เริ่มหาหุ้นเพื่อลงทุนระยะยาวได้อย่างไร

คุณศึกษาวิธีเริ่มต้นใช้งาน Jitta.com เพื่อค้นหาหุ้น วิเคราะห์หุ้น และพัฒนาประสิทธิภาพของพอร์ตการลงทุนของคุณได้ที่นี่

Advertisements

ถ้าราคาหุ้นที่สนใจยังอยู่สูงกว่า Jitta Line ควรใช้หลักการ Dollar Cost Averaging (DCA) โดยไม่สนใจว่าซื้อที่ราคาไหนหรือไม่

หลักการ Dollar Cost Averaging (DCA) ก็เป็นหลักการที่ดี แต่ถ้าจะใช้ให้ได้ผลก็ควรเลือกหุ้นที่มีคุณภาพดีและคาดการณ์ได้ว่าบริษัทจะสามารถสร้างกระแสเงินสดเพิ่มขึ้นได้ทุกปี (ไม่ใช่ว่าจะ DCA หุ้นอะไรก็ได้) ซึ่งหลักการ DCA ก็จะช่วยขจัดอารมณ์ในการลงทุนออกไป สร้างวินัยให้ลงทุนไปเรื่อยๆ ทุกเดือนในหุ้นที่ดี สุดท้ายเงินลงทุนของเราก็จะเติบโตไปเรื่อยๆ

แต่ถ้าจะใช้ Jitta คู่กับ DCA เราก็แนะนำว่า ควรจะเลือกหุ้นที่มี Jitta Score สูงๆ และ Jitta Line เพิ่มสูงขึ้นทุกปี จากนั้นก็เริ่มลงทุนเมื่อราคาหุ้นอยู่พอดีๆ กับ Jitta Line  จากนั้นก็ค่อยๆ DCA ไปเรื่อยๆ น่าจะทำให้คุณได้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างดีมากเมื่อเทียบกับตลาด

 

หากต้องการลงทุนแบบรายเดือน ควรมีกลยุทธ์การลงทุนอย่างไร

กรณีที่ไม่มีเงินก้อน ควรแบ่งเงินจำนวนที่ต้องการลงทุนเข้าบัญชีเงินไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีโอกาสดีๆ ให้ลงทุน เนื่องจากการลงทุนไม่จำเป็นต้องรีบร้อน รอจังหวะและโอกาสดีๆ ครั้งเดียวจะดีกว่า โดยเฉพาะถ้าหากคุณต้องการลงทุนในหุ้นคุณภาพดีและจะถือยาวอยู่แล้ว

ควรจะขายหุ้นหรือไม่ หากหุ้นที่ถือราคาสูงกว่า Jitta Line 30-50% แต่ Jitta Line ยังมีแนวโน้มสูงขึ้นและ Jitta Score ยังสูงดีต่อเนื่อง

คุณควรจะขายหุ้นของบริษัทเมื่อ Jitta Score และ Jitta Line ลดลง (ธุรกิจของบริษัทกำลังอยู่ในช่วงขาลง หรือ ธุรกิจประสบปัญหา) หรือเมื่อมีโอกาสทางการลงทุนที่ดีกว่า (เจอธุรกิจที่ดีกว่า ในราคาที่น่าลงทุนกว่า)

ดังนั้นก่อนขายต้องตัดสินใจให้ได้ก่อนว่า ขายแล้วคุณจะนำเงินไปทำอะไรต่อ ถ้าให้ดีที่สุด ควรจะต้องมีโอกาสการลงทุนที่ดีกว่าก่อน ค่อยขายเพื่อนำเงินไปลงทุน แต่ถ้ายังไม่มีการลงทุนที่ดีกว่า การซื้อหุ้นของบริษัทที่ยอดเยี่ยมไว้ ในระยะยาวก็ยังคงจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าถือเงินสดหรือฝากไว้ในธนาคารอยู่ดี

ควรลงทุนในบริษัทที่ดี (Jitta Score สูง) ราคาต่ำกว่าราคาที่เหมาะสม (Below Jitta Line มาก) แต่มีสภาพคล่องต่ำหรือไม่

ตามหลักการลงทุนจริงๆ แล้ว คุณไม่จำเป็นต้องสนใจเรื่องสภาพคล่องมาก เพราะเป็นเรื่องของความรู้สึกของตลาดหุ้น ถ้าคุณมีโอกาสที่จะลงทุนในบริษัทเหล่านี้ได้ในราคาที่ถูก ก็ควรจะลงทุน

สิ่งเดียวที่เป็นปัญหาในด้านของสภาพคล่อง คือเงินลงทุนของคุณสูงกว่าสภาพคล่องของหุ้นมากๆ กว่าจะซื้อหุ้นได้ครบตามจำนวนที่ต้องการ (เช่น 10% – 20% ของพอร์ต) ราคาเฉลี่ยที่ซื้อก็จะแพงกว่าราคาที่เหมาะสมไปแล้ว ทำให้คุณได้ส่วนลด หรือมี margin of safety น้อยลง ในกรณีนี้ คุณจำเป็นต้องมองหาบริษัทที่เหมาะสมกับขนาดเงินลงทุนของตน

อย่างบัฟเฟตต์เอง ด้วยความที่เงินลงทุนมีมหาศาล ทำให้เข้าไม่สามารถลงทุนในบริษัทขนาดเล็กได้อีกต่อไป ต้องซื้อหุ้นหรือซื้อบริษัทที่มีผลกำไรสุทธิหลายร้อยล้านดอลล่าร์ขึ้นไปเท่านั้น ไม่เหมือนสมัยตอนหนุ่มๆ ที่สามารถลงทุนในหุ้นได้หลากหลายตัว

ดังนั้น คุณควรลงทุนในหุ้นที่มีสภาพคล่องต่ำไหม ขึ้นอยู่กับขนาดของพอร์ตของคุณ ถ้าพอร์ตยิ่งใหญ่มากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องลงทุนในหุ้นที่มีสภาพคล่องสูงมากขึ้นเท่านั้น

จะรู้ได้อย่างไรว่าบริษัทจะจ่ายเงินปันผลเมื่อไร

โดยปกติ การประกาศข่าวการจ่ายเงินปันผล หรือผลตอบแทนจากบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ จะทำอย่างเป็นทางการ คุณสามารถเข้าไปดูข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ของประเทศนั้นๆ

สำหรับประเทศไทย คุณสามารถหาข้อมูลได้ที่ http://www.set.or.th และสามารถเข้าไปดูตารางวันจ่ายเงินปันผลได้ที่นี่

เมื่อลงทุนตามหลักการแบบวอร์เรน บัฟเฟตต์ ควรวางเป้าหมายผลตอบแทนอย่างไร

จริงๆ แล้วการลงทุนแบบวอร์เรน บัฟเฟตต์ ก็ไม่แตกต่างจากการนำเงินไปฝากธนาคาร เพราะมีความปลอดภัยของเงินต้นสูง แต่เงินต้นจะเติบโตสูงกว่าฝากธนาคารมาก ถ้าลงทุนเก่งๆ ก็อาจจะได้ 15%-20% ต่อปี