ลงทุนเวียดนามตามฉบับ VI

จะลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านที่กำลังโตวันโตคืนอย่างเวียดนาม ให้ได้ผลตอบแทนที่ดีได้อย่างไร โพสต์นี้มีคำตอบ

Advertisements

การแข่งขันกีฬาซีเกมส์ที่เพิ่งสิ้นสุดไป ซึ่งประเทศเวียดนามครองเหรียญทองเป็นอันดับ 3 รองจากมาเลเซียและประเทศไทย ก็ได้ตอกย้ำให้เห็นถึงความร้อนแรงของประเทศเพื่อนบ้านแห่งนี้ที่กำลังพัฒนาอย่างก้าวกระโดด การขยายตัวของเศรษฐกิจเวียดนามก่อให้เกิดโอกาสทางการลงทุนที่น่าสนใจมากมายสำหรับนักลงทุนระยะยาวอย่างเราค่ะ ส่วนจะเป็นธุรกิจไหน อุตสาหกรรมอะไรบ้างนั้น เราได้ข้อสรุปจากงาน “วันรวมพลคนลงทุนทุ้นหุ้นเวียดนาม” ซึ่งจัดขึ้นโดยเพจ Vietnam Value Investor ไว้ให้คุณอ่านกันเพลินๆ ด้านล่างนี้แล้วค่ะ

ภาพรวมและแนวคิดการลงทุนหุ้นเวียดนาม

ก่อนที่จะมาเจาะลึกธุรกิจกัน เรามาดูตัวเลขภาพรวมเศรษฐกิจของเวียดนามกันดีกว่าค่ะ เริ่มจากอัตราการเติบโตของ GDP นั้นสูงถึง 7% สูงสุดเป็นอันดับ 5 ของเอเชียอาคเนย์ หลักๆ แล้วก็เพราะเวียดนามกลายเป็นฐานการผลิตสิ่งค้าส่งออกสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น Samsung หรือ LG ง่ายๆ ก็คือเป็นประเทศจีนขนาดย่อมนี่เองค่ะ

ส่วนปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้เวียดนามได้เปรียบ ก็ได้แก่

  1. ระบอบการปกครองแบบสังคมนิยม คอมมิวนิสต์ ทำให้การเมืองมีเสถียรภาพ มั่นคง
  2. เสถียรภาพด้านเศรษฐกิจที่ดี เพราะเศรษฐกิจของประเทศเวียดนามได้เข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมอย่างเต็มตัว และทางรัฐบาลได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับศักยภาพของแรงงาน จึงทำให้แรงงานมีคุณภาพที่ดีขึ้น
  3. แรงงานจำนวนมากที่พร้อมทำงาน (ปัจจุบันเวียดนามมีประชากรราว 92.7 ล้านคน ในจํานวนนี้เป็นประชากรที่อยู่ในวัยทํางานหรือแรงงาน 55.9 ล้านคน)
  4. อัตราค่าจ้างต่ำ
  5. เวียดนามได้เปรียบจากข้อตกลงการค้าเสรีมากมาย โดยเฉพาะกับอาเซียน จีน และเกาหลีใต้
  6. รัฐบาลเวียดนามให้ความสำคัญในการลงทุนด้านโครงสร้างภายในประเทศมาก ทำให้ประเทศพัฒนาอย่างมีศักยภาพ

อุตสาหกรรมเด่นในตลาดหุ้นเวียดนามปี 2017

ถ้าคุณอยากทราบว่าอุตสาหกรรมที่น่าลงทุนในเวียดนามมีอะไรบ้าง อย่างแรกก็ขอให้นึกถึงอุตสาหกรรมที่เคยรุ่งเรืองในเมืองไทยยุคเฟื่องฟูค่ะ ว่าตอนนั้นธุรกิจอะไรที่กำลังโตบ้าง ซึ่งก็เดาได้ไม่ยากค่ะ ว่ากลุ่มไฟแนนซ์ต้องเป็นหนึ่งในนั้นแน่นอน ดูจากการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตที่น้อยกว่าไทยหลายเท่า ยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก แล้วถ้าบริการกู้ยืมทางการเงินเริ่มแพร่หลายมากขึ้น ก็คาดการณ์ได้เลยว่า การเติบโตของเศรษฐกิจจะต้องสูงกว่านี้อีกแน่นอน

นอกจากนี้กลุ่มการท่องเที่ยวก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เมื่อเวียดนามมีนักท่องเที่ยวเข้าประเทศเพิ่มขึ้น 26% ในปี 2016 และ 28% ในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว แถมชาวเวียดนามเองก็เที่ยวภายในประเทศมากขึ้นเพราะรายได้ที่สูงขึ้น ในขณะเดียวกัน รัฐบาลเวียดนามก็ทุ่มลงทุนกับการพัฒนาสนามบินและโครงสร้างภายในมากขึ้น เพื่อช่วยโปรโมทธุรกิจการท่องเที่ยว แม้ตอนนี้จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเวียดนามจะยังน้อยกว่าที่เดินทางมาประเทศไทยหรือมาเลเซีย แต่นี่ก็แสดงให้เห็นว่าโอกาสในการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ยังไปได้อีกไกลทีเดียวค่ะ

กลยุทธ์การลงทุนหุ้นเวียดนามปี 2017

คุณเองก็เลือกเก็บเกี่ยวผลตอบแทนดีๆ จากตลาดเวียดนามได้ไม่ยากค่ะ ซึ่งหากคุณเป็นนักลงทุน VI แบบเชิงรุก (active investor) คุณก็อาจจะต้องใช้เวลาศึกษาข้อมูลธุรกิจในประเทศเวียดนามหน่อย ซึ่งคุณ Nguyen Duc Trong นักลงทุน VI ชื่อดังจากเวียดนามที่ได้มาร่วมเสวนาในสัมมนาครั้งนี้ด้วย ก็ได้ให้เคล็ดลับสำคัญๆ ไว้มากมาย เขาเชื่อว่าการค้นหาหุ้นดีๆ ในเวียดนามจะพึ่งการวิเคราะห์แบบภาพกว้าง macro ได้ยากกว่าวิเคราะห์จากจุดเล็กไปหาใหญ่ค่ะ เนื่องจากเศรษฐกิจเวียดนามเองก็ยังอยู่ในช่วงเริ่มหัดเดิน อาจไม่ได้ทำงานตามกลไกทั่วไปสักเท่าใดนัก แถมเขายังให้กฎเหล็กในการเลือกซื้อหุ้นมาด้วยค่ะ มี 4 ข้อด้วยกัน ได้แก่

  1. มั่นใจได้หรือไม่ว่า ถ้านำเงินของญาติไปลงทุนในบริษัทนี้แล้ว บริษัทจะบริหารจัดการมันอย่างมีประสิทธิภาพ
  2. บริษัทแห่งนั้นจะยังแข็งแกร่งอยู่ไปอีก 5-10 ปีข้างหน้าได้หรือไม่
  3. Competitive advantage ของบริษัทคืออะไร
  4. ราคาเหมาะสมหรือไม่ แต่ราคาจะไม่สำคัญเลยถ้าคุณไม่สามารถตอบคำถามทั้ง 3 ข้อด้านบนได้

ซึ่งคุณก็ไม่ต้องกังวลไปค่ะ ว่าจะต้องไปแกะงบการเงินภาษาเวียดนามเพื่อตอบคำถามทั้ง 4 ข้อนี้ให้เสียเวลา เพราะ Jitta.com ได้รวบรวมหุ้นเวียดนามใน Ho Chi Minh Stock Exchange กับ Hanoi Stock Exchange มาวิเคราะห์พื้นฐานและมูลค่าที่เหมาะสมให้เรียบร้อย ในรูปแบบ Jitta Score และ Jitta Line มองปราดเดียวก็รู้เลยว่าหุ้นไหนน่าสนใจ น่าลงทุนมากกว่า เสร็จแล้วคุณค่อยไปดูว่าจุดแข็งและจุดอ่อนของบริษัทเป็นอย่างไรจาก Jitta Signs และ Jitta Factors

นอกจากนี้ Jitta.com ยังมีรายชื่อผู้บริหาร งบ income statement งบ balance sheet และงบ cash flow statement ให้ดูด้วย จะช่วยร่นเวลาในการวิเคราะห์หาหุ้นเข้าพอร์ตได้เยอะมากค่ะ ที่สำคัญมีข้อมูล foreign room แสดงจำนวนและมูลค่าหุ้นที่ยังมีให้นักลงทุนต่างชาติอย่างเราเข้าเป็นเจ้าของได้

แต่การลงทุนแบบ active อาจจะไม่ใช่สำหรับทุกคน ซึ่งคุณ Nguyen เองก็ยอมรับค่ะว่า ชาวต่างชาติอย่างเราที่ต้องการไปลงทุนในเวียดนามนั้น ประสบปัญหาในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และวิธีการลงทุนแบบที่ ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ใช้ นั่นก็คือการซื้อแบบเหวี่ยงแหตามสูตรกรองหุ้น Magic Formula แล้วปรับพอร์ตทุกปีนั้น ก็เป็นวิธีที่เหมาะสม และให้ผลตอบแทนดีได้

การลงทุนแบบ ดร. นิเวศน์ นั้นเป็นการลงทุนเชิงรับหรือ passive investing ค่ะ อาจจะดูเหมือนง่าย แค่ซื้อหุ้นตามที่กรองมาเป๊ะๆ แต่สำหรับคนที่เคยเลือกหุ้นด้วยตนเองอย่าง ดร. นิเวศน์ บางครั้งก็ยังอดใจไม่ได้ที่จะเลือกซื้อหรือไม่ซื้อหุ้นบางตัวที่กรองออกมา ซึ่งวิธีแบบนี้จะส่งผลเสียต่อการลงทุนของคุณได้ค่ะ หากเลือกที่จะใช้สูตรแล้ว ก็ต้องห้ามให้ความคิดของตนเองเข้ามาอิทธิพล ไม่งั้น “ภาพใหญ่จะเพี้ยน” อย่างที่ ดร. นิเวศน์ได้ประสบมากับตัวเอง

ถ้าคุณเป็นนักลงทุนที่ชื่นชอบวิธีแบบ passive investing คุณก็มีตัวเลือกหลากหลายทางการลงทุนค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการลงกองทุน ETF ที่เน้นสร้างผลตอบแทนเลียนแบบดัชนีของเวียดนามอย่าง VFM VN30 ETF อิงกับดัชนี VN30 ดัชนีนี้จะคัดเลือกบริษัทจดทะเบียนในเวียดนามที่มีมูลค่าตลาดสูงสุด 50 ลำดับแรก และคัดออกให้เหลือเพียง 30 บริษัทเพื่อการลงทุน

หรือคุณจะเลือกให้ Jitta Wealth ดูแลพอร์ตการลงทุนของคุณก็ได้ค่ะ เรากำลังจะเปิดให้บริการประเทศเวียดนามในเร็วๆ นี้ ด้วยเงินเริ่มต้น 3 ล้านบาท คุณก็จะได้ลงทุนในธุรกิจที่ดี ราคาเหมาะสม และมีแนวโน้มการเติบโตสูงของประเทศเวียดนาม คัดเลือกโดย Jitta Ranking อัลกอริธึมจัดอันดับหุ้นของ Jitta ที่ได้รับการพิสูจน์ตั้งแต่ปี 2009 เป็นต้นมา ว่าสามารถสร้างผลตอบแทนชนะดัชนีตลาด

ข้อดีของการลงทุนกับ Jitta Wealth หรือ ETF ที่ลงทุนตามดัชนีก็คือ คุณจะได้ลงทุนอย่างเป็นระบบ ซื้อหุ้นตามสูตรเป๊ะๆ โดยไม่มีอารมณ์หรือความต้องการส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง นอกจากนี้พอร์ตของคุณจะถูกปรับอย่างเหมาะสมโดยที่คุณไม่ต้องวุ่นวายจัดการอะไรเอง และที่สำคัญ…ค่าธรรมเนียมที่ต่ำจะทำให้คุณได้รับผลตอบแทนที่เต็มเม็ดเต็มหน่วยมากกว่าด้วยค่ะ  หากสนใจก็ลงชื่อรอลงทุนกับเราได้ที่ weath.jitta.com นะคะ

ทั้งหมดนี้ ก็เป็นไอเดียการลงทุนในเวียดนามที่น่าสนใจ สามารถนำไปปฏิบัติได้ทันที ต้องขอขอบคุณ https://www.facebook.com/vvinvestor/ เป็นอย่างสูงสำหรับกิจกรรมดีๆ ในครั้งนี้ หากคุณพลาดไปก็ไม่เป็นไรค่ะ เจอกันใหม่ครั้งหน้า พร้อมสาระดีๆ อัดแน่นเหมือนเคย


ร่วมค้นคว้าข้อมูลโดย ณิชา ทรัพย์พิศาลกุล

วิธีลงทุนที่ให้คุณ “ทำน้อย แต่ได้มาก”

ใครจะสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่า ระหว่างนักลงทุนที่ที่ซื้อๆ ขายๆ หุ้น หวังเอาชนะดัชนีตลาด กับนักลงทุนที่นั่งเฉยๆ ปล่อยให้ผลตอบแทนเติบโตตามดัชนี

passive investing
การลงทุนให้ได้ผลตอบแทนดีไม่จำเป็นต้องซื้อขายตลอดเวลา (ภาพจาก Unsplash โดย rawpixel.com)

 

คุณลองนึกภาพพนักงานออฟฟิศสองคน

คนหนึ่งทุ่มเทเวลาให้กับการทำงาน มาคนแรกกลับคนสุดท้าย พักกลางวัน 10 นาที (ซื้อข้าวเซเว่น) แล้วกลับมาปั่นงานงุดๆ หลังกองเอกสาร แต่ผลงานอยู่ระดับปานกลาง ไม่มีอะไรโดดเด่น

ส่วนอีกคนเข้าออกงานตรงเวลาเป๊ะ กลางวันก็ออกไปทานข้าว เดินเล่น ซื้อกาแฟ ดูสบายใจเหมือนไม่มีอะไรทำ แต่มีผลงานชิ้นโบว์แดงมาโชว์ให้หัวหน้าปลาบปลื้มตลอด

คุณอยากเป็นพนักงานแบบไหน

ธรรมดาที่ใครๆก็อยากเป็นพนักงานคนที่สอง คนที่ทำน้อยแล้วได้มาก คนที่รู้ว่าผลลัพธ์ไม่ได้แปรผันตามแรงงานที่ทุ่มเทลงไป แต่ผลลัพธ์จะดีหรือไม่ดีนั้น ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ที่ใช้เป็นสำคัญ

การลงทุนก็เช่นกัน หลายคนนึกภาพนักลงทุนเป็นพนักงานออฟฟิศคนแรก ที่ใช้เวลาส่วนมากไปกับตาราง Excel เส้นกราฟ งบการเงิน ติดตามข่าวสาร คอยวิเคราะห์หาหุ้นดีมาใส่พอร์ต และปรับพอร์ตบ่อยครั้ง หวังจะเอาชนะอัตราการเติบโตของดัชนีตลาดโดยรวม เราจะเรียกนักลงทุนคนนี้ว่านักลงทุนเชิงรุก

ในขณะที่นักลงทุนอีกประเภทหนึ่ง เรียกว่านักลงทุนเชิงรับ จะซื้อหุ้นตามดัชนีแล้วถือไว้ ปีหนึ่งจะซื้อขายหุ้นเพื่อปรับพอร์ตทีหนึ่ง ตอนตลาดโตก็มองดูอย่างใจเย็น ตอนตลาดตกก็ไม่ได้ผวาไปกับตัวเลขสีแดงๆ ยังคงยึดมั่นในกลยุทธ์ที่ตนเองเลือกไว้ และทำตามอย่างเป็นระบบ

สุดท้าย สถิติก็พิสูจน์ให้เห็นว่า ใน 5 ปีที่ผ่านมา มีนักลงทุนเชิงรุกที่เลือกหุ้นอย่างขยันขันแข็งเพียง 11.70% เท่านั้น ที่สามารถสร้างผลตอบแทนสูงกว่านักลงทุนเชิงรับที่ซื้อหุ้นตามดัชนีได้ และเปอร์เซ็นต์ดังกล่าวจะยิ่งลดน้อยลงเรื่อยๆ ตามระยะเวลาการลงทุนที่เพิ่มมากขึ้น เมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี เปอร์เซ็นต์ชนะจะเหลือเพียง 9% ผ่านไป 25 ปี เหลือ 5% และผ่านไป 50 ปีจะเหลือแค่ 2%*

เท่ากับว่า ยิ่งลงทุนเชิงรุกมาก ยิ่งมีโอกาสแพ้ดัชนีมาก

เหตุที่การลงทุนเชิงรับ หรือ passive investing ให้ผลตอบแทนดีกว่านั้น เพราะจุดเด่น 3 ประการคือ

  1. เน้นการสร้างผลตอบแทนทบต้นในระยะยาว
  2. จำกัดจำนวนครั้งซื้อขายให้น้อยที่สุด เพื่อ
  3. ลดค่าธรรมเนียมและภาษี ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า

ไม่ว่าจะลงทุนในดัชนีตลาด กองทุน ETF หรือ Jitta Ranking ตราบใดที่คุณลงทุนโดยยึดมั่นในหลักการทั้งสามข้อนี้ คุณก็สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าในสไตล์นักลงทุนเชิงรับได้

การลงทุนเชิงรับจึงเปรียบเสมือนการ “ทำน้อยแต่ได้มาก” เป็นกลยุทธ์การลงทุนที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายว่าดีที่สุดสำหรับนักลงทุนทั้งรายใหญ่และรายย่อยในระยะยาว ไม่เว้นกระทั่งปรมาจารย์อย่างวอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่กล่าวว่า “แค่ลงทุนในกองทุนรวมดัชนีอย่างสม่ำเสมอ นักลงทุนที่ไม่มีความรู้อะไรก็สร้างผลตอบแทนชนะมืออาชีพส่วนมากได้แล้ว”

นั่นคือสาเหตุว่าทำไมในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การลงทุนแบบ passive จึงได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ที่มีเงินลงทุนไหลเข้ากองทุนแบบ passive รวมทั้งสิ้น US$961 พันล้านนับตั้งแต่ปีค.ศ. 2009 เป็นต้นมา จนครองสัดส่วน 72% ของเงินที่ลงทุนในกองทุนทั้งหมด และตัวเลขนี้ก็มีแต่จะเพิ่มขึ้นทุกปี ในขณะที่กองทุนแบบ active ต้องเผชิญกับเงินลงทุนที่ลดน้อยลงเรื่อยๆ

คราวหน้าเราจะมาเจาะลึกกันว่า เพราะอะไรนักลงทุนเน้นคุณค่าอย่างบัฟเฟตต์ ถึงแนะนำให้ทุกคนวางเงินไว้ในกองทุนที่ลงทุนในดัชนีตลาด แทนที่จะพยายามเอาชนะตลาดด้วยการเลือกหุ้นเอง หรือมอบหมายเงินลงทุนของคุณให้เหล่า “มืออาชีพ” จัดการให้

 

*ที่มา: The Little Book of Common Sense Investing: The Only Way to Guarantee Your Fair Share of Stock Market Returns

ที่มาและแนวคิดของ Jitta Score

มีหลายๆคนสงสัยเรื่อง Jitta Score กันมานะครับ ว่าเท่าไหร่ถึงจะอยู่ในเกณฑ์ที่น่าลงทุน เพราะหุ้นในไทยมีน้อย ทำให้หุ้นที่ Jitta Score > 7 มีอยู่เพียงแค่ไม่กี่ตัว

มีหลายๆคนสงสัยเรื่อง Jitta Score กันมานะครับ ว่าเท่าไหร่ถึงจะอยู่ในเกณฑ์ที่น่าลงทุน เพราะหุ้นในไทยมีน้อย ทำให้หุ้นที่ Jitta Score > 7 มีอยู่เพียงแค่ไม่กี่ตัว

จริงๆเนื่องจากเกณฑ์ที่ใช้คำนวณ Jitta Score มีมาตรฐานที่ค่อนข้างสูงมากครับ ทำให้หุ้นหลายๆตัวจริงๆก็เป็นบริษัทที่ดี ก็ยังได้ Jitta Score ไม่สูงมากครับ และเนื่องจากใช้การคำนวณ Financial Statement ย้อนหลังไป 10 ปีอีก ก็เลยทำให้บริษัทที่ไม่สามารถรักษากำไรสม่ำเสมอได้ทั้ง 10 ปี Jitta Score ก็จะน้อยลงไปอีก

ถ้าหากถามผม ผมคิดว่าบริษัทที่เราจะลงทุนได้อย่างน้อยควรมี Jitta Score อย่างน้อย 5 ขึ้นไปครับ เพราะถ้าหาก Jitta Score เกิน 5 ไปได้ แสดงว่า อย่างน้อยบริษัทนี้มีกระแสเงินสดจากการทำธุรกิจค่อนข้างดีแล้ว บางปีอาจจะกำไรมาก บางปีอาจจะกำไรน้อย แต่แทบไม่เคยขาดทุน
ซึ่งก็ถือเป็นหุ้นที่พื้นฐานดีระดับนึงครับ

แต่เหตุผลที่ Jitta Score ของบริษัทเหล่านี้ไม่สูงมากอาจจะมาจาก การบริหารเงินกำไรของบริษัทไม่ดีเท่าที่ควร การมีหนี้อยู่ในระดับที่สูงเกินไป ความไม่สามารถควบคุมราคาขายและต้นทุนได้ดี หรือ บริษัทอยู่ในช่วงอิ่มตัวมากแล้ว เป็นต้นครับ

ซึ่งถ้าหากเราลงทุนในบริษัทที่มีพื้นฐานการสร้างกระแสเงินสดได้ดีอยู่แล้วแบบนี้ ในราคาที่ไม่แพงมากเมื่อเทียบกับมูลค่า โอกาสขาดทุนหนักๆก็จะไม่สูงมากครับ

และนี่เป็นเหตุผลที่ผมมักบอกเสมอว่า ก่อนที่จะลงทุนให้พยายามดู Historical Jitta Score ย้อนหลังด้วยเสมอ ถ้าหากหุ้นไหนที่ Historical Jitta Score เกิน 5 ทุกปี แสดงว่าเป็นบริษัทที่ค่อนข้างปลอดภัยมาก ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีจะร้ายยังไง บริษัทก็ยังพอเอาตัวรอดได้เสมอ ทำให้โอกาสขาดทุนอย่างถาวรของเรามีน้อยครับ (ย้ำว่า ต้องลงทุนในราคาที่เหมาะสมด้วยนะครับ)

ถ้าจะให้นิยามง่ายๆของช่วง Jitta Score ว่าบริษัทเป็นยังไง ผมว่าน่าจะออกมาได้ราวๆนี้ครับ

  • Jitta Score 5-7 : Good Company
  • Jitta Score 7-8 : Great Company
  • Jitta Score 8-10 : Wonderful Company

ดังนั้นหลักการลงทุนว่าจะลงทุนในหุ้นแบบไหน เมื่อราคาเท่าไหร่ ผมอยากให้ทุกคนจำภาพด้านล่างไว้ครับ ถ้าหากใครที่เคยเรียน Jitta 101 มาน่าจะจำได้ดี นี่คือบทพิสูจน์อันแรกของ Jitta หลังจากที่ทำ Jitta Score กับ Jitta Line ของหุ้นทุกตัวเสร็จแล้ว

แกน x คือ Jitta Score
แกน y คือ Price Score หรือก็คือ ราคาหุ้นเทียบกับ Jitta Line นั่นเอง ถ้าหากว่า 5 ก็คือราคาที่ Jitta Line พอดี ถ้าหาก 10 คือ ราคาหุ้นต่ำกว่า Jitta Line มาก ส่วน 0 คือ ราคาหุ้นสูงกว่า Jitta Line มาก

ส่วนตำแหน่งของแต่ละจุดก็คือ ตำแหน่งที่หุ้นแต่ละตัวอยู่ในตอนสิ้นปี และสีเขียวคือ หุ้นที่กำไร สีแดงคือ หุ้นที่ขาดทุน หลังจากถือหุ้นอย่างน้อย 5 ปี

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ถ้าหากเป็นหุ้นที่

  • Jitta Score 8-10 : เราสามารถลงทุนได้จนถึงราคาหุ้นอยู่สูงกว่าเส้น Jitta Line 10% (Above Jitta Line 20%
    (Below Jitta Line > 20%)

แต่ถ้าจะเอาให้ง่าย ก็ยึดหลัก

  • Jitta Score > 7 ซื้อตอนราคาไม่เกิน Jitta LIne
  • Jitta Score 5-7 ซื้อตอนราคาต่ำกว่า Jitta Line 20%

ถ้าลงทุนด้วยกลยุทธ์นี้ โอกาสขาดทุนก็จะน้อยลงมากครับ จริงๆดูจากภาพก็สามารถแบ่งแบบละเอียดได้มากกว่านี้ครับ และที่ผมบอกไปก็เป็นเพียงแนวทางครับ เวลาใช้จริงๆก็แล้วแต่ใครจะนำไปประยุกต์ใช้นะครับ แต่คิดว่าคงจะเข้าใจหลักการกันแล้วนะครับ

แนวคิดอีกอย่างนึงคือ หุ้นที่ Jitta Score 5-6 นี่ ไม่ควรจะเป็นการลงทุนระยะยาวมากครับ เพราะไม่ใช่บริษัทที่ดีมาก ที่จะสร้างกำไรสูงๆจากการถือหุ้นไว้หลายๆปี ดังนั้นการลงทุนในหุ้นเหล่านี้ ควรจะซื้อเมื่อราคาต่ำกว่า Jitta Line และขายเมื่อราคาสูงกว่า Jitta Line เป็นหลักครับ

ส่วนหุ้นที่ Jitta Score > 8 นี่ ถือเป็นหุ้นชั้นดีครับ ถ้าหากว่าสามารถซื้อในราคาที่เหมาะสมได้แล้ว สมควรจะเก็บไว้ยาวๆครับ จนกว่า Jitta Score จะตกลงมาต่ำกว่า 8 หรือ Jitta Line จะตกต่ำแบบชัดเจนครับ เพราะหุ้นเหล่านี้ส่วนมากเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจ Cash Cow สามารถสร้างเงินสดและนำมาคืนให้กับนักลงทุนได้หลายรูปแบบ ยิ่งถือนานยิ่งทำให้เงินลงทุนเรางอกเงยขึ้นเรื่อยๆครับ

การที่หุ้น Jitta Score สูงๆมีน้อย จริงๆก็เป็นสัจจธรรมของธุรกิจนะครับ เพราะบริษัทที่ยอดเยี่ยมมีน้อยอยู่แล้ว ทำให้ Warren Buffett เองก็บอกชัดเจนว่า ถ้าหากว่าได้ลงทุนในบริษัทที่ยอดเยี่ยมไปแล้วล่ะก็ ไม่ว่าเวลาไหนก็ไม่ควรจะขายครับ เพราะบริษัทที่ยอดเยี่ยมจะสามารถสร้างรายได้และกำไรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ผู้ถือหุ้นก็จะยิ่งได้ประโยชน์มากขึ้นเท่านั้นครับ

และนั่นทำให้ Warren Buffett ซื้อขายหุ้นน้อยมากในแต่ละปี แต่ก็กลายเป็นนักลงทุนที่รวยที่สุดในโลกได้ครับ

The Origin and Concept of the Jitta Score

There are many who are curious about the Jitta Score. How high should the score be to qualify as an attractive investment?

There are many who are curious about the Jitta Score. How high should the score be to qualify as an attractive investment?

Actually, because the criterion in calculating the Jitta Score is set very highly, many stocks that are, in fact, good quality companies, still receive Jitta Scores that aren’t very high. And because the Jitta Score takes into account historical data of Financial Statements that date back 10 years, companies that were not able to maintain profits throughout the 10 years receive a lower score.

If you ask me, I think the companies that we can and should invest in should at least have a Jitta Score of 5 and above. Because if the Jitta Score is above 5, that means that at least that company has a quite good cash flow from it’s business. Some years, it might make a lot of profit, some years, it might not. But it almost never experiences a loss, which means the fundamentals are relatively good.

The reasons that these companies don’t have great Jitta Scores may be because, for starters, they may not be managing their profits well enough; they may have a high level of debt, they may not be effectively managing their selling prices and costs, or their business has reached a point of saturation, and so on.

The point is, if we invest in companies that have strong cash flows as a basis, and we buy them in a price that isn’t so high compared to its value, then the chances of us making a big loss are not that high.

This is the reason why I always say that before you invest in a stock, try to look at the Historical Jitta Score. If a stock’s Historical Jitta Score has been more than 5 every year, it mean that that company is a safe investment… whether the economy is good or bad, that company has alway managed to survive. Which means chances of us making a permanent loss are very small. Again, I emphasize that you have to buy it in a reasonable price as well.

If I were to roughly evaluate companies based the Jitta Score, they would be:

  • Good Company: Jitta Score 5-7
  • Great Company: Jitta Score 7-8
  • Wonderful Company: Jitta Score 8-10

So the principle of investing, concerning what type of stock to invest in and at what price, I would like you to refer to the image in this article. For those who have studied Jitta 101, you should recall that this is the first proof, after the calculation of Jitta Score and Jitta Line of all stocks.

The X-axis is the Jitta Score, and the Y-axis is the Price Score, or the stock price compared to the Jitta Line. If it’s 5, that means the price is right at the Jitta Line. If it’s 10, that means the stock price is much lower than the Jitta Line. Zero means the stock price is much higher than the Jitta Line.

In addition, the position of each dot is the position of each stock at year end. The ones in green are the stocks that are making profits, while the red spots are ones that are making losses after 5 year.

Therefore, we can see that stocks with:

  • Jitta Score 8-10: we can invest in these stocks until their prices are above the Jitta Line (Above Jitta Line 20%)

To make it simple, follow this rule:

  • Jitta Score > 7 : Buy when the price does not exceed the Jitta Line
  • Jitta Score 5-7 : Buy when the price is 20% lower than the Jitta Line

If you invest using this principle, you will minimize your chances of making a loss. Looking at the image, we can actually evaluate stocks in more detail. What I suggested above is merely a guideline; in your application, you can modify your strategy according to your own judgement.

Another tip is that stocks with Jitta Scores of 5-6 are ones that you shouldn’t invest in the long-run, because holding onto them for many years will not earn you super high profits. Therefore, the way to invest in these stocks would be to buy them when the prices are lower than the Jitta Line, and sell them when the prices are higher than the Jitta Line.

Furthermore, stocks that have a Jitta Score above 8 are considered high quality stocks. If you are able to buy them at reasonable prices, you should keep them in the long-term. Until the Jitta Score falls below 8 or the Jitta Line falls significantly, because these stocks are mostly companies with that are Cash Cows businesses: they’re able to earn cash and award the returns to investors in many way. Holding them in the long-run will help increase our invested capital.

Come to think about it, the fact that there are very few stocks with high Jitta Scores is actually not surprising. Because there aren’t all that many real, great businesses anyway. This is why Warren Buffet said that if you come across a truly great company, no matter what, you should not sell it, because the a great company will keep increasing its revenue and profit. The more time passes, the more its investors will benefit.

This is why Warren Buffet doesn’t trade much in a year, yet he is the richest investor in the world.

หลักการลงทุนที่ปลอดภัยในยามที่ตลาดหุ้นผันผวนวุ่นวาย

หลักการลงทุนที่ปลอดภัยในยามที่ตลาดหุ้นผันผวนวุ่นวาย นอกจากการลงทุนในธุรกิจที่ดีที่มีการจ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอหรือเพิ่มขึ้นทุกปีแล้ว อีกวิธีนึงที่ดีก็คือ การลงทุนแบบหาส่วนต่างกำไรจากราคาหุ้น (Stock Arbitrage) แบบชัวร์ๆครับ

หลักการลงทุนที่ปลอดภัยในยามที่ตลาดหุ้นผันผวนวุ่นวาย นอกจากการลงทุนในธุรกิจที่ดีที่มีการจ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอหรือเพิ่มขึ้นทุกปีแล้ว อีกวิธีนึงที่ดีก็คือ การลงทุนแบบหาส่วนต่างกำไรจากราคาหุ้น (Stock Arbitrage) แบบชัวร์ๆครับ

ที่ว่าแบบชัวร์ๆก็คือ เราต้องมั่นใจได้ว่า เมื่อเราซื้อหุ้นไปแล้ว เราสามารถนำไปขายได้เมื่อไหร่ในอนาคต ในราคาเท่าไหร่ และจะได้ผลตอบแทนจากการลงทุนเท่าไหร่ครับ (ซึ่งจะแตกต่างจากการซื้อหุ้นแล้ว หวังให้หุ้นขึ้นในระยะสั้นๆแล้วขาย แบบไม่มีเหตุผลนะครับ)

วิธีการนี้นักลงทุนจำนวนมากใช้กันเสมอเมื่อมีโอกาส แม้กระทั่ง Warren Buffett เองก็ใช้ทุกครั้งที่มีโอกาส (ในสมัยหนุ่มๆที่เงินลงทุนยังไม่มากมายเหมือนทุกวันนี้ครับ)

วิธีการลงทุนแบบ Stock Arbitrage ที่ง่ายที่สุดและชัวร์ที่สุดนั้น ก็คือ

  • การคอยดูว่าจะมีบริษัทไหนในตลาดหลักทรัพย์ที่ประกาศการถูกเข้าซื้อกิจการบ้าง
  • ราคาหุ้นที่ถูกเสนอซื้ออยู่ที่เท่าไหร่ และจะมีการทำคำเสนอซื้อวันไหน
  • ราคาหุ้นในตลาดหุ้นอยู่ที่เท่าไหร่ และเราจะได้ผลตอบแทนประมาณเท่าไหร่

ยกตัวอย่างง่ายๆเช่น ตอนที่ CPALL ประกาศว่าจะซื้อ MAKRO ในราคา 787 บาท ในช่วงที่กำลังรอผู้ถือหุ้นอนุมัติการซื้อกิจการครั้งนี้ ราคาหุ้นอยู่ที่ราวๆ 756 บาท เท่ากับว่าถ้าหากดีลนี้ได้รับการอนุมัติ และการควบรวมกิจการสำเร็จได้ด้วยดีในอีก 4 เดือนข้างหน้า

เราจะได้กำไรประมาณ (787-756)/756 = 4.1% ภายในเวลา 4 เดือน หรือเทียบได้ประมาณ 12.3% ต่อปีครับ

(ตัวเลขราคากับระยะเวลา อาจจะไม่ถูกต้องเป๊ะตามที่เขียนนะครับ ผมเขียนเอาจากความทรงจำ เพื่อยกเป็นตัวอย่าง แต่น่าจะอยู่ที่ราวๆนี้ครับ รวมทั้งไม่ได้นำเรื่องค่าธรรมเนียมในการซื้อขายหุ้นมาคิดรวม เพื่อความง่ายในการคำนวณครับ)

ดังนั้นสิ่งที่เราต้องวิเคราะห์ในการทำกำไรจากการลงทุนด้วยวิธีนี้คือ การซื้อกิจการนั้นมีโอกาสเกิดขึ้นจริงมากน้อยแค่ไหน และผลตอบแทนที่ได้รับต่อปีนั้นคุ้มค่ามากแค่ไหนครับ อย่างกรณีของ Warren Buffett นั้น ต้องการการลงทุนที่ปลอดภัยมากที่สุด ก็จะรอจนมั่นใจได้ว่า การควบรวมกิจการเกิดขึ้นแน่ๆ แล้วค่อยไปดูว่าราคาหุ้นในตลาด ณ วันนั้น ซื้อได้ในราคาเท่าไหร่ ถ้าหากว่าซื้อแล้วได้รับผลตอบแทนต่อปีอย่างน้อย 10% ก็สามารถลงทุนได้ครับ

ซึ่งด้วยวิธีแบบนี้ อารมณ์หรือความวุ่นวายของตลาดหุ้นจะไม่มีผลให้ราคาหุ้นแกว่งเท่าไหร่ครับ เพราะมีราคากำหนดตายตัวอยู่แล้วในวันที่จะทำเรื่องซื้อหุ้นเพื่อควบรวมกิจการในอนาคต ทำให้เราคาดการณ์ผลตอบแทนได้ชัดเจนมาก

มาดูตัวอย่างที่เพิ่งเกิดขึ้นจริงกับกรณีของบริษัทไทยพาณิชย์สามัคคีประกันภัย (SCSMG) ที่เพิ่งมีประกาศออกมาว่า ทางธนาคารไทยพาณิชย์ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เตรียมขายหุ้น SCSMG ให้กับ ACE Group ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทประกันภัยระดับโลก

โดยหลักๆก็สรุปได้ดังนี้

  • ACE จะซื้อหุ้น SCSMG ในราคาหุ้นละ 27.6 บาท จากธนาคารไทยพาณิชย์ และ ผู้ถือหุ้นทุกคน
  • การซื้อขายน่าจะเสร็จสิ้นภายในไตรมาส 2 ของปี 2557
  • การซื้อขายยังขึ้นอยู่กับเงื่อนไขบางประการ เช่น การได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การตรวจสอบสถานะกิจการของ SCSMG การได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้น เป็นต้น

ดังนั้นจากข้อมูลเหล่านี้ เราจะเห็นว่าดีลการซื้อกิจการนี้มีโอกาสค่อนข้างสูงมาก เพราะ

  1. บนหน้าเว็บของ SCSMG มีประกาศถึงเรื่องการขายกิจการครั้งนี้อย่างจริงจัง แสดงให้เห็นว่าธนาคารไทยพาณิชย์ต้องการขายหุ้น SCSMG ออกไปจริงๆ และ ธนาคารไทยพาณิชย์ถือหุ้นอยู่เกิน 50% ใน SCSMG อยู่แล้ว ดังนั้นไม่น่ามีปัญหาในการอนุมัติจากผู้ถือหุ้นเพื่อให้มีการขายกิจการ
  2. ACE Group เป็นกลุ่มบริษัทประกันภัยจากอเมริกาที่ใหญ่เป็นอันดับ 7 ของโลก (วัดตามมูลค่าการตลาด) ซึ่งก็กำลังอยู่ในช่วงขยายกิจการมาในแถบตลาดเกิดใหม่ และ ACE ก็มีฐานะทางการเงินที่ดี มีเงินเพียงพอที่จะซื้อหุ้น SCSMG ทั้งหมดจากผู้ถือหุ้นได้ไม่มีปัญหา พร้อมทั้งมีประวัติในการเข้าซื้อกิจการประกันในประเทศต่างๆสำเร็จด้วยดีมาแล้วมายมาย

เมื่อฝั่งผู้ขายอยากขาย ฝั่งผู้ซื้ออยากซื้อและมีเงินพร้อมซื้อ ก็น่าจะตกลงซื้อขายกันได้ไม่มีปัญหาอะไร ยกเว้นแต่เพียงมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นเท่านั้น เช่น อยู่ๆ ACE ไปเจออะไรที่ซุกซ่อนไว้ในงบการเงินของ SCSMG เลยขอระงับการเข้าซื้อกิจการเป็นต้น

ดังนั้นถ้าหากว่าเรามั่นใจว่าการซื้อขายครั้งนี้เกิดขึ้นแน่นอน เราก็ไปดูราคาหุ้น SCSMG ในตลาดหลักทรัพย์ก็จะเห็นว่าราคาอยู่ที่ 26.75 บาท ณ วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2557 ดังนั้น ถ้าหากเราคิดว่าการควบรวมครั้งนี้จะเสร็จสิ้นภายในเดือนมิถุนายน (ตามที่บริษัทให้ข้อมูล) แสดงว่า ถ้าหากเราซื้อหุ้น SCSMG วันนี้ที่ 26.75 บาท แล้วไปขายตอนวันที่ 3 มิถุนายน ในราคา 27.6 บาท เราจะได้ผลตอบแทนการลงทุนประมาณ 3.17% ภายในระยะเวลา 4 เดือน หรือประมาณ 9.53% ต่อปีครับ ซึ่งก็ถือว่าเป็นผลตอบแทนที่ค่อนข้างดีครับ แต่ก็ยังไม่ถึง 10% ต่อปีตามเกณฑ์การลงทุนที่ดีครับ

ดังนั้นถ้าเจอแบบนี้เราก็อาจจะรอไปอีกสักพัก เพื่อให้ใกล้เวลาที่จะควบรวมมากขึ้น แล้วไปดูราคาอีกทีก็ได้ครับ ถ้าหากว่าคุ้มค่าก็ค่อยเข้าไปลงทุนตอนนั้นก็ได้ เช่น สมมติวันที่ 4 เมษายน มีการประกาศซื้อกิจการเรียบร้อย และราคาหุ้นอยู่ที่ 27 บาท เท่ากับว่า เราจะได้ผลตอบแทน 2.22% ในระยะเวลา 2 เดือน หรือเท่ากับประมาณ 13.33% ต่อปี ก็ถือว่าคุ้มค่าในการลงทุนแล้วครับ

แต่บางทีรอไปใกล้ๆ ก็อาจจะทำให้ราคาขึ้นสูงจนใกล้ราคาเสนอซื้อ จนผลตอบแทนลดลงก็ได้ครับ ดังนั้นก็ขึ้นอยู่กับแผนการลงทุน และ ผลตอบแทนในการลงทุนที่เราต้องการครับว่าจะซื้อหรือไม่ และ ซื้อในช่วงเวลาไหนครับ อย่างผมเองก็ยึดแนว Warren Buffett เป็นหลักครับ คือ รอให้มั่นใจและค่อยไปดูราคา ถ้าหากได้ผลตอบแทนมากกว่า 10% ต่อปี ก็ค่อยลงทุนครับ

ทั้งนี้ผมยกเรื่องของ SCSMG มาให้ดูเป็นตัวอย่างง่ายๆนะครับ ถ้าหากใครสนใจก็ลองไปวิเคราะห์เพิ่มเติมได้นะครับ พร้อมทั้งอาจจะเข้าไปดู Jitta Score กับ FactSheet ของหุ้น SCSMG และ ACE ใน Jitta ประกอบด้วยก็ได้ ซึ่งจะเห็นได้ว่า ACE เป็นบริษัทประกันที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง ดังนั้นก็ไม่น่าจะมีปัญหาในการเข้าซื้อ SCSMG แน่นอน และ SCSMG มีผลการประกอบกิจการที่ไม่ค่อยดี ดังนั้นไทยพาณิชย์อยากขายแน่นอนครับ

สรุปการลงทุนแบบ Stock Arbitrage ก็ปลอดภัยดีครับ เหมาะกับคนที่ไม่ชอบความเสี่ยง แต่จะลงทุนได้ก็ต้องคอยติดตามข่าวและต้องมีการวิเคราะห์เพิ่มเติม เพราะการลงทุนในกรณีนี้ควรจะลงทุนเมื่อมั่นใจได้เกือบๆ 100% ว่าการซื้อขายกิจการจะไม่มีอะไรผิดพลาดครับ ถ้าแค่ออกมาเป็นข่าวลืออะไรพวกนี้ไม่ควรจะไปเชื่อครับ รอให้บริษัทประกาศออกมาเป็นทางการจะมั่นใจได้มากกว่าเยอะครับ

แต่ถ้าหากเราไม่ต้องการวุ่นวายกับเรื่องเหล่านี้ ก็ยึดมั่นในหลักการ

Buy a wonderful company at a fair price
– Warren Buffett

และใช้ Jitta ในการมองหาบริษัทที่ยอดเยี่ยมเพื่อลงทุนระยะยาวเหมือนเดิมต่อไปได้อยู่ดีครับ เพราะในระยะยาวแล้วผลตอบแทนที่ได้ก็ยังเหนือกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้นอยู่ดีครับ

สำหรับตัวผมเองก็จะเลือกลงทุนระยะยาวในธุรกิจที่ยอดเยี่ยมก่อนเสมอครับ เพราะในระยะยาวแล้วจะสร้างผลตอบแทนได้ดีที่สุด และ ทำให้เรามีเวลาว่าง และ สบายใจมากที่สุดครับ

Jitta 101 Infographic

ในสมัยก่อนการลงทุนแนว Warren Buffett ดูเป็นเรื่องยากพอสมควรสำหรับคนที่เพิ่งเข้ามาในตลาดหุ้นใหม่ๆ เพราะแม้จะอ่านหนังสือจบไปหลายเล่มแล้ว ก็เป็นเรื่องยากที่จะนึกภาพตามในระยะยาวออกว่า ราคาหุ้นจะขึ้นหรือลงตามผลประกอบการได้อย่างไร หุ้นแบบไหนที่เป็นบริษัทที่ดี หุ้นแบบไหนเรียกว่าราคาถูก แล้วเราจะซื้อหุ้นตอนไหน ขายหุ้นเมื่อไหร่ดี

ในสมัยก่อนการลงทุนแนว Warren Buffett ดูเป็นเรื่องยากพอสมควรสำหรับคนที่เพิ่งเข้ามาในตลาดหุ้นใหม่ๆ เพราะแม้จะอ่านหนังสือจบไปหลายเล่มแล้ว ก็เป็นเรื่องยากที่จะนึกภาพตามในระยะยาวออกว่า ราคาหุ้นจะขึ้นหรือลงตามผลประกอบการได้อย่างไร หุ้นแบบไหนที่เป็นบริษัทที่ดี หุ้นแบบไหนเรียกว่าราคาถูก แล้วเราจะซื้อหุ้นตอนไหน ขายหุ้นเมื่อไหร่ดี

จนกระทั่งหลายๆคนได้มาใช้งาน Jitta เลยทำให้เห็นภาพรวมระยะยาวของการลงทุนแนวนี้ทั้งหมด และเข้าใจหลักการลงทุนได้อย่างรวดเร็ว แม้กระทั่ง “การซื้อหุ้นบริษัทที่ยอดเยี่ยมแล้วไม่เคยต้องขายเลย” จะทำให้เรามั่งคั่งขึ้นในระยะยาวได้อย่างไร ก็เข้าใจได้ทันทีที่เข้าไปดูข้อมูลหุ้นดีๆบน Jitta (ในขณะที่ผมต้องใช้เวลาเป็นปีกว่าจะเข้าใจเรื่องนี้อย่างลึกซึ้ง)

ตอนนี้หลายๆคนที่เข้าใจหลักการลงทุนนี้ และเริ่มทำผลตอบแทนได้ดีและมีความสุขในการลงทุนมากขึ้น ก็เลยเสนอแนะผมเข้ามาว่า อยากให้ทำสรุปเรื่องหลักการลงทุนให้เข้าใจง่ายๆเหมือนที่สอนใน Jitta 101 ขึ้นมา จะได้นำไปแนะนำเพื่อนๆได้ว่า การลงทุนแนวนี้จะช่วยให้เรามั่งคั่งขึ้นในระยะยาว โดยที่ไม่ต้องมานั่งเครียดกับตลาดหุ้นได้อย่างไร

ทางทีมงานก็เลยจัดทำ Infographic สรุปหลักการลงทุนเบื้องต้นขึ้นมา โดยอิงจากเนื้อหาใน Jitta 101 ตอนที่ 1 และ 2 เป็นหลัก เพื่อให้คนเข้าใจและเห็นภาพได้อย่างรวดเร็วว่า ราคาหุ้นจะวิ่งขึ้นลงตามผลประกอบการได้อย่างไร และ เราจะสร้างความมั่งคั่งจากตลาดหุ้นได้อย่างไร

http://library.jitta.com/infographic

ก็ฝากทุกคนลองอ่านดูหน่อยนะครับ ว่าเนื้อหาเข้าใจได้ง่ายไหม และมีอะไรต้องการให้ทางทีมงานเพิ่มเติมข้อมูลบ้างหรือเปล่าครับ เพื่อที่เพื่อนๆของเราจะได้เข้าใจตลาดหุ้นและหลักการลงทุนของ Warren Buffett นี้มากขึ้นครับ ส่วนใครที่อ่านแล้วสนใจจะศึกษาเพิ่มเติม ก็สามารถเข้าไปดูได้ใน Jitta 101

และสำหรับใครที่มีเพื่อนๆสนใจจะลงทุนในตลาดหุ้นอยู่ แต่ยังไม่เข้าใจหรือไม่มีแนวทางที่ชัดเจน ก็ฝากส่งต่อ Infographic นี้ให้กับเพื่อนๆด้วยนะครับ จะได้ทำให้เพื่อนๆมีภูมิคุ้มกันที่ดีตั้งแต่เริ่มลงทุน (โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดเต็มไปด้วยความวุ่นวายแบบตอนนี้ครับ)

Jitta 101 Infographic

In the past, investing in Warren Buffett’s style seems quite difficult for people who have just entered into the stock market, because despite reading many books on the subject, it is difficult to envision the far future… which direction will the stock price go, what kind of stocks are ‘super stocks’, how cheap are ‘cheap stocks’, plus when to buy and when to sell stocks?

In the past, investing in Warren Buffett’s style seems quite difficult for people who have just entered into the stock market, because despite reading many books on the subject, it is difficult to envision the far future… which direction will the stock price go, what kind of stocks are ‘super stocks’, how cheap are ‘cheap stocks’, plus when to buy and when to sell stocks?

There are never ending questions to investing, really. But after many investors have used Jitta, they were able to see a bigger picture of long-term investment and quickly understand the principles of investing. Even concepts like buying super stocks and never selling them. Because all the information is evident on Jitta to enlighten you.

Many users were able to make successful returns from their investments have advised me to summarize the principles of investment here like in Jitta 101, so that these principles can help investors build their ports in the long-run without being stressed about day-to-day activities of the stock market.

This is why we have created an Infographic that summarizes these principles from Jitta 101 (Session 1 and Session 2 in particular), so that viewers understand how the stock price correlates to financial statements and how we can build our wealth from the stock market.

Explore more Jitta Value Investment Principle

For those of you who want more information, you can also view more on Jitta 101. Also, if you have friends who are interested in investing in the stock market and haven’t quite found their direction, please share our Infographic to them, so that they will be prepared even before investing.