มงจะลงที่ใคร? เมื่อตลาดหุ้นคือเวทีประกวดนางงาม

ตลาดหุ้นก็เปรียบได้กับการประกวดนางงามในสมัยก่อน โดยจะประกวดผ่านหนังสือพิมพ์ และให้คนอ่านเลือกผู้หญิงที่สวยที่สุด 6 คนจากทั้งหมด 100 จากรูปภาพ ผลลัทธ์จะเป็นอย่างไรนั้น เรามาดูกัน

Advertisements

Beauty contest article1.png
(Photo by Ashton Mullins on Unsplash)

 

ตลาดหุ้นก็เหมือนกับการประกวดนางงาม (Beauty Contest)*

นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังจอห์น เมย์นาร์ด เคนส์กล่าวไว้

เพราะสมัยก่อน การประกวดนางงามในลอนดอนจะทำผ่านหนังสือพิมพ์ โดยให้คนอ่านเลือกผู้หญิงที่สวยที่สุด 6 คนจากทั้งหมด 100 คนผ่านรูปภาพ

ใครก็ตามที่โหวตให้ผู้เข้าประกวดที่ชนะคะแนนโหวต ก็จะมีสิทธิลุ้นชิงรางวัลไปด้วย

ต่อให้ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ คุณก็คงพอเดาออกว่า ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร…

ใช่แล้วค่ะ…คนส่วนมากจะไม่เลือกผู้หญิงที่คิดว่าสวยที่สุด แต่จะเลือกผู้หญิงที่ตนเองคิดว่าคนส่วนใหญ่จะโหวตให้

ดังนั้น ผู้ชนะการประกวดจึงไม่ใช่หญิงสาวที่สวยที่สุด แต่เป็นหญิงสาวที่คนส่วนใหญ่คิดว่าจะมีคนเลือกมากที่สุดนั่นเอง

หุ้นก็เช่นเดียวกัน…

นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่ได้มองหาหุ้นที่ดีที่สุด แต่จะมองหาหุ้นที่คิดว่าคนส่วนใหญ่ชื่นชอบ

“ราคาหุ้นในตลาดนั้น ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานหรือผลงานของบริษัท
แต่จะอยู่ขึ้นอยู่กับความไม่สมเหตุสมผลของนักลงทุนส่วนใหญ่เสียมากกว่า”

— จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์

เมื่อตลาดเริ่มลือกันถึงหุ้นที่กำลังมาแรง คนก็จะรีบซื้อหุ้นนั้นตามๆ กัน เพราะหวังผลกำไรในอนาคต (ที่เขาบอกว่าดี) ทำให้ราคาของหุ้นขึ้นไปสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริงของบริษัท

กลับกัน เมื่อตลาดลือกันถึงหุ้นตัวที่คิดว่าแย่ นักลงทุนส่วนมากก็จะเริ่มกังวลและหวาดระแวง จนขายหุ้นตัวนั้นทิ้งไป ทำให้ราคาของหุ้นทิ้งดิ่งลงไปต่ำกว่าราคาที่ควรจะเป็น ดั่งที่เคยเล่าไว้ในบทความ Mr. Market

นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ตลาดหุ้นขึ้นๆ ลงๆ ตามความไม่สมเหตุสมผลของนักลงทุน ที่มัวแต่พะวงว่าคนอื่นจะคิดกันอย่างไร

ซึ่งเคนส์ก็ได้เตือนไว้ว่า “Markets can remain irrational longer than you can remain solvent.” แปลง่ายๆ คือ “ตลาดหุ้นมันก็จะไม่มีเหตุผลของมันแบบนี้จนคุณหมดตัวนั่นแหละ”

แล้วคุณจะเอาชนะความไร้เหตุผลของ Mr. Market ได้อย่างไร?

ไม่ยากเลยค่ะ!

คุณแค่มอบมงกุฎให้นางงามที่สวยที่สุด แทนที่จะมอบให้ Miss Popular

มองหาหุ้นที่มีคุณภาพ แทนหุ้นที่นักลงทุนส่วนใหญ่ชอบแห่เข้าหา

เริ่มจากการดู Jitta Score เพื่อตัดสินคุณภาพธุรกิจว่ามีศักยภาพสูง ทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง และมีความยั่งยืนในการทำธุรกิจหรือไม่

จากนั้นค่อยพิจารณามูลค่าที่เหมาะสมของบริษัท (Jitta Line) จากศักยภาพในการสร้างกระแสเงินสดและทรัพย์สินที่ผ่านมา เพื่อคาดการณ์อัตราการเติบโตของธุรกิจในอนาคตคร่าวๆ คุณจะทราบว่า หากต้องการซื้อธุรกิจ แล้วคืนทุนภายใน 10 ปี วันนี้ควรจะต้องซื้อในราคาเท่าใด

กฎหลักๆ เพียงเท่านี้ ก็ช่วยให้คุณหลุดพ้นจากกับดักของ Mr. Market ได้แล้ว แถมยังเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้นด้วย

ตราบใดที่บริษัทยังรักษาศักยภาพการบริหารและทำกำไรไว้อย่างต่อเนื่อง คุณก็ไม่จำเป็นต้องขายธุรกิจที่ดีเยี่ยมนั้นทิ้งไป

หรือถ้าบริษัทไม่ยอดเยี่ยมเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป คุณก็ไม่จำเป็นต้องเก็บไว้อีกเช่นกัน เหมือนที่เคนส์ได้กล่าวไว้ว่า “When the fact changes, I change my mind.”

และถึงแม้คุณจะไม่มีเวลาติดตามความเปลี่ยนแปลงของหุ้นที่คุณเลือกไว้ คุณก็ยังสามารถทำตามหลักการลงทุนที่ดีได้ โดยการจัดการลงทุนให้เป็นระบบ และทำตามแผนที่วางไว้อย่างมีวินัย

ไม่ว่าจะซื้อหุ้น 30 ตัวแรกบน Jitta Ranking แล้วปรับพอร์ตด้วยตนเองทุกปี หรือจะให้ Jitta Wealth จัดการซื้อและปรับพอร์ตตาม Jitta Ranking ให้คุณก็ได้

เพราะการซื้อตาม Jitta Ranking นั้น ก็เท่ากับว่าคุณได้เลือกซื้อหุ้นที่ดีที่สุดในตลาด ณ เวลานั้นๆ แล้ว

คุณจึงไม่ต้องกังวลว่า คุณจะพลาด…

มงลงไม่ผิดคนแน่นอน!


*Source: The General Theory of Employment, Interest and Money, 1936

The PDCA of Investing

Investing successfully is not all that different from operating a business successfully (or doing other things successfully).

Investing successfully is not all that different from operating a business successfully (or doing other things successfully).

The basic principles of PDCA is applicable to anything really:

  1. Plan
  2. Do
  3. Check
  4. Act

Most people do successfully follow the steps of PDCA very easily with different projects they undertake. But when it comes to investing in the stock market, this simple logic seems to suddenly disappear.

Start by asking yourself if you’ve ever made an investment plan, or what principles you use in investing, how did you do in the past, whether or not you beat your benchmark, and how much improvement did you have.

From my past experience, most people who constantly lose money from investing in the stock market (or unable to increase their wealth) usually only buy and sell stocks without any planning or principles involved. So they don’t know how to measure results or how to continue investing, and in the end, leave it to timing and luck. There is no learning and improvement in investing, despite being in the market for many years.

Since the birth of Jitta, we have always stuck by our mission to make investment easier and better for people around the world.

Therefore, the first thing we developed was the Jitta Intel, which helps analyze and summarize financial statements into simple figures, such as the Jitta Score, Jitta Line, followed by the Jitta Factor, Jitta Signs, and other functions that help find good stocks, such as Browse, Screener, and Comparison. After picking the stocks we’re interested in or already invested in, there are also useful functions like Follow/Alert, which keep track of the stocks’ progress.

In your investment process, Jitta will aid you in the “Do” stage, enabling you to invest with principles (of course, these are concepts from Warren Buffet which have proven to be successful, and confirmed by the Jitta Ranking)

From what I’ve gathered, Jitta users have been very satisfied with our role improving their investment, are happier to invest, and of course, overall make better returns.

So Jitta now plans to focus on other aspects that investors are still mission, such as the Plan, Check and Act steps.

Jitta has created the Jitta Financial Planner to help you plan your investment; how much should you save, how much return you expect from your investments, and in how many years should you reach your target.

Even though the Jitta Financial Planner is still in its first stage, I believe that it helps in the planning and the target setting process, to begin with. If any of you have further suggestions, please feel free to do so as well.

After the “Plan” comes the “Check” and “Act”, which, which are a bit more difficult than Planning, but equally important. Perhaps more so, because they are involved in measuring results, learning, and improving your investment.

From what I’ve seen, most people lack the process in measuring results, or worse, many never keep track of any data and results of their investments.

  • Because of this, some people might be ecstatic with a 100% profit within 1 month, but forget all the other times that they have lost, and don’t even compare their overall yearly return to that of the market index; or measure their port’s growth by their benchmark, for example.
  • Some people also do not separate their personal savings account from their investment account, jumbling all the cash in there, and making them unable to measure their true results.
  • Some people are unaware of how many times and how much do they profit or lose from, say 10 times of investment.
  • Some people don’t even know the proportion of each stock that they are holding in their portfolio, how much money they have in these stocks, and how risky is their port. They do no know which stocks have made particularly high profits, and why. Or which that have particularly costed them, and why.

To “Check” and “Act” well is to look at the overall portfolio return, or your overall investment, so that you are able to better understand your investment method, hence make better investment decisions.

The better your “Check” and “Act” processes are, the more improved your “Plan” and “Do” stages will be, and investing will be much easier and a lot more fun.

For everyone to be able to “Check” and “Act” well, our Jitta team, led by Chonlatee Jumratsee, is developing the Jitta Portfolio. Currently, it is being given a trial run by our beta users, but it will soon be ready (those who are interested in using this can get their past investment information ready for the program).

Once Jitta Portfolio is a hundred percent completed, the PDCA process will be full-fledged as well.

I hope that all of our Jitta tools will help you perform PDCA to improve your investments to create better returns, as we aim to do so with Jitta’s mission.

P.s. When Warren Buffet first started investing, his only target was to beat the market index every year. And with setting a target, actual doing, evaluating, and improving his investment method, he was able to beat the index almost every year for over 50 years, making him a legend for investors today.

การลงทุนในหุ้นเหมือนกับการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์

Warren Buffett เขียนถึงหลักการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งประยุกต์มาจากหลักการลงทุน “ซื้อธุรกิจที่ดี ในราคาที่เหมาะสม” ที่เค้าใช้ในการลงทุนในบริษัทดีๆชั่วชีวิตครับ ลองไปอ่านกันดูครับ (เรียบเรียงโดยคุณวิบูลย์ พึงประเสริฐ มีทั้งหมด 3 ตอน)

Warren Buffett เขียนถึงหลักการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งประยุกต์มาจากหลักการลงทุน “ซื้อธุรกิจที่ดี ในราคาที่เหมาะสม” ที่เค้าใช้ในการลงทุนในบริษัทดีๆชั่วชีวิตครับ ลองไปอ่านกันดูครับ (เรียบเรียงโดยคุณวิบูลย์ พึงประเสริฐ มีทั้งหมด 3 ตอน)

ทั้งนี้มีสิ่งที่ผมอยากจะย้ำเพิ่มเติมก็คือ

  1. คนที่เข้าใจหลักการสร้าง Passive Income จะเข้าใจหลักการลงทุนของ Warren Buffett ได้ดีมาก ใครที่ไม่เข้าใจ ลองไปอ่านหนังสือ Rich Dad Poor Dad เพิ่มเติมดูนะครับ

  2. เวลาลงทุน พยายามซื้อทรัพย์สิน โดยประเมินจากกระแสเงินสด หรือ สิ่งที่ใกล้เคียงเงินสดที่ทรัพย์สินสร้างได้เป็นหลัก อย่าพยายามซื้อด้วยการหวังกำไรจากส่วนต่างราคาที่จะขายได้ในอนาคต

  3. ทรัพย์สินที่ดีมาก ควรจะต้องมีมูลค่าเพิ่มตามกาลเวลา และกระแสเงินสด หรือ สิ่งที่ใกล้เคียงเงินสดที่ทรัพย์สินสร้างได้ ก็จะควรเพิ่มขึ้นทุกปีเช่นเดียวกัน ในอัตราที่มากกว่าเงินเฟ้อ

  4. ในการลงทุนทุกครั้ง พยายามมองให้ออกว่า อย่างน้อยต้องคืนทุนภายใน 10 ปี และควรจะได้ทรัพย์สินที่สร้าง Passive Income ต่อไปได้ชั่วชีวิต ถ้าหากเราทำซ้ำแบบนี้ไปได้เรื่อยๆ ความมั่งคั่งในอนาคตของเราจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเอง

  5. กำไร 100% ที่ได้มาเร็วๆ เมื่อเทียบกับ Passive Income ชั่วชีวิตแล้วน้อยมากๆ ดังนั้น ถ้าหากว่าได้ลงทุนในทรัพย์สินที่ดีมากๆ ที่สามารถสร้าง Passive Income ที่เพิ่มมากขึ้นตามเงินเฟ้อได้ทุกปี พยายามอย่าขายทรัพย์สินนั้นออกไปจะดีที่สุด จากนั้นค่อยๆเก็บสะสม Passive Income ที่ได้ เพื่อไปซื้อทรัพย์สินดีๆเก็บไว้ต่อไปเรื่อยๆ

ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ Jitta นั้น บทความนี้ก็เป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการใช้งาน Jitta ได้อย่างดีครับ เพราะถ้าหากใครได้เคยเข้าไปอ่านหลักการของ Jitta ใน http://library.jitta.com/th/basic แล้ว ก็จะทราบว่า

  1. Jitta Score นั้นใช้เพื่อวัดคุณภาพของธุรกิจ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าธุรกิจนั้นมีศักยภาพแค่ไหนในการสร้างกระแสเงินสดที่สามารถเพิ่มขึ้นได้ทุกปี
  2. Jitta Line คำนวณจากหลักที่ว่า ถ้าหากเราจะลงทุนซื้อกิจการทั้งหมด ราคาเท่าไหร่ที่จะทำให้คืนทุนใน 10 ปี

ดังนั้นการลงทุนในบริษัทที่มี Jitta Score สูงๆ ในราคาที่ไม่แพงเกินกว่า Jitta Line ก็จะทำให้มั่นใจได้ว่า เราได้ทรัพย์สินที่มีคุณภาพดีในราคาที่เหมาะสม ที่เราจะคืนทุนได้ภายใน 10 ปี และจะได้ Passive Income ที่เพิ่มขึ้นตามเงินเฟ้อเป็นของแถมไปอีกนานแสนนาน

และที่สำคัญเราแทบไม่จำเป็นต้องทำอะไรอีกเลยหลังจากที่ได้ลงทุนไปแล้ว ทำให้เรามีเวลาว่างไปค้นหาทรัพย์สินอื่นๆที่น่าลงทุน หรือ ใช้เวลาเพื่อไปทำในสิ่งที่อื่นๆที่เรารักได้โดยไม่ต้องห่วงเรื่องการลงทุนมากนัก
ซึ่งก็ตรงกับหลักที่ Warren Buffett ใช้ในการลงทุนทั้งหุ้นและอสังหาริมทรัพย์อย่างมีความสุข ทุกประการครับ

Stock Investment is like Real Estate Investment

Warren Buffett has written concepts of investing in real estate, which were adapted from the principle of “buying good businesses in suitable prices”, where he uses throughout his whole life to invest in companies. Please see his articles below:

Warren Buffett has written concepts of investing in real estate, which were adapted from the principle of “buying good businesses in suitable prices”, where he uses throughout his whole life to invest in companies. Please see his articles below:

From here, what is would like to further emphasize are:

Those who understand the concept of Passive Income will understand Buffet’s investment concepts very well. For those of you who are still not quite sure, I encourage you to read Rich Dad, Poor Dad for a better understanding.

When you are investing, try to buy assets based on the cash flow (or something similar to cash flow) that the asset can generate, not on the capital gain you may make through selling at a higher price in the future.

Great assets should increase in value with time, and it’s cash flow (or something similar to cash flow) should also increase respectively in a rate greater than the inflation rate.

In all your investments, try to choose assets that at least break even within ten years, and can generate Passive Income for the rest of your life. If we can repeat this, our wealth will constantly increase in e future.

Remember that a 100% profit that is quickly gained is actually a lot less than the Passive Income you can gain for the rest of your life. Therefore, if you have the chance to invest in a great asset that generates a an increasing Passive Income greater than the inflation rate every year, try to hold onto it. You can then collect the Passive Income to buy more great assets.

In relation to Jitta, this excerpt helps reinforce users’ confidence in Jitta because if you have studied our concept at http://library.jitta.com/en/basic you will find that:

The Jitta Score is used to measure the quality of the company, helping us evaluate its capability in increasing its cash flow every year.

The Jitta Line is calculated from the concept that if we were to invest in all the companies, which price would allow us to break even within 10 years.

Therefore, investing in companies with a high Jitta Score in a price level that does not exceed the Jitta Line, will ensure that we are investing in a quality asset with a suitable price, and will break even for us within ten years, plus will also generate Passive Income that increases with the inflation rate as a bonus.

In addition, we don’t even have to do anything after investing, giving us the extra time to find other investment prospects, or pursue other interests in life without worrying too much about our investments, all of which align with Buffet’s investment principles in both stocks and real estate.

กฏข้อที่ 1 : อย่าขาดทุน

สมัยตอนผมเริ่มขับรถใหม่ๆ คุณแม่จะคอยบอกผมอยู่เสมอว่าไม่ต้องขับเร็วมาก เพราะขับ 100 กับ 120 ก็ถึงบ้านต่างกันไม่กี่นาที แต่ปลอดภัยกว่ากันเยอะ และถ้าขับเร็วจนติดเป็นนิสัย พลาดพลั้งไปเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาจะไม่คุ้มกันเลย

สมัยตอนผมเริ่มขับรถใหม่ๆ คุณแม่จะคอยบอกผมอยู่เสมอว่าไม่ต้องขับเร็วมาก เพราะขับ 100 กับ 120 ก็ถึงบ้านต่างกันไม่กี่นาที แต่ปลอดภัยกว่ากันเยอะ และถ้าขับเร็วจนติดเป็นนิสัย พลาดพลั้งไปเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาจะไม่คุ้มกันเลย

ในการลงทุนก็เช่นเดียวกันครับ การที่เราพยายามทำอะไรที่เสี่ยง เพื่อให้ได้ผลตอบแทนมากขึ้นนั้น ในระยะยาวมักจะไม่ค่อยคุ้มกับกำไรที่เราได้รับมาในระยะสั้นเท่าไหร่ครับ เพราะ

  1. เราอาจจะทำถูกในบางครั้งและได้ผลตอบแทนจำนวนมาก แต่ในขณะเดียวกันเวลาเราลงทุนผิดพลาด ก็อาจจะทำให้เงินต้นเสียหายได้มากเช่นเดียวกัน ซึ่งความรู้สึกดีเวลาได้ผลตอบแทนจำนวนมากๆ เทียบไม่ได้กับ ความรู้สึกแย่เวลาที่เราขาดทุนมากๆครับ
  2. การลงทุนด้วยความเสี่ยงมากๆ จะทำให้เรามีความเครียดเกิดขึ้นได้มากกว่า บางครั้งอาจจะถึงขั้นกินไม่ได้ นอนไม่หลับเลยทีเดียว ซึ่งในระยะยาวอาจจะทำให้สุขภาพเราย่ำแย่
  3. ในเกมของการลงทุนนั้น จะเกิด Game Over ขึ้นได้กรณีเดียวก็คือ เงินต้นหายไปจนหมด ซึ่งการที่เราพยายามเสี่ยงมากเกินไป และถ้าหากเกิดความผิดพลาดร้ายแรงเพียงครั้งเดียวที่ทำให้เงินต้นเราหายไปเกือบหมด ก็เหมือนกับเราขับรถเร็วแล้วพลาดเกิดอุบัติเหตุทำให้พิการหรือเสียชีวิต ซึ่งไม่คุ้มกันเลยสักนิดเดียวกับการไปถึงที่หมายเร็วขึ้นไม่กี่นาที
  4. การลงทุนเป็นสิ่งที่เราต้องทำระยะยาวชั่วชีวิตอยู่แล้ว และจากประวัติศาสตร์ก็ทำให้เห็นแล้วว่า ไม่ว่าเราจะลงทุนแบบไหน สุดท้ายแล้ว ผลตอบแทนทบต้นก็จะอยู่ที่ประมาณ 20% ต่อปีเท่านั้น ดังนั้นการรีบร้อนลงทุนด้วยความเสี่ยง กับ การลงทุนด้วยความระมัดระวัง สุดท้ายในระยะยาวก็ทำเงินได้พอๆกัน แต่ความสุขในชีวิตจะต่างกันเยอะมาก

ผมลองทำ Excel ออกมา เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า ในการลงทุนระยะยาวนั้น การขาดทุนหนักๆเพียงไม่กี่ครั้ง อาจจะทำให้ผลตอบแทนที่ได้น้อยลงอย่างมากครับ โดยผมได้จำลองเหตุการณ์ออกมา 3 กรณี ดังนี้

  1. ลงทุนแบบไม่เสี่ยง และได้รับผลตอบแทน 20% ต่อปีไปเรื่อยๆ ด้วยเงินต้น $10,000 ผ่านไป 20 ปี จะกลายเป็นเงินทั้งสิ้น $383,376
  2. ลงทุนแบบเสี่ยงปานกลางโดยเวลาได้กำไร จะได้ 30% แต่เวลาขาดทุน จะขาดทุน 15% ซึ่งสมมติว่าทุกๆ 4 ปี จะได้กำไร 3 ปีและขาดทุน 1 ปี พบว่าจากเงินต้น $10,000 ผ่านไป 20 ปี จะกลายเป็นเงิน $227,114.53
  3. ลงทุนแบบเสี่ยงมาก เวลาได้กำไรได้ครั้งละ 50% แต่เวลาเสียก็เสียครั้งละ 50% เช่นเดียวกัน และทุกๆ 4 ปีจะขาดทุน 1 ปี ก็พบว่า ด้วยเงินต้น $10,000 ผ่านไป 20 ปี เราจะมีเงินทั้งสิ้นเพียง $136,841.84 เท่านั้น

ซึ่งก็จะเห็นได้ชัดเลยว่า การลงทุนที่แม้จะได้ผลตอบแทนสูงๆถึงครั้งละ 50% แต่เวลาขาดทุนก็เสียเยอะเหมือนกันนั้น ในระยะยาวแล้วกลับให้ผลตอบแทนที่น้อยที่สุดเลยครับ ยังไม่นับรวมสุขภาพและเวลาที่เราต้องเสียไปกับการลงทุนแบบเสี่ยงๆนี้ด้วยครับ

และนี่เลยเป็นที่มาของกฏการลงทุนง่ายๆที่ Warren Buffett บอกเอาไว้ครับว่า
1. อย่าขาดทุน
2. กลับไปอ่านข้อ 1 ให้เข้าใจ

เพราะถ้าหากเราไม่ขาดทุนหนักๆแล้ว เราก็มีโอกาสสร้างผลตอบแทนทบต้นได้ไปเรื่อยๆ และก็สามารถไปถึงจุดหมายทางการเงินที่ตั้งใจไว้ได้แน่นอนครับ จริงๆเพียงแค่ทำผลตอบแทนทบต้นได้ 20% ต่อปี ก็สามารถเปลี่ยนเงินจาก 1 ล้านให้เป็น 100 ล้านได้ ภายในประมาณ 25 ปีแล้วครับ

และเชื่อผมเถอะครับว่า การมองเห็นเงินของเราโตขึ้นปีละ 20% ไปเรื่อยๆนั้น ให้ความรู้สึกที่ดีกว่าการนั่งมองดูเงินหายไป 50% ในบางปีอย่างแน่นอนครับ

Rule No. 1: Don’t make a Loss

When I first started driving, my mom would always remind me not to drive too fast. She would say the traveling time between driving at a 100 km/hr speed and 120 km/hr is not that different. So really speeding up isn’t all that worth it if an accident happens.

When I first started driving, my mom would always remind me not to drive too fast. She would say the traveling time between driving at a 100 km/hr speed and 120 km/hr is not that different. So really speeding up isn’t all that worth it if an accident happens.

It’s the same for investment. In the long-run, it is not worth it to do something risky for short-term returns.

Why?

  1. We may hit the mark sometimes and gain great returns, but at the same time, when we make mistakes, the stakes are equally high. And the feeling of gaining great returns doesn’t compare with the feeling when you lose the same amount. Trust me.
  2. Making too-risky investments creates stress. So much that sometimes it physically affects us. We can’t eat, we can’t sleep. Not ideal.
  3. In the game of investment, Game Over happens when our entire invested capital is gone. If we take on too much risk and made a mistake, we could lose almost our entire original capital. This is like driving too fast and having a near fatal accident, which is so not worth it for driving fast and getting there a few minutes earlier.
  4. Investing is something we are doing for the long-term, for the rest of our lives. History has already shown us that no matter which technique used, in the end the compounded return is around 20% per year. So rushing to make fast money with high risk versus investing carefully in the long-run will generate you the similar results. The only difference is how you would feel throughout the entire journey.

I’ve created an Excel sheet here so that it’s easier to see that making only a few big losses might actually significantly decrease your returns. I’ve created three hypothetical situations here:

  1. A low-risk investment strategy will generate a 20% return per year. With an starting capital of $10,000, 20 years later it will become $383,376.
  2. A moderate-risk investment strategy will generate a 30% return. However, when making a loss it will be a 15% loss. So let’s say that in every 4 years, 3 years will profit and one will make a loss. We will find that the original $10,000 becomes $227,114.53.
  3. A high-risk investment strategy will generate a 50% profit each time of profit, however, it will also make a 50% loss. With the same 4-year situation of making a loss once every four years, after 20 years the starting $10,000 will be a mere $136,841.84.

Clearly, we can see that even though a high-return investment strategy yields a 50% profit each time, every time you make a loss, it is also equally significant. And in the long-run, this strategy generates the least return, not to mention all the time and stress that we have to waste in doing so.

And so this sums up the simple rules of investment by Warren Buffett, who suggests: 1) Don’t make a loss and 2) Read #1 again.

If we don’t make big losses, then we will be able to make compounded returns constantly and accomplish our investing goals. By just making a 20% return per year, we can change our 1 million into 100 billion within 25 years.

And believe me, looking at our money growing 20% per year every year feels much better than seeing our money disappear 50% a time in some years.

แนวคิดหลักการซื้อขายหุ้น

เมื่อวานเขียนเรื่องธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ขายบริษัทไทยพาณิชย์สามัคคีประกันภัย (SCSMG) ให้กับ ACE Group (ACE) ไป เลยคิดถึงมุมมองอีกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้จากตัวอย่างนี้ครับ เลยอยากมาแชร์ให้ทุกคนฟัง

เมื่อวานเขียนเรื่องธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ขายบริษัทไทยพาณิชย์สามัคคีประกันภัย (SCSMG) ให้กับ ACE Group (ACE) ไป เลยคิดถึงมุมมองอีกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้จากตัวอย่างนี้ครับ เลยอยากมาแชร์ให้ทุกคนฟัง

ในโลกของธุรกิจแล้ว เวลาที่ผู้บริหารจะขายธุรกิจในเครือออกไป ผู้บริหารก็จะขายธุรกิจที่ย่ำแย่หรือไม่ทำกำไรออกไป เพื่อลดการขาดทุนของกลุ่ม พร้อมทั้งจะเก็บธุรกิจในเครือที่เป็นดาวรุ่งและสร้างกำไรมากๆไว้ตลอดไป

อย่าง SCB ก็มีธุรกิจประกันในเครือเป็น ธุรกิจประกันภัย คือ SCSMG กับธุรกิจประกันชีวิตคือ บริษัทไทยพาณิชย์ประกันชีวิต (SCBLIF) ซึ่งถ้าหากเราเข้าไปอ่านงบการเงินดูสภาพทางธุรกิจของทั้งสองบริษัท ก็จะตัดสินใจได้ง่ายๆเลยว่า SCBLIF มีเศรษฐศาสตร์ทางธุรกิจดีกว่า สามารถทำกำไรได้สม่ำเสมอ และคาดการณ์ได้ง่ายกว่า SCSMG เยอะ

ถ้าเข้าไปดู Jitta ก็จะเห็นได้ชัดว่า Historical Jitta Score ของ SCBLIF มากกว่า 5 ทุกปี ในขณะที่ของ SCSMG น้อยกว่า 5 ในทุกปี รวมทั้ง Jitta Factors, Jitta Signs นั้น ทุกอย่างของ SCBLIF ดีกว่า SCSMG ทั้งสิ้น แสดงให้เห็นชัดเลยว่า ผลงานทางธุรกิจของ SCBLIF นั้นชนะ SCSMG ขาดลอยครับ

ดังนี้แล้ว ถ้าหากเราเป็นผู้บริหารธนาคารไทยพาณิชย์ เราจะขายธุรกิจไหน และ เก็บธุรกิจไหนเอาไว้ครับ?

ตอบได้ไม่ยากเลยใช่ไหมครับ ก็ควรจะต้องขายธุรกิจประกันภัยของ SCSMG ทิ้งไป และเก็บธุรกิจประกันชีวิตที่ดีกว่าอย่าง SCBLIF เอาไว้

สิ่งที่เกิดขึ้นก็เป็นไปตามที่เราคิดครับ ในปี 2011 SCB ตัดสินใจซื้อหุ้น SCBLIF ประมาณ 40% จาก New York Life เพื่อให้ตัวเองเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 94.66% ในขณะที่ปี 2013 ก็ตัดสินใจขายหุ้นทั้งหมดของ SCSMG ให้กับ ACE Group ครับ

ซึ่งก็ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องมากในมุมมองของธุรกิจครับ ขายธุรกิจที่ไม่ดีทิ้งไป และ เก็บแต่ธุรกิจที่ดีเอาไว้

สิ่งที่ตัดสินใจง่ายในทางธุรกิจแบบนี้ แต่พอมาเป็นโลกของการลงทุนในตลาดหุ้น คนกลับลืมสิ่งเหล่านี้ครับ และทำในสิ่งที่ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือ คนส่วนมากเวลาต้องขายหุ้นนั้น มักจะเลือกขายหุ้นที่กำไรมากๆไว้ก่อน เพราะถือว่าได้กำไรแล้ว และเก็บหุ้นที่ขาดทุนไว้ เพราะทำใจไม่ได้ที่จะต้องขายขาดทุนและหวังว่าสักวันนึงราคาหุ้นจะกลับขึ้นมา

การตัดสินใจแบบนี้ ทำให้สุดท้ายแล้วเราจะขาดทุนในระยะยาวครับ เพราะเงินจะไปจมอยู่กับบริษัทที่แย่ๆ ทำให้เงินไม่งอกเงยขึ้นมาตามที่ควรจะเป็นถ้าหากเราเปลี่ยนเงินจำนวนเดียวกันนี้ไปลงทุนในบริษัทที่ดีครับ

ดังนั้นตามที่ Warren Buffett บอกไว้ครับว่า

อะไรที่สมเหตุสมผลในโลกธุรกิจ ก็สมเหตุสมผลในโลกของการลงทุน
– Warren Buffett

เราควรจะตัดสินใจซื้อขายหุ้นของเราเหมือนกับการตัดสินใจทางธุรกิจ คือ เวลาจะซื้อหรือขายหุ้นนั้น อย่าไปคิดถึงเรื่องกำไรขาดทุนจากราคาหุ้นมากครับ เพราะมันไม่ได้บอกอะไรกับเราเท่าไหร่เลย สิ่งที่เราควรจะต้องทำก็คือ

  1. วิเคราะห์คุณภาพและมูลค่าของธุรกิจ
  2. พยายามเก็บหุ้นของบริษัทดาวรุ่งที่มูลค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเอาไว้
  3. ขายหุ้นของบริษัทที่ธุรกิจย่ำแย่ออกไป

ในระยะยาวแล้วพอร์ตการลงทุนโดยรวมของเราจะเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆตามมูลค่าของบริษัทดีๆที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆเองครับ อย่าลืมว่ามหาเศรษฐีเกือบทุกคนบนโลกนี้นั้น รวยขึ้นมาได้จากการถือหุ้นของบริษัทดีๆไว้เพียงแค่ไม่กี่บริษัทเท่านั้นเองครับ

ในกรณีของ SCBLIF และ SCSMG นั้นจะเห็นได้ว่า มูลค่าทางธุรกิจ หรือ ราคาหุ้นนั้น ก็สะท้อนผลงานของบริษัทอย่างเต็มที่ โดย SCBLIF นั้น มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 5 เท่า ภายใน 6 ปีทีผ่านมา ในขณะที่ SCSMG นั้นมูลค่าแทบไม่ได้เพิ่มขึ้นเลยนับจากปี 2007

ดังนั้นถ้าหากเราถือหุ้น 2 ตัวนี้อยู่ ไม่ว่าจะช่วงเวลาไหนตั้งแต่ปี 2007 เป็นต้นมา ไม่ว่าราคาหุ้นของทั้งสองบริษัทนี้จะขึ้นลงยังไง ไม่ว่าเราจะได้กำไรจากบริษัททั้งสองนี้มากน้อยแค่ไหน การตัดสินใจทางการลงทุนที่ถูกต้องก็คือ การเก็บหุ้นของ SCBLIF เอาไว้ และขาย SCSMG ออกไป เหมือนกับการตัดสินใจที่เราจะทำถ้าหากเราเป็นผู้บริหารของ SCB นั่นเองครับ

แต่ให้ดีที่สุด เพียงแค่เราดู Historical Jitta Score เราก็ไม่ควรไปลงทุนใน SCSMG ตั้งแต่แรกอยู่แล้วครับ

ปล. จะเห็นว่าหลักการลงทุนจริงๆง่ายมากครับ แต่ในสมัยที่ยังไม่มี Jitta ก็ถือได้ว่าเป็นงานที่ค่อนข้างหนักเอาการนะครับ กับการที่ต้องคอยมานั่งวิเคราะห์ธุรกิจต่างๆและคำนวณมูลค่าที่เหมาะสมอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้สามารถตัดสินใจลงทุนได้อย่างถูกต้องตามมุมมองทางธุรกิจครับ

และนั่นก็เป็นที่มาของ Jitta ที่เราอยากให้คนทั่วไปสามารถตัดสินใจลงทุนได้อย่างมีเหตุมีผลเหมือนกับการทำธุรกิจ เพื่อให้ผลตอบแทนการลงทุนของทุกคนดีขึ้น และที่สำคัญสบายใจในการลงทุนมากขึ้นครับ