มงจะลงที่ใคร? เมื่อตลาดหุ้นคือเวทีประกวดนางงาม

ตลาดหุ้นก็เปรียบได้กับการประกวดนางงามในสมัยก่อน โดยจะประกวดผ่านหนังสือพิมพ์ และให้คนอ่านเลือกผู้หญิงที่สวยที่สุด 6 คนจากทั้งหมด 100 จากรูปภาพ ผลลัทธ์จะเป็นอย่างไรนั้น เรามาดูกัน

Advertisements

Beauty contest article1.png
(Photo by Ashton Mullins on Unsplash)

 

ตลาดหุ้นก็เหมือนกับการประกวดนางงาม (Beauty Contest)*

นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังจอห์น เมย์นาร์ด เคนส์กล่าวไว้

เพราะสมัยก่อน การประกวดนางงามในลอนดอนจะทำผ่านหนังสือพิมพ์ โดยให้คนอ่านเลือกผู้หญิงที่สวยที่สุด 6 คนจากทั้งหมด 100 คนผ่านรูปภาพ

ใครก็ตามที่โหวตให้ผู้เข้าประกวดที่ชนะคะแนนโหวต ก็จะมีสิทธิลุ้นชิงรางวัลไปด้วย

ต่อให้ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ คุณก็คงพอเดาออกว่า ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร…

ใช่แล้วค่ะ…คนส่วนมากจะไม่เลือกผู้หญิงที่คิดว่าสวยที่สุด แต่จะเลือกผู้หญิงที่ตนเองคิดว่าคนส่วนใหญ่จะโหวตให้

ดังนั้น ผู้ชนะการประกวดจึงไม่ใช่หญิงสาวที่สวยที่สุด แต่เป็นหญิงสาวที่คนส่วนใหญ่คิดว่าจะมีคนเลือกมากที่สุดนั่นเอง

หุ้นก็เช่นเดียวกัน…

นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่ได้มองหาหุ้นที่ดีที่สุด แต่จะมองหาหุ้นที่คิดว่าคนส่วนใหญ่ชื่นชอบ

“ราคาหุ้นในตลาดนั้น ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานหรือผลงานของบริษัท
แต่จะอยู่ขึ้นอยู่กับความไม่สมเหตุสมผลของนักลงทุนส่วนใหญ่เสียมากกว่า”

— จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์

เมื่อตลาดเริ่มลือกันถึงหุ้นที่กำลังมาแรง คนก็จะรีบซื้อหุ้นนั้นตามๆ กัน เพราะหวังผลกำไรในอนาคต (ที่เขาบอกว่าดี) ทำให้ราคาของหุ้นขึ้นไปสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริงของบริษัท

กลับกัน เมื่อตลาดลือกันถึงหุ้นตัวที่คิดว่าแย่ นักลงทุนส่วนมากก็จะเริ่มกังวลและหวาดระแวง จนขายหุ้นตัวนั้นทิ้งไป ทำให้ราคาของหุ้นทิ้งดิ่งลงไปต่ำกว่าราคาที่ควรจะเป็น ดั่งที่เคยเล่าไว้ในบทความ Mr. Market

นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ตลาดหุ้นขึ้นๆ ลงๆ ตามความไม่สมเหตุสมผลของนักลงทุน ที่มัวแต่พะวงว่าคนอื่นจะคิดกันอย่างไร

ซึ่งเคนส์ก็ได้เตือนไว้ว่า “Markets can remain irrational longer than you can remain solvent.” แปลง่ายๆ คือ “ตลาดหุ้นมันก็จะไม่มีเหตุผลของมันแบบนี้จนคุณหมดตัวนั่นแหละ”

แล้วคุณจะเอาชนะความไร้เหตุผลของ Mr. Market ได้อย่างไร?

ไม่ยากเลยค่ะ!

คุณแค่มอบมงกุฎให้นางงามที่สวยที่สุด แทนที่จะมอบให้ Miss Popular

มองหาหุ้นที่มีคุณภาพ แทนหุ้นที่นักลงทุนส่วนใหญ่ชอบแห่เข้าหา

เริ่มจากการดู Jitta Score เพื่อตัดสินคุณภาพธุรกิจว่ามีศักยภาพสูง ทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง และมีความยั่งยืนในการทำธุรกิจหรือไม่

จากนั้นค่อยพิจารณามูลค่าที่เหมาะสมของบริษัท (Jitta Line) จากศักยภาพในการสร้างกระแสเงินสดและทรัพย์สินที่ผ่านมา เพื่อคาดการณ์อัตราการเติบโตของธุรกิจในอนาคตคร่าวๆ คุณจะทราบว่า หากต้องการซื้อธุรกิจ แล้วคืนทุนภายใน 10 ปี วันนี้ควรจะต้องซื้อในราคาเท่าใด

กฎหลักๆ เพียงเท่านี้ ก็ช่วยให้คุณหลุดพ้นจากกับดักของ Mr. Market ได้แล้ว แถมยังเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้นด้วย

ตราบใดที่บริษัทยังรักษาศักยภาพการบริหารและทำกำไรไว้อย่างต่อเนื่อง คุณก็ไม่จำเป็นต้องขายธุรกิจที่ดีเยี่ยมนั้นทิ้งไป

หรือถ้าบริษัทไม่ยอดเยี่ยมเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป คุณก็ไม่จำเป็นต้องเก็บไว้อีกเช่นกัน เหมือนที่เคนส์ได้กล่าวไว้ว่า “When the fact changes, I change my mind.”

และถึงแม้คุณจะไม่มีเวลาติดตามความเปลี่ยนแปลงของหุ้นที่คุณเลือกไว้ คุณก็ยังสามารถทำตามหลักการลงทุนที่ดีได้ โดยการจัดการลงทุนให้เป็นระบบ และทำตามแผนที่วางไว้อย่างมีวินัย

ไม่ว่าจะซื้อหุ้น 30 ตัวแรกบน Jitta Ranking แล้วปรับพอร์ตด้วยตนเองทุกปี หรือจะให้ Jitta Wealth จัดการซื้อและปรับพอร์ตตาม Jitta Ranking ให้คุณก็ได้

เพราะการซื้อตาม Jitta Ranking นั้น ก็เท่ากับว่าคุณได้เลือกซื้อหุ้นที่ดีที่สุดในตลาด ณ เวลานั้นๆ แล้ว

คุณจึงไม่ต้องกังวลว่า คุณจะพลาด…

มงลงไม่ผิดคนแน่นอน!


*Source: The General Theory of Employment, Interest and Money, 1936

ลงทุนเวียดนามตามฉบับ VI

จะลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านที่กำลังโตวันโตคืนอย่างเวียดนาม ให้ได้ผลตอบแทนที่ดีได้อย่างไร โพสต์นี้มีคำตอบ

การแข่งขันกีฬาซีเกมส์ที่เพิ่งสิ้นสุดไป ซึ่งประเทศเวียดนามครองเหรียญทองเป็นอันดับ 3 รองจากมาเลเซียและประเทศไทย ก็ได้ตอกย้ำให้เห็นถึงความร้อนแรงของประเทศเพื่อนบ้านแห่งนี้ที่กำลังพัฒนาอย่างก้าวกระโดด การขยายตัวของเศรษฐกิจเวียดนามก่อให้เกิดโอกาสทางการลงทุนที่น่าสนใจมากมายสำหรับนักลงทุนระยะยาวอย่างเราค่ะ ส่วนจะเป็นธุรกิจไหน อุตสาหกรรมอะไรบ้างนั้น เราได้ข้อสรุปจากงาน “วันรวมพลคนลงทุนทุ้นหุ้นเวียดนาม” ซึ่งจัดขึ้นโดยเพจ Vietnam Value Investor ไว้ให้คุณอ่านกันเพลินๆ ด้านล่างนี้แล้วค่ะ

ภาพรวมและแนวคิดการลงทุนหุ้นเวียดนาม

ก่อนที่จะมาเจาะลึกธุรกิจกัน เรามาดูตัวเลขภาพรวมเศรษฐกิจของเวียดนามกันดีกว่าค่ะ เริ่มจากอัตราการเติบโตของ GDP นั้นสูงถึง 7% สูงสุดเป็นอันดับ 5 ของเอเชียอาคเนย์ หลักๆ แล้วก็เพราะเวียดนามกลายเป็นฐานการผลิตสิ่งค้าส่งออกสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น Samsung หรือ LG ง่ายๆ ก็คือเป็นประเทศจีนขนาดย่อมนี่เองค่ะ

ส่วนปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้เวียดนามได้เปรียบ ก็ได้แก่

  1. ระบอบการปกครองแบบสังคมนิยม คอมมิวนิสต์ ทำให้การเมืองมีเสถียรภาพ มั่นคง
  2. เสถียรภาพด้านเศรษฐกิจที่ดี เพราะเศรษฐกิจของประเทศเวียดนามได้เข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมอย่างเต็มตัว และทางรัฐบาลได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับศักยภาพของแรงงาน จึงทำให้แรงงานมีคุณภาพที่ดีขึ้น
  3. แรงงานจำนวนมากที่พร้อมทำงาน (ปัจจุบันเวียดนามมีประชากรราว 92.7 ล้านคน ในจํานวนนี้เป็นประชากรที่อยู่ในวัยทํางานหรือแรงงาน 55.9 ล้านคน)
  4. อัตราค่าจ้างต่ำ
  5. เวียดนามได้เปรียบจากข้อตกลงการค้าเสรีมากมาย โดยเฉพาะกับอาเซียน จีน และเกาหลีใต้
  6. รัฐบาลเวียดนามให้ความสำคัญในการลงทุนด้านโครงสร้างภายในประเทศมาก ทำให้ประเทศพัฒนาอย่างมีศักยภาพ

อุตสาหกรรมเด่นในตลาดหุ้นเวียดนามปี 2017

ถ้าคุณอยากทราบว่าอุตสาหกรรมที่น่าลงทุนในเวียดนามมีอะไรบ้าง อย่างแรกก็ขอให้นึกถึงอุตสาหกรรมที่เคยรุ่งเรืองในเมืองไทยยุคเฟื่องฟูค่ะ ว่าตอนนั้นธุรกิจอะไรที่กำลังโตบ้าง ซึ่งก็เดาได้ไม่ยากค่ะ ว่ากลุ่มไฟแนนซ์ต้องเป็นหนึ่งในนั้นแน่นอน ดูจากการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตที่น้อยกว่าไทยหลายเท่า ยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก แล้วถ้าบริการกู้ยืมทางการเงินเริ่มแพร่หลายมากขึ้น ก็คาดการณ์ได้เลยว่า การเติบโตของเศรษฐกิจจะต้องสูงกว่านี้อีกแน่นอน

นอกจากนี้กลุ่มการท่องเที่ยวก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เมื่อเวียดนามมีนักท่องเที่ยวเข้าประเทศเพิ่มขึ้น 26% ในปี 2016 และ 28% ในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว แถมชาวเวียดนามเองก็เที่ยวภายในประเทศมากขึ้นเพราะรายได้ที่สูงขึ้น ในขณะเดียวกัน รัฐบาลเวียดนามก็ทุ่มลงทุนกับการพัฒนาสนามบินและโครงสร้างภายในมากขึ้น เพื่อช่วยโปรโมทธุรกิจการท่องเที่ยว แม้ตอนนี้จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเวียดนามจะยังน้อยกว่าที่เดินทางมาประเทศไทยหรือมาเลเซีย แต่นี่ก็แสดงให้เห็นว่าโอกาสในการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ยังไปได้อีกไกลทีเดียวค่ะ

กลยุทธ์การลงทุนหุ้นเวียดนามปี 2017

คุณเองก็เลือกเก็บเกี่ยวผลตอบแทนดีๆ จากตลาดเวียดนามได้ไม่ยากค่ะ ซึ่งหากคุณเป็นนักลงทุน VI แบบเชิงรุก (active investor) คุณก็อาจจะต้องใช้เวลาศึกษาข้อมูลธุรกิจในประเทศเวียดนามหน่อย ซึ่งคุณ Nguyen Duc Trong นักลงทุน VI ชื่อดังจากเวียดนามที่ได้มาร่วมเสวนาในสัมมนาครั้งนี้ด้วย ก็ได้ให้เคล็ดลับสำคัญๆ ไว้มากมาย เขาเชื่อว่าการค้นหาหุ้นดีๆ ในเวียดนามจะพึ่งการวิเคราะห์แบบภาพกว้าง macro ได้ยากกว่าวิเคราะห์จากจุดเล็กไปหาใหญ่ค่ะ เนื่องจากเศรษฐกิจเวียดนามเองก็ยังอยู่ในช่วงเริ่มหัดเดิน อาจไม่ได้ทำงานตามกลไกทั่วไปสักเท่าใดนัก แถมเขายังให้กฎเหล็กในการเลือกซื้อหุ้นมาด้วยค่ะ มี 4 ข้อด้วยกัน ได้แก่

  1. มั่นใจได้หรือไม่ว่า ถ้านำเงินของญาติไปลงทุนในบริษัทนี้แล้ว บริษัทจะบริหารจัดการมันอย่างมีประสิทธิภาพ
  2. บริษัทแห่งนั้นจะยังแข็งแกร่งอยู่ไปอีก 5-10 ปีข้างหน้าได้หรือไม่
  3. Competitive advantage ของบริษัทคืออะไร
  4. ราคาเหมาะสมหรือไม่ แต่ราคาจะไม่สำคัญเลยถ้าคุณไม่สามารถตอบคำถามทั้ง 3 ข้อด้านบนได้

ซึ่งคุณก็ไม่ต้องกังวลไปค่ะ ว่าจะต้องไปแกะงบการเงินภาษาเวียดนามเพื่อตอบคำถามทั้ง 4 ข้อนี้ให้เสียเวลา เพราะ Jitta.com ได้รวบรวมหุ้นเวียดนามใน Ho Chi Minh Stock Exchange กับ Hanoi Stock Exchange มาวิเคราะห์พื้นฐานและมูลค่าที่เหมาะสมให้เรียบร้อย ในรูปแบบ Jitta Score และ Jitta Line มองปราดเดียวก็รู้เลยว่าหุ้นไหนน่าสนใจ น่าลงทุนมากกว่า เสร็จแล้วคุณค่อยไปดูว่าจุดแข็งและจุดอ่อนของบริษัทเป็นอย่างไรจาก Jitta Signs และ Jitta Factors

นอกจากนี้ Jitta.com ยังมีรายชื่อผู้บริหาร งบ income statement งบ balance sheet และงบ cash flow statement ให้ดูด้วย จะช่วยร่นเวลาในการวิเคราะห์หาหุ้นเข้าพอร์ตได้เยอะมากค่ะ ที่สำคัญมีข้อมูล foreign room แสดงจำนวนและมูลค่าหุ้นที่ยังมีให้นักลงทุนต่างชาติอย่างเราเข้าเป็นเจ้าของได้

แต่การลงทุนแบบ active อาจจะไม่ใช่สำหรับทุกคน ซึ่งคุณ Nguyen เองก็ยอมรับค่ะว่า ชาวต่างชาติอย่างเราที่ต้องการไปลงทุนในเวียดนามนั้น ประสบปัญหาในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และวิธีการลงทุนแบบที่ ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ใช้ นั่นก็คือการซื้อแบบเหวี่ยงแหตามสูตรกรองหุ้น Magic Formula แล้วปรับพอร์ตทุกปีนั้น ก็เป็นวิธีที่เหมาะสม และให้ผลตอบแทนดีได้

การลงทุนแบบ ดร. นิเวศน์ นั้นเป็นการลงทุนเชิงรับหรือ passive investing ค่ะ อาจจะดูเหมือนง่าย แค่ซื้อหุ้นตามที่กรองมาเป๊ะๆ แต่สำหรับคนที่เคยเลือกหุ้นด้วยตนเองอย่าง ดร. นิเวศน์ บางครั้งก็ยังอดใจไม่ได้ที่จะเลือกซื้อหรือไม่ซื้อหุ้นบางตัวที่กรองออกมา ซึ่งวิธีแบบนี้จะส่งผลเสียต่อการลงทุนของคุณได้ค่ะ หากเลือกที่จะใช้สูตรแล้ว ก็ต้องห้ามให้ความคิดของตนเองเข้ามาอิทธิพล ไม่งั้น “ภาพใหญ่จะเพี้ยน” อย่างที่ ดร. นิเวศน์ได้ประสบมากับตัวเอง

ถ้าคุณเป็นนักลงทุนที่ชื่นชอบวิธีแบบ passive investing คุณก็มีตัวเลือกหลากหลายทางการลงทุนค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการลงกองทุน ETF ที่เน้นสร้างผลตอบแทนเลียนแบบดัชนีของเวียดนามอย่าง VFM VN30 ETF อิงกับดัชนี VN30 ดัชนีนี้จะคัดเลือกบริษัทจดทะเบียนในเวียดนามที่มีมูลค่าตลาดสูงสุด 50 ลำดับแรก และคัดออกให้เหลือเพียง 30 บริษัทเพื่อการลงทุน

หรือคุณจะเลือกให้ Jitta Wealth ดูแลพอร์ตการลงทุนของคุณก็ได้ค่ะ เรากำลังจะเปิดให้บริการประเทศเวียดนามในเร็วๆ นี้ ด้วยเงินเริ่มต้น 3 ล้านบาท คุณก็จะได้ลงทุนในธุรกิจที่ดี ราคาเหมาะสม และมีแนวโน้มการเติบโตสูงของประเทศเวียดนาม คัดเลือกโดย Jitta Ranking อัลกอริธึมจัดอันดับหุ้นของ Jitta ที่ได้รับการพิสูจน์ตั้งแต่ปี 2009 เป็นต้นมา ว่าสามารถสร้างผลตอบแทนชนะดัชนีตลาด

ข้อดีของการลงทุนกับ Jitta Wealth หรือ ETF ที่ลงทุนตามดัชนีก็คือ คุณจะได้ลงทุนอย่างเป็นระบบ ซื้อหุ้นตามสูตรเป๊ะๆ โดยไม่มีอารมณ์หรือความต้องการส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง นอกจากนี้พอร์ตของคุณจะถูกปรับอย่างเหมาะสมโดยที่คุณไม่ต้องวุ่นวายจัดการอะไรเอง และที่สำคัญ…ค่าธรรมเนียมที่ต่ำจะทำให้คุณได้รับผลตอบแทนที่เต็มเม็ดเต็มหน่วยมากกว่าด้วยค่ะ  หากสนใจก็ลงชื่อรอลงทุนกับเราได้ที่ weath.jitta.com นะคะ

ทั้งหมดนี้ ก็เป็นไอเดียการลงทุนในเวียดนามที่น่าสนใจ สามารถนำไปปฏิบัติได้ทันที ต้องขอขอบคุณ https://www.facebook.com/vvinvestor/ เป็นอย่างสูงสำหรับกิจกรรมดีๆ ในครั้งนี้ หากคุณพลาดไปก็ไม่เป็นไรค่ะ เจอกันใหม่ครั้งหน้า พร้อมสาระดีๆ อัดแน่นเหมือนเคย


ร่วมค้นคว้าข้อมูลโดย ณิชา ทรัพย์พิศาลกุล

วิธีลงทุนที่ให้คุณ “ทำน้อย แต่ได้มาก”

ใครจะสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่า ระหว่างนักลงทุนที่ที่ซื้อๆ ขายๆ หุ้น หวังเอาชนะดัชนีตลาด กับนักลงทุนที่นั่งเฉยๆ ปล่อยให้ผลตอบแทนเติบโตตามดัชนี

passive investing
การลงทุนให้ได้ผลตอบแทนดีไม่จำเป็นต้องซื้อขายตลอดเวลา (ภาพจาก Unsplash โดย rawpixel.com)

 

คุณลองนึกภาพพนักงานออฟฟิศสองคน

คนหนึ่งทุ่มเทเวลาให้กับการทำงาน มาคนแรกกลับคนสุดท้าย พักกลางวัน 10 นาที (ซื้อข้าวเซเว่น) แล้วกลับมาปั่นงานงุดๆ หลังกองเอกสาร แต่ผลงานอยู่ระดับปานกลาง ไม่มีอะไรโดดเด่น

ส่วนอีกคนเข้าออกงานตรงเวลาเป๊ะ กลางวันก็ออกไปทานข้าว เดินเล่น ซื้อกาแฟ ดูสบายใจเหมือนไม่มีอะไรทำ แต่มีผลงานชิ้นโบว์แดงมาโชว์ให้หัวหน้าปลาบปลื้มตลอด

คุณอยากเป็นพนักงานแบบไหน

ธรรมดาที่ใครๆก็อยากเป็นพนักงานคนที่สอง คนที่ทำน้อยแล้วได้มาก คนที่รู้ว่าผลลัพธ์ไม่ได้แปรผันตามแรงงานที่ทุ่มเทลงไป แต่ผลลัพธ์จะดีหรือไม่ดีนั้น ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ที่ใช้เป็นสำคัญ

การลงทุนก็เช่นกัน หลายคนนึกภาพนักลงทุนเป็นพนักงานออฟฟิศคนแรก ที่ใช้เวลาส่วนมากไปกับตาราง Excel เส้นกราฟ งบการเงิน ติดตามข่าวสาร คอยวิเคราะห์หาหุ้นดีมาใส่พอร์ต และปรับพอร์ตบ่อยครั้ง หวังจะเอาชนะอัตราการเติบโตของดัชนีตลาดโดยรวม เราจะเรียกนักลงทุนคนนี้ว่านักลงทุนเชิงรุก

ในขณะที่นักลงทุนอีกประเภทหนึ่ง เรียกว่านักลงทุนเชิงรับ จะซื้อหุ้นตามดัชนีแล้วถือไว้ ปีหนึ่งจะซื้อขายหุ้นเพื่อปรับพอร์ตทีหนึ่ง ตอนตลาดโตก็มองดูอย่างใจเย็น ตอนตลาดตกก็ไม่ได้ผวาไปกับตัวเลขสีแดงๆ ยังคงยึดมั่นในกลยุทธ์ที่ตนเองเลือกไว้ และทำตามอย่างเป็นระบบ

สุดท้าย สถิติก็พิสูจน์ให้เห็นว่า ใน 5 ปีที่ผ่านมา มีนักลงทุนเชิงรุกที่เลือกหุ้นอย่างขยันขันแข็งเพียง 11.70% เท่านั้น ที่สามารถสร้างผลตอบแทนสูงกว่านักลงทุนเชิงรับที่ซื้อหุ้นตามดัชนีได้ และเปอร์เซ็นต์ดังกล่าวจะยิ่งลดน้อยลงเรื่อยๆ ตามระยะเวลาการลงทุนที่เพิ่มมากขึ้น เมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี เปอร์เซ็นต์ชนะจะเหลือเพียง 9% ผ่านไป 25 ปี เหลือ 5% และผ่านไป 50 ปีจะเหลือแค่ 2%*

เท่ากับว่า ยิ่งลงทุนเชิงรุกมาก ยิ่งมีโอกาสแพ้ดัชนีมาก

เหตุที่การลงทุนเชิงรับ หรือ passive investing ให้ผลตอบแทนดีกว่านั้น เพราะจุดเด่น 3 ประการคือ

  1. เน้นการสร้างผลตอบแทนทบต้นในระยะยาว
  2. จำกัดจำนวนครั้งซื้อขายให้น้อยที่สุด เพื่อ
  3. ลดค่าธรรมเนียมและภาษี ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า

ไม่ว่าจะลงทุนในดัชนีตลาด กองทุน ETF หรือ Jitta Ranking ตราบใดที่คุณลงทุนโดยยึดมั่นในหลักการทั้งสามข้อนี้ คุณก็สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าในสไตล์นักลงทุนเชิงรับได้

การลงทุนเชิงรับจึงเปรียบเสมือนการ “ทำน้อยแต่ได้มาก” เป็นกลยุทธ์การลงทุนที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายว่าดีที่สุดสำหรับนักลงทุนทั้งรายใหญ่และรายย่อยในระยะยาว ไม่เว้นกระทั่งปรมาจารย์อย่างวอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่กล่าวว่า “แค่ลงทุนในกองทุนรวมดัชนีอย่างสม่ำเสมอ นักลงทุนที่ไม่มีความรู้อะไรก็สร้างผลตอบแทนชนะมืออาชีพส่วนมากได้แล้ว”

นั่นคือสาเหตุว่าทำไมในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การลงทุนแบบ passive จึงได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ที่มีเงินลงทุนไหลเข้ากองทุนแบบ passive รวมทั้งสิ้น US$961 พันล้านนับตั้งแต่ปีค.ศ. 2009 เป็นต้นมา จนครองสัดส่วน 72% ของเงินที่ลงทุนในกองทุนทั้งหมด และตัวเลขนี้ก็มีแต่จะเพิ่มขึ้นทุกปี ในขณะที่กองทุนแบบ active ต้องเผชิญกับเงินลงทุนที่ลดน้อยลงเรื่อยๆ

คราวหน้าเราจะมาเจาะลึกกันว่า เพราะอะไรนักลงทุนเน้นคุณค่าอย่างบัฟเฟตต์ ถึงแนะนำให้ทุกคนวางเงินไว้ในกองทุนที่ลงทุนในดัชนีตลาด แทนที่จะพยายามเอาชนะตลาดด้วยการเลือกหุ้นเอง หรือมอบหมายเงินลงทุนของคุณให้เหล่า “มืออาชีพ” จัดการให้

 

*ที่มา: The Little Book of Common Sense Investing: The Only Way to Guarantee Your Fair Share of Stock Market Returns

ควรขายหุ้นตอนไหนดี

คำถามนึงที่มักจะมีคนสงสัยเสมอก็คือ “ถ้าหากเราลงทุนแนวเน้นคุณค่า เราจะขายหุ้นได้ตอนไหน และ เราจะได้ใช้เงินเมื่อไหร่”

คำถามนึงที่มักจะมีคนสงสัยเสมอก็คือ “ถ้าหากเราลงทุนแนวเน้นคุณค่า เราจะขายหุ้นได้ตอนไหน และ เราจะได้ใช้เงินเมื่อไหร่”

หลายๆคนที่หาคำตอบไม่ได้ ก็เลยทำให้ไม่อยากลงทุนแนวนี้ไปเลย เพราะกลัวจะไม่ได้ใช้เงิน

จริงเป็นเพราะคนส่วนมากยังไม่ค่อยเข้าใจหลักการลงทุนแบบเน้นคุณค่าสักเท่าไหร่ และมักจะเข้าใจไปในทางที่คนส่วนมากในตลาดหุ้นพูด เช่น ถือยาว ไม่ขายไม่ขาดทุน เป็นต้น เลยทำให้เกิดความสับสน

จริงๆการลงทุนแบบเน้นคุณค่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องว่าจะต้องถือยาวไปหลายปีนะครับ อาจจะถือไม่กี่เดือนแล้วขายออกไปก็ได้ เพราะแก่นจริงๆแล้วก็คือ การซื้อทรัพย์สินในราคาที่ถูกกว่ามูลค่าของทรัพย์สิน หลังจากนั้นก็ค่อยขายเมื่อราคาสูงขึ้น หรือ เมื่อราคาเข้าใกล้มูลค่าที่เหมาะสมของทรัพย์สินนั้นๆ

เพียงแต่เราไม่สามารถคาดการณ์ได้แน่นอนเท่านั้นเองว่า ราคาจะเข้าใกล้มูลค่าของทรัพย์สินเมื่อไหร่ ทำให้บางครั้งถ้าสถานการณ์ไม่เป็นใจ ตลาดหุ้นโดยรวมไม่ดี ก็อาจจะต้องใช้เวลานานหน่อย ในขณะที่บางครั้ง หลังจากซื้อไปไม่นาน ราคาหุ้นก็อาจจะวิ่งขึ้นมาเข้าใกล้ราคาที่เหมาะสม เราก็อาจจะขายหุ้นนั้นออกไปได้เหมือนกันครับ

มีกรณีที่เราจะถือครองหุ้นยาวๆมากๆหลายๆปี กรณีเดียวนั่นก็คือ เมื่อเราได้มีโอกาสลงทุนในธุรกิจที่ยอดเยี่ยมมากๆ ได้ในราคาที่เหมาะสมหรือต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงในขณะที่เราลงทุน เพราะเมื่อมองในระยะยาวแล้ว ธุรกิจจะเติบโตและสร้างกำไรได้มากขึ้นทุกปี มูลค่าที่แท้จริงก็จะสูงขึ้นไปได้อีกมากในอนาคต และราคาหุ้นก็จะสูงขึ้นเรื่อยๆตามมูลค่าที่แท้จริงไปด้วยนั่นเอง (เลยทำให้ไม่เคยต้องขายหุ้นออกมาเลยในระยะสั้น เพราะราคาในปัจจุบันจะต่ำมากเสมอ เมื่อเทียบกับมูลค่าที่แท้จริงในระยะยาว)

ดังนั้นการตัดสินใจที่จะขายหุ้นออกไปนั้น ปัจจัยหลักที่เราต้องนำมาพิจารณาควบคู่กันเสมอก็คือ

  1. คุณภาพของกิจการ
  2. ราคาหุ้นเข้าใกล้มูลค่าที่เหมาะสมมากแค่ไหน (ราคาหุ้นถูกแพงแค่ไหนแล้ว)
  3. ทางเลือกในการลงทุนอื่นๆที่ดีกว่า

ซึ่งเราก็ควรจะตอบคำถาม 3 ข้อนี้ เรียงลงมาตั้งแต่ข้อ 1-3 ก็จะทำให้เราตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าจะขายหุ้นดีไหม และถ้าขายจะไปลงทุนที่ไหนต่อ

เช่น เราคิดว่าอยากจะขายหุ้นบริษัท A ก็มาคิดว่า

  • คุณภาพของกิจการ : ดี (Jitta Score 6.5)
  • ราคาเทียบกับมูลค่า : สูงกว่ามูลค่า 12% (12% above Jitta Line)
  • ทางเลือกในการลงทุนที่ดีกว่า : หุ้น B, หุ้น P, หุ้น S

ซึ่งแน่นอนครับว่า เราต้องมีเหตุผลรองรับด้วยว่า ทำไมหุ้น B, หุ้น P, หุ้น S ถึงเป็นการลงทุนดีที่ดีกว่า เช่น หุ้นทั้ง 3 ตัวนี้ มี Jitta Score มากกว่า 7 และราคายังต่ำกว่า Jitta Line ทั้งหมด เป็นต้น

จากนั้นค่อยมาดูรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆเพิ่มเติมว่า ระหว่างหุ้น B, หุ้น P, หุ้น S นั้น ตัวไหนน่าลงทุนมากที่สุด ด้วย Jitta Factor, Jitta Signs หรือตัวเลขทางการเงินต่างๆในหน้า FactSheet ครับ

ด้วยวิธีนี้จะเห็นว่า การขายหุ้นของเราจะไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับราคาหุ้น หรือ กำไรที่ทำได้เลย และจะทำให้เราไม่มึนงง เพราะเรากรองหุ้นจาก 500 ตัว ลงมาเหลือทางเลือกการลงทุนที่ดีกว่า (การถือหุ้น A ต่อไป) ให้เรามาวิเคราะห์ต่อเพียงแค่ 3 ตัวเท่านั้นครับ และเมื่อขายหุ้น A ไปแล้ว ก็สามารถนำเงินไปลงทุนต่อได้ทันที ทำให้เงินเราทำงานตลอดเวลาครับ

ถ้าเผอิญเราวิเคราะห์แล้วว่า หุ้น S น่าลงทุนที่สุด และเผอิญเรามีหุ้น S อยู่ใน Portfolio แล้ว เราก็อาจจะขายหุ้น A ไปเพิ่มสัดส่วนหุ้น S ใน Portfolio จนถึงจุดสูงสุดที่เรากำหนดไว้ (เช่น ถือหุ้นตัวใดตัวนึงไม่เกิน 30% ของพอร์ต) จึงค่อยนำเงินที่เหลือไปลงทุนในหุ้นที่น่าลงทุนอันดับ 2 ครับ

ถ้าถัดมาอีก 7 เดือน ราคาหุ้น S เพิ่มสูงขึ้น เราอยากจะขายหุ้น S ก็มานั่งคิดต่อ 3 ข้อเหมือนเดิม

  • คุณภาพกิจการ : ดีมาก (Jitta Score 8)
  • ราคาเทียบกับมูลค่า : สูงกว่ามูลค่า 5% (5% above Jitta Line)
  • ทางเลือกการลงทุนที่ดีกว่า : ไม่มี

ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ ก็เท่ากับว่า เราก็ยังไม่ควรขายหุ้น S ออกไป แม้ราคาจะขึ้นมาสูงว่ามูลค่าที่เหมาะสมพอสมควรแล้ว เพราะขายไปแล้วก็ไม่รู้จะเอาเงินไปลงทุนที่ไหนต่อ ก็อยู่เฉยๆดีกว่าครับ

(แน่นอนครับว่า ในกรณีที่เราลงทุนในหุ้นของบริษัทที่ยอดเยี่ยมไว้แล้วนั้น ทางเลือกในการลงทุนที่ดีกว่า แทบจะไม่ค่อยมีอยู่แล้ว ก็จะทำให้เราถือหุ้นนั้นต่อไปเรื่อยๆเองครับ วิธีนี้จะช่วยลดความโลภจากการมองเห็นกำไรที่ทำได้ตรงหน้าแล้วอยากจะขายหุ้นเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ค่อนข้างดีครับ)

ด้วยหลักการเลือกลงทุนในทรัพย์สินที่ดีที่สุดอยู่เสมอ ก็จะทำให้เราสามารถทำผลตอบแทนชนะตลาดได้ในระยะยาวแน่นอนครับ (ระยะยาวตลาดจะมีผลตอบแทนราวๆ 12% ต่อปี)

เมื่อเรามีความสามารถในการทำผลตอบแทนจากการลงทุนระยะยาวชนะตลาดแล้ว เช่น ทำได้ประมาณ 15% ต่อปี การนำเงินจากการลงทุนมาใช้ก็ไม่ใช่เรื่องยากแล้วครับ อยู่ที่การเป้าหมายและแผนการทางการเงินให้ชัดเจนแค่นั้นเอง

ซึ่งวิธีการวางเป้าหมายการลงทุนและการนำเงินลงทุนออกมาใช้มีหลายแบบมาก ผมได้อธิบายเรื่องเหล่านี้ไว้เรียบร้อยแล้วใน Jitta 101 Part 5 ในนาทีที่ 9.25 นะครับ ใครที่สนใจก็ลองไปดูได้ครับ

When should we sell stocks?

Every stock is not equal! Don’t sell any stocks just because you want to sell the stocks or because you already got some profits. During a tough situation in stock market, always remember that great companies with fair prices will gain you huge profit in long run.

Every stock is not equal! Don’t sell any stocks just because you want to sell the stocks or because you already got some profits. During a tough situation in stock market, always remember that great companies with fair prices will gain you huge profit in long run. Therefore, if you want to sell some stocks to hold some cash and reduce the risk, always sell stocks, in your portfolio, those are

  1. having least durable competitive advantage
  2. having poor business performance recently
  3. having very high price relative to fair value

In term of using Jitta, those 3 will equal to

  1. having least average Jitta Score in the past 3-5 years
  2. Jitta Score is decreasing and recent business performance in Jitta Factor is less than 70
  3. stock price is very high compare to Jitta Line, approximately should be at least 20% above Jitta Line. (However it depends to Jitta Score too, the higher Jitta Score, the higher above Jitta Line percentage can be allowed)

When you stick with this strategy, you will never miss out the great fortune that great companies will provide you in the long term. Remember, if you invest in the right company and hold it long enough, you can turn $9,000 into $4,400,000 without doing anything.

As Peter Lynch said

You won’t improve results by pulling out the flowers and watering the weeds.
– Peter Lynch

Therefore, you should always keep watering your flowers and pulling out the weeds. Keep your money in the great companies all the time and it will reward you a great fortune, period.

มาทำความเข้าใจเรื่อง Fiscal Year กันเถอะ

มีคนสงสัยเรื่องของ Fiscal Year กับ Calendar Year กันมาพอสมควรนะครับ ส่วนมากเวลาเข้าไปดู FactSheet แล้วจะงงว่า ทำไมบางบริษัทถึงมีตัวเลขรายได้และกำไรรายไตรมาสล่วงหน้าไปมากกว่าบริษัทอื่นๆ เรื่องราวก็มีความเป็นมาดังนี้ครับ

มีคนสงสัยเรื่องของ Fiscal Year กับ Calendar Year กันมาพอสมควรนะครับ ส่วนมากเวลาเข้าไปดู FactSheet แล้วจะงงว่า ทำไมบางบริษัทถึงมีตัวเลขรายได้และกำไรรายไตรมาสล่วงหน้าไปมากกว่าบริษัทอื่นๆ เรื่องราวก็มีความเป็นมาดังนี้ครับ

ปีทางปฏิทิน (Calendar Year) ก็คือ ปีที่เราใช้กันอยู่ปรกตินั่นเองครับ คือ มกราคม – ธันวาคม ส่วนปีทางบัญชี (Fiscal Year) นั้นอยู่ที่นโยบายทางบัญชีว่าบริษัทอยากจะปิดงบการเงินในเดือนไหน ก็จะถือว่าเดือนนั้นเป็นเดือนสิ้นปีทางบัญชีครับ จะตรงกับปีปฏิทินหรือไม่ก็ได้ และการนับวันปิดรอบไตรมาสก็จะนับไปทีละ 3 เดือนหลังวันปิดงบการเงินครับ

อย่างเช่น Apple ที่ปิดงบการเงินในสิ้นเดือนกันยายน ก็จะถือว่าวันขึ้นปีใหม่ทางบัญชีคือ 1 ตุลาคม และวันปิดไตรมาส 1, 2, 3 ก็คือ สิ้นเดือน ธันวาคม มีนาคม และ มิถุนายน ตามลำดับ

ในขณะที่ Google ที่มีการปิดงบการเงินในสิ้นเดือนธันวาคม วันปิดไตรมาส 1, 2, 3 ก็จะเป็นสิ้นเดือน มีนาคม มิถุนายน และ กันยายน ตามลำดับ ซึ่งก็จะตรงกับวันสิ้นไตรมาสและสิ้นปีตามปีปฏิทินครับ

หรือในกรณีที่ยุ่งยากและซับซ้อนมากขึ้นอย่าง Walmart นั้น มีการปิดงบการเงินปี 2013 (Fiscal Year 2013) ในสิ้นเดือนมกราคมปี 2014 (Calendar Year) ทำให้ วันสิ้นไตรมาส 1 ของปี 2014 (Q1 Fiscal 2014) นั้นตรงกับสิ้นเดือนเมษายนของปี 2013 (Calendar Year) ครับ

ทั้งนี้สาเหตุหลักๆที่ทำให้บริษัทต้องปิดปีบัญชีไม่ตรงกับปีปฏิทินนั้น ก็เพื่อความสะดวกในการบริหารงานครับ ยกตัวอย่างเช่น Walmart นั้น ช่วงที่ขายดีจะอยู่ที่ประมาณปลายปี ดังนั้น Walmart เลยไม่อยากจะยุ่งยากว่า พอสิ้นเดือนธันวาคมปุ๊บต้องมานั่งปิดงบรายปีทันที ซึ่งจะมีความวุ่นวายสูง ก็เลยรอจนสิ้นเดือนมกราคมค่อยปิดงบรายปีครับ จะได้มีเวลาพักหลังจากช่วงขายดี และจะได้เช็คของใน investory ได้ง่ายขึ้นครับ ซึ่งหุ้นหลายๆตัวในกลุ่ม Retail ก็จะปิดงบตอนสิ้นเดือนมกราคมเช่นเดียวกันครับ

(ใน Jitta FactSheet จะมีบอกวันปิด Fiscal Year ของแต่ละบริษัทไว้ด้านล่างซ้ายของตาราง Quarterly ครับ เพื่อให้คนที่อ่านงบการเงินได้มาดูแล้วจะได้เข้าใจค่าต่างๆตรงกับความจริงครับ)

ดังนั้นในการคำนวณ Jitta Score และ Jitta Line จะต้องนำเอาผลกระทบทางด้านการเหลื่อมล้ำทางเวลาของ Fiscal Year และ Calendar Year มาคิดและปรับให้ตรงกับความเป็นจริงด้วยครับ เพื่อให้ Jitta Score และ Jitta Line ณ วันไหนก็ตามในปีปฏิทิน ใช้ข้อมูลงบการเงินเท่าที่บริษัทได้ประกาศออกมาแล้วจนถึงวันนั้นครับ จะได้บ่งบอกถึงคุณภาพและราคาของบริษัทตามข้อมูล ณ ปัจจุบันได้ใกล้เคียงที่สุดครับ

อย่างเช่น Walmart นั้น ถ้าหากคิด Jitta Score, Jitta Line ณ วันสิ้นเดือนกันยายนปี 2013 เท่ากับว่า ทาง Jitta จะใช้ข้อมูลงบการเงินย้อนหลังรายปีตั้งแต่ปี Fiscal 2004 จนถึงปี Fiscal 2013 ที่ปิดไป ณ สิ้นเดือนมกราคม 2013 รวมกับ ผลประกอบการรายไตรมาสที่ออกมาแล้วอีก 2 ไตรมาส คือ Q1, Q2 ของปี Fiscal 2014 มาทำการคำนวณครับ

จริงๆเรื่อง Fiscal Year กับ Calendar Year นี้ ถ้าหากว่าเป็นคนที่อ่านงบการเงินมาระดับนึงแล้วก็จะสามารถเข้าใจและคำนวณทุกอย่างทีละหุ้นได้ไม่ยากครับ แต่การทำกับหุ้นทุกตัวในตลาดเป็นเรื่องที่ยากมากระดับนึงครับ เพราะมีหลายกรณีที่ต้องมาหาวิธีคิดเป็นพิเศษ

ช่วงแรกๆที่ฮันท์กับผมทำตัว Jitta Score, Jitta Line ขึ้นมาตอนที่อยู่อเมริกา ก็ต้องใช้เวลานั่งปรับแก้ และ หาทางสร้างมาตรฐานในการปรับค่า Fiscal Year ให้ตรงกับ Calendar Year อยู่นานพอสมควรเลยครับ

ผมว่าก็เป็นโชคดีอย่างนึงของ Jitta นะครับ เพราะว่าเริ่มทำจากหุ้นอเมริกาก่อน ซึ่งมีหุ้นเยอะมาก และ มีการปิดงบ Fiscal แบบแปลกๆเยอะมากครับ เลยทำให้ต้องคิดแก้ปัญหาต่างๆให้ครบทุกกรณีครับ ซึ่งก็เลยทำให้มั่นใจเลยครับว่า ต่อไปไม่ว่าจะมีหุ้นของประเทศไหนเพิ่มเติม ก็ไม่น่าจะมีปัญหาเรื่อง Fiscal Year นี้เท่าไหร่แล้วครับ

“Eat That Frog” ยังใช้ได้ดีเสมอครับ 🙂

Understanding the Fiscal Year

There are many people who would like to know more about the Fiscal Year and the Calendar Year. Many might be confused by the Factsheet, because some companies would have their quarterly revenue and profit figures before others. Here’s the explanation

There are many people who would like to know more about the Fiscal Year and the Calendar Year. Many might be confused by the Factsheet, because some companies would have their quarterly revenue and profit figures before others. Here’s the explanation:

The Calendar Year is the year that we all use, from January to December, whereas the Fiscal Year depends on the company’s finance department’s policy concerning when do they want to close off the financial reports. The month that contains the final financial data does not necessarily have to be December. And the closing date of the final trimester would be 3 months after the closing of the financial account statements.

For example, Apple closes its financial account at the end of September, therefore, the new Fiscal Year would be October 1, and the closing dates of trimesters 1, 2, and 3 would be December, March, and June respectively.

On the other hand, Google closes its accounts at the end of December, therefore, the closing dates of trimesters 1, 2, and 3 would be the end of March, June, and September respectively, which would match with the normal calendar year.

In a more complicated case, such as Walmart, the company closes its account for Fiscal Year 2013 in January 2014 (Calendar Year), making the closing date of trimester 1 in 2014 (Q1 Fiscal 2014) fall on the end of April 2013 (Calendar Year).

The reason companies do not follow the Calendar Year when closing their accounts is because of managerial purposes. For example, with Walmart, the peak selling periods are during the end of the year. This why Walmart doesn’t want to close its accounts during the year end, which is already busy enough as it is. So they wait until the end of January to do so, so that they have a bit of breathing time after the peak selling period, and allow themselves to have extra time to check inventory levels. Many stocks in the retail group also close their accounts at the end of January as well.

(Jitta Factsheet contains information on the closing date of each company’s Fiscal Year at the bottom left of the Quarterly charts, so that investors can correctly view all the figures)

Calculating the Jitta Score and Jitta Line also takes into account the overlapping of the Fiscal Year and Calendar Year, and readjust the figures accordingly. This ensures that the Jitta Score and Jitta Line reflects the correct figures the company has announced, thus truly representing the present quality and price of the company as close to present value as possible.

For example, if we want to calculate Walmart’s Jitta Score and Jitta Line at the end of September 2013, Jitta will use the historical financial data since Fiscal 2004 to Fiscal 2013 at year end on January 31, 2013, including the two released financial statements from Q1 and Q2 (of Fiscal 2014).

Actually, if you read financial statements for some time, you will find that you are able to calculate all the figures quite easily for each stock. But you will also find that it is extremely difficult to do so for every stock in the market, because there are many special cases that you have to work around.

During the first stages of developing our Jitta Score and Jitta Line (back when we were in America), we spent a lot of time altering and creating a standard by which we can adjust the Fiscal Year to the Calendar Year.

It is actually a good thing that we started doing this with stocks in the United States, because there are many companies that have unusual Fiscal Years and policies, which made us pros at adjusting and finding new solutions to make things work. This made me confident that we will be able to handle any market in any country from now on.

“Eat The Frog” always works.