผลยังไง และไม่รู้จะลงทุนยังไงต่อ สุดท้ายแล้ว ก็ปล่อยให้เรื่องกำไรขาดทุนเป็นเรื่องของจังหวะและโชคชะตาเท่านั้นเอง ไม่มีการเรียนรู้และพัฒนาทักษะการลงทุนใดๆเกิดขึ้นเลย แม้บางคนจะลงทุนมาแล้วหลายปีก็ตาม

สำหรับ Jitta เองนั้น ตั้งแต่ถือกำเนิดขึ้นมาก็มี mission ที่ต้องการจะช่วยให้คนทั่วโลกลงทุนได้ง่ายขึ้น และได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น (Make investment eaiser and better for everyone)

ดังนั้นสิ่งแรกที่พวกเราสร้างขึ้นมาก็คือ Jitta Intel ที่ช่วยวิเคราะห์งบการเงินและสรุปออกมาเป็นค่าที่ดูง่ายเช่น Jitta Score, Jitta Line แล้วก็ตามมาด้วย Jitta Factor, Jitta Signs และฟังค์ชั่นอื่นๆในการค้นหาหุ้นดีๆมากมาย เช่น Browse, Screener, Comparison จากนั้นเมื่อเราได้หุ้นที่เราสนใจหรือได้ลงทุนไปแล้ว ก็มีฟังค์ชั่นดีๆอย่าง Follow, Alert เพื่อคอยติดตามหุ้นไปเรื่อยๆว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร

ซึ่งทั้งหมดนั่นก็คือ การที่ Jitta เข้ามาช่วยในขั้นตอน Do (ลงมือทำ) เป็นหลักนั่นเองหรืออีกนัยน์หนึ่งก็คือ การช่วยให้ทุกคนลงทุนได้อย่างมีหลักการมากขึ้น (แน่นอนว่าเป็นหลักการของ Warren Buffett ที่พิสูจน์มาแล้วว่าได้ผล และพิสูจน์อีกครั้งด้วยผลตอบแทนจาก Jitta Ranking)

และจากที่ผมได้คอยติดตามผลงานของผู้ใช้งาน Jitta มาเรื่อยๆ ก็พบว่า Jitta ทำหน้าที่ในส่วนนี้ได้ค่อนข้างดีแล้ว ทุกคนมั่นใจและมีความสุขในการลงทุนมากขึ้น และแน่นอนว่า ผลตอบแทนโดยรวมก็ดีขึ้นด้วยครับ

ดังนั้นช่วงนี้ Jitta เลยพยายามมาเน้นเติมเต็มในส่วนอื่นๆที่นักลงทุนขาดไปมากขึ้น ก็คือ เรื่องของ Plan, Check, Act นั่นเองครับ

ช่วงเดือนที่แล้ว Jitta จึงได้สร้าง Jitta Financial Planner ขึ้นมา เพื่อให้เราวางแผนการลงทุนได้ดีขึ้นว่า เราควรจะต้องออมเงินเท่าไหร่ และ ลงทุนให้ได้ผลตอบแทนกี่เปอร์เซ็นต์ต่อไป ไปกี่ปี จึงจะมีเงินตามเป้าหมายที่ต้องการ

ซึ่งแม้จะยังเป็นแค่เวอร์ชั่นแรกอยู่ก็ตาม แต่ผมก็คิดว่าน่าจะช่วยเรื่องการวางแผน วางเป้าหมาย ได้เรียบร้อยแล้วครับ แต่ทั้งนี้พวกเราก็จะค่อยๆปรับปรุงตัว Jitta Financial Planner ให้ดีขึ้นเรื่อยๆครับ ใครใช้แล้วมีข้อเสนอแนะอย่างไรก็บอกได้เลยนะครับ

เสร็จจาก Plan แล้ว ถัดมาก็เป็นเรื่องของ Check, Act ที่ค่อนข้างจะทำได้ยากกว่าการ Plan มาก แต่เป็นสิ่งที่สำคัญมากไม่แพ้ส่วนอื่นๆ หรือ อาจจะมากกว่าอีกด้วยซ้ำ เพราะเป็นส่วนของการวัดผล เรียนรู้ และ พัฒนาตนเอง ครับ

แต่เท่าที่ดูมา คนส่วนมากขาดรูปแบบวิธีการวัดผลตอบแทนการลงทุนที่ถูกต้องและเป็นระบบ หรือที่แย่ยิ่งกว่าก็คือ หลายๆคนไม่เคยมีการเก็บข้อมูลและวัดผลตอบแทนการลงทุนเป็นรูปธรรมเลย ทำให้

  • บางคนอาจจะดีใจกับการกำไร 100% จากหุ้นบางตัวภายในเวลา 1 เดือน แต่ลืมดูไปว่าครั้งอื่นๆขาดทุนแค่ไหน และทั้งปีผลตอบแทนโดยรวมของทั้งพอร์ตดีกว่าดัชนีแค่ไหน เติบโตได้ตามที่วางแผนหรือเปล่า เป็นต้น
  • บางคนไม่เคยมีการแยกบัญชีเงินส่วนตัวกับบัญชีการลงทุนกันให้ชัดเจน ทำให้เงินสดปนกันมั่วไปหมด ก็ไม่สามารถวัดผลตอบแทนได้เช่นเดียวกันว่า แต่ละปีลงทุนได้ดีแค่ไหน
  • บางคนไม่เคยรู้เลยว่า ในการลงทุน 10 ครั้ง ขาดทุนกี่ครั้ง กำไรกี่ครั้ง ขาดทุนเฉลี่ยครั้งละกี่เปอร์เซ็นต์ เป็นเงินเท่าไหร่ กำไรเฉลี่ยครั้งละกี่เปอร์เซ็นต์ เป็นเงินเท่าไหร่
  • บางคนไม่รู้เลยว่า กำลังถือหุ้นแต่ละตัวเป็นสัดส่วนกี่เปอร์เซ็นต์ เงินจำนวนมากของพอร์ตอยู่ในหุ้นที่มีความมั่นใจมากแค่ไหน พอร์ตโดยรวมมีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน
  • บางคนไม่เคยรู้เลยว่า หุ้นตัวไหนที่เคยทำกำไรได้สูงเป็นพิเศษ เพราะอะไร? หุ้นตัวไหนที่เคยขาดทุนมากเป็นพิเศษ เพราะอะไร?

การ Check, Act ที่ดีนั้น คือ การมองที่ผลตอบแทนรวมของพอร์ตการลงทุน หรือ ภาพรวมของรูปแบบการลงทุน เพื่อให้เราเข้าใจรูปแบบการลงทุนของตนเองและตัดสินใจลงทุนได้ดีขึ้นเรื่อยๆนั่นเองครับ

ยิ่งเรามีระบบในการทำ Check, Act ที่ดีเท่าไหร่ เราก็จะยิ่ง Plan, Do ได้ดีมากขึ้นไปเรื่อยๆครับ จนสุดท้ายเมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้ว การลงทุนของเราก็จะง่ายและสนุกขึ้นอีกเยอะครับ

และเพื่อทำให้ทุกคนสามารถ Check, Act การลงทุนของตนเองได้ดีขึ้น ตอนนี้ทีมงาน Jitta นำโดย Chonlatee Jumratsee ก็เลยกำลังสร้าง Jitta Portfolio กันขึ้นมาอยู่ครับ

ซึ่งขณะนี้ Jitta Portfolio เวอร์ชั่นแรกก็ได้ลองเปิดให้ beta users บางคนทดลองใช้อยู่ครับ คิดว่าอีกไม่นานเกินรอ คงจะได้เปิดให้ทุกคนมาลองใช้งานได้แล้วครับ (ใครสนใจจะลองใช้งาน ก็เตรียมตัว และ เตรียมข้อมูลการลงทุนในอดีตที่เคยผ่านมาให้พร้อมนะครับ จะได้ทดลองใช้และเรียนรู้ไปพร้อมๆกันได้เลย)

และเมื่อ Jitta Portfolio เสร็จสมบูรณ์ กระบวนการ PDCA ของการลงทุนทั้งหมดก็จะครบถ้วนแล้วครับ

ซึ่งผมก็หวังว่าผู้ใช้งาน Jitta ทุกคนจะได้ใช้เครื่องมือทั้งหมดที่ Jitta มีให้ ทำ PDCA เพื่อพัฒนารูปแบบการลงทุนของตนเองให้สามารถลงทุนได้ง่ายขึ้นและได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น ตาม mission ของ Jitta นั่นเองครับ

ปล. ตอนที่ Warren Buffett เปิดห้างหุ้นส่วนเพื่อการลงทุนแรกๆนั้น ตั้งเป้าหมายแค่เพียงว่า ให้ผลตอบแทนการลงทุนชนะดัชนีตลาดทุกปี ก็พอแล้ว ซึ่งด้วยการตั้งเป้าหมาย การลงมือทำ การวัดผล และการพัฒนารูปแบบการลงทุนที่ดี ก็ทำให้ Warren Buffett สามารถทำผลตอบแทนชนะดัชนีได้เกือบทุกปีเป็นระยะเวลากว่า 50 ปี และกลายมาเป็นตำนานของนักลงทุนในปัจจุบันครับ

The PDCA of Investing

Investing successfully is not all that different from operating a business successfully (or doing other things successfully).

Investing successfully is not all that different from operating a business successfully (or doing other things successfully).

The basic principles of PDCA is applicable to anything really:

  1. Plan
  2. Do
  3. Check
  4. Act

Most people do successfully follow the steps of PDCA very easily with different projects they undertake. But when it comes to investing in the stock market, this simple logic seems to suddenly disappear.

Start by asking yourself if you’ve ever made an investment plan, or what principles you use in investing, how did you do in the past, whether or not you beat your benchmark, and how much improvement did you have.

From my past experience, most people who constantly lose money from investing in the stock market (or unable to increase their wealth) usually only buy and sell stocks without any planning or principles involved. So they don’t know how to measure results or how to continue investing, and in the end, leave it to timing and luck. There is no learning and improvement in investing, despite being in the market for many years.

Since the birth of Jitta, we have always stuck by our mission to make investment easier and better for people around the world.

Therefore, the first thing we developed was the Jitta Intel, which helps analyze and summarize financial statements into simple figures, such as the Jitta Score, Jitta Line, followed by the Jitta Factor, Jitta Signs, and other functions that help find good stocks, such as Browse, Screener, and Comparison. After picking the stocks we’re interested in or already invested in, there are also useful functions like Follow/Alert, which keep track of the stocks’ progress.

In your investment process, Jitta will aid you in the “Do” stage, enabling you to invest with principles (of course, these are concepts from Warren Buffet which have proven to be successful, and confirmed by the Jitta Ranking)

From what I’ve gathered, Jitta users have been very satisfied with our role improving their investment, are happier to invest, and of course, overall make better returns.

So Jitta now plans to focus on other aspects that investors are still mission, such as the Plan, Check and Act steps.

Jitta has created the Jitta Financial Planner to help you plan your investment; how much should you save, how much return you expect from your investments, and in how many years should you reach your target.

Even though the Jitta Financial Planner is still in its first stage, I believe that it helps in the planning and the target setting process, to begin with. If any of you have further suggestions, please feel free to do so as well.

After the “Plan” comes the “Check” and “Act”, which, which are a bit more difficult than Planning, but equally important. Perhaps more so, because they are involved in measuring results, learning, and improving your investment.

From what I’ve seen, most people lack the process in measuring results, or worse, many never keep track of any data and results of their investments.

  • Because of this, some people might be ecstatic with a 100% profit within 1 month, but forget all the other times that they have lost, and don’t even compare their overall yearly return to that of the market index; or measure their port’s growth by their benchmark, for example.
  • Some people also do not separate their personal savings account from their investment account, jumbling all the cash in there, and making them unable to measure their true results.
  • Some people are unaware of how many times and how much do they profit or lose from, say 10 times of investment.
  • Some people don’t even know the proportion of each stock that they are holding in their portfolio, how much money they have in these stocks, and how risky is their port. They do no know which stocks have made particularly high profits, and why. Or which that have particularly costed them, and why.

To “Check” and “Act” well is to look at the overall portfolio return, or your overall investment, so that you are able to better understand your investment method, hence make better investment decisions.

The better your “Check” and “Act” processes are, the more improved your “Plan” and “Do” stages will be, and investing will be much easier and a lot more fun.

For everyone to be able to “Check” and “Act” well, our Jitta team, led by Chonlatee Jumratsee, is developing the Jitta Portfolio. Currently, it is being given a trial run by our beta users, but it will soon be ready (those who are interested in using this can get their past investment information ready for the program).

Once Jitta Portfolio is a hundred percent completed, the PDCA process will be full-fledged as well.

I hope that all of our Jitta tools will help you perform PDCA to improve your investments to create better returns, as we aim to do so with Jitta’s mission.

P.s. When Warren Buffet first started investing, his only target was to beat the market index every year. And with setting a target, actual doing, evaluating, and improving his investment method, he was able to beat the index almost every year for over 50 years, making him a legend for investors today.

ที่มาและแนวคิดของ Jitta Score

มีหลายๆคนสงสัยเรื่อง Jitta Score กันมานะครับ ว่าเท่าไหร่ถึงจะอยู่ในเกณฑ์ที่น่าลงทุน เพราะหุ้นในไทยมีน้อย ทำให้หุ้นที่ Jitta Score > 7 มีอยู่เพียงแค่ไม่กี่ตัว

มีหลายๆคนสงสัยเรื่อง Jitta Score กันมานะครับ ว่าเท่าไหร่ถึงจะอยู่ในเกณฑ์ที่น่าลงทุน เพราะหุ้นในไทยมีน้อย ทำให้หุ้นที่ Jitta Score > 7 มีอยู่เพียงแค่ไม่กี่ตัว

จริงๆเนื่องจากเกณฑ์ที่ใช้คำนวณ Jitta Score มีมาตรฐานที่ค่อนข้างสูงมากครับ ทำให้หุ้นหลายๆตัวจริงๆก็เป็นบริษัทที่ดี ก็ยังได้ Jitta Score ไม่สูงมากครับ และเนื่องจากใช้การคำนวณ Financial Statement ย้อนหลังไป 10 ปีอีก ก็เลยทำให้บริษัทที่ไม่สามารถรักษากำไรสม่ำเสมอได้ทั้ง 10 ปี Jitta Score ก็จะน้อยลงไปอีก

ถ้าหากถามผม ผมคิดว่าบริษัทที่เราจะลงทุนได้อย่างน้อยควรมี Jitta Score อย่างน้อย 5 ขึ้นไปครับ เพราะถ้าหาก Jitta Score เกิน 5 ไปได้ แสดงว่า อย่างน้อยบริษัทนี้มีกระแสเงินสดจากการทำธุรกิจค่อนข้างดีแล้ว บางปีอาจจะกำไรมาก บางปีอาจจะกำไรน้อย แต่แทบไม่เคยขาดทุน
ซึ่งก็ถือเป็นหุ้นที่พื้นฐานดีระดับนึงครับ

แต่เหตุผลที่ Jitta Score ของบริษัทเหล่านี้ไม่สูงมากอาจจะมาจาก การบริหารเงินกำไรของบริษัทไม่ดีเท่าที่ควร การมีหนี้อยู่ในระดับที่สูงเกินไป ความไม่สามารถควบคุมราคาขายและต้นทุนได้ดี หรือ บริษัทอยู่ในช่วงอิ่มตัวมากแล้ว เป็นต้นครับ

ซึ่งถ้าหากเราลงทุนในบริษัทที่มีพื้นฐานการสร้างกระแสเงินสดได้ดีอยู่แล้วแบบนี้ ในราคาที่ไม่แพงมากเมื่อเทียบกับมูลค่า โอกาสขาดทุนหนักๆก็จะไม่สูงมากครับ

และนี่เป็นเหตุผลที่ผมมักบอกเสมอว่า ก่อนที่จะลงทุนให้พยายามดู Historical Jitta Score ย้อนหลังด้วยเสมอ ถ้าหากหุ้นไหนที่ Historical Jitta Score เกิน 5 ทุกปี แสดงว่าเป็นบริษัทที่ค่อนข้างปลอดภัยมาก ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีจะร้ายยังไง บริษัทก็ยังพอเอาตัวรอดได้เสมอ ทำให้โอกาสขาดทุนอย่างถาวรของเรามีน้อยครับ (ย้ำว่า ต้องลงทุนในราคาที่เหมาะสมด้วยนะครับ)

ถ้าจะให้นิยามง่ายๆของช่วง Jitta Score ว่าบริษัทเป็นยังไง ผมว่าน่าจะออกมาได้ราวๆนี้ครับ

  • Jitta Score 5-7 : Good Company
  • Jitta Score 7-8 : Great Company
  • Jitta Score 8-10 : Wonderful Company

ดังนั้นหลักการลงทุนว่าจะลงทุนในหุ้นแบบไหน เมื่อราคาเท่าไหร่ ผมอยากให้ทุกคนจำภาพด้านล่างไว้ครับ ถ้าหากใครที่เคยเรียน Jitta 101 มาน่าจะจำได้ดี นี่คือบทพิสูจน์อันแรกของ Jitta หลังจากที่ทำ Jitta Score กับ Jitta Line ของหุ้นทุกตัวเสร็จแล้ว

แกน x คือ Jitta Score
แกน y คือ Price Score หรือก็คือ ราคาหุ้นเทียบกับ Jitta Line นั่นเอง ถ้าหากว่า 5 ก็คือราคาที่ Jitta Line พอดี ถ้าหาก 10 คือ ราคาหุ้นต่ำกว่า Jitta Line มาก ส่วน 0 คือ ราคาหุ้นสูงกว่า Jitta Line มาก

ส่วนตำแหน่งของแต่ละจุดก็คือ ตำแหน่งที่หุ้นแต่ละตัวอยู่ในตอนสิ้นปี และสีเขียวคือ หุ้นที่กำไร สีแดงคือ หุ้นที่ขาดทุน หลังจากถือหุ้นอย่างน้อย 5 ปี

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ถ้าหากเป็นหุ้นที่

  • Jitta Score 8-10 : เราสามารถลงทุนได้จนถึงราคาหุ้นอยู่สูงกว่าเส้น Jitta Line 10% (Above Jitta Line 20%
    (Below Jitta Line > 20%)

แต่ถ้าจะเอาให้ง่าย ก็ยึดหลัก

  • Jitta Score > 7 ซื้อตอนราคาไม่เกิน Jitta LIne
  • Jitta Score 5-7 ซื้อตอนราคาต่ำกว่า Jitta Line 20%

ถ้าลงทุนด้วยกลยุทธ์นี้ โอกาสขาดทุนก็จะน้อยลงมากครับ จริงๆดูจากภาพก็สามารถแบ่งแบบละเอียดได้มากกว่านี้ครับ และที่ผมบอกไปก็เป็นเพียงแนวทางครับ เวลาใช้จริงๆก็แล้วแต่ใครจะนำไปประยุกต์ใช้นะครับ แต่คิดว่าคงจะเข้าใจหลักการกันแล้วนะครับ

แนวคิดอีกอย่างนึงคือ หุ้นที่ Jitta Score 5-6 นี่ ไม่ควรจะเป็นการลงทุนระยะยาวมากครับ เพราะไม่ใช่บริษัทที่ดีมาก ที่จะสร้างกำไรสูงๆจากการถือหุ้นไว้หลายๆปี ดังนั้นการลงทุนในหุ้นเหล่านี้ ควรจะซื้อเมื่อราคาต่ำกว่า Jitta Line และขายเมื่อราคาสูงกว่า Jitta Line เป็นหลักครับ

ส่วนหุ้นที่ Jitta Score > 8 นี่ ถือเป็นหุ้นชั้นดีครับ ถ้าหากว่าสามารถซื้อในราคาที่เหมาะสมได้แล้ว สมควรจะเก็บไว้ยาวๆครับ จนกว่า Jitta Score จะตกลงมาต่ำกว่า 8 หรือ Jitta Line จะตกต่ำแบบชัดเจนครับ เพราะหุ้นเหล่านี้ส่วนมากเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจ Cash Cow สามารถสร้างเงินสดและนำมาคืนให้กับนักลงทุนได้หลายรูปแบบ ยิ่งถือนานยิ่งทำให้เงินลงทุนเรางอกเงยขึ้นเรื่อยๆครับ

การที่หุ้น Jitta Score สูงๆมีน้อย จริงๆก็เป็นสัจจธรรมของธุรกิจนะครับ เพราะบริษัทที่ยอดเยี่ยมมีน้อยอยู่แล้ว ทำให้ Warren Buffett เองก็บอกชัดเจนว่า ถ้าหากว่าได้ลงทุนในบริษัทที่ยอดเยี่ยมไปแล้วล่ะก็ ไม่ว่าเวลาไหนก็ไม่ควรจะขายครับ เพราะบริษัทที่ยอดเยี่ยมจะสามารถสร้างรายได้และกำไรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ผู้ถือหุ้นก็จะยิ่งได้ประโยชน์มากขึ้นเท่านั้นครับ

และนั่นทำให้ Warren Buffett ซื้อขายหุ้นน้อยมากในแต่ละปี แต่ก็กลายเป็นนักลงทุนที่รวยที่สุดในโลกได้ครับ