การลงทุนในหุ้นเหมือนกับการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์

Warren Buffett เขียนถึงหลักการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งประยุกต์มาจากหลักการลงทุน “ซื้อธุรกิจที่ดี ในราคาที่เหมาะสม” ที่เค้าใช้ในการลงทุนในบริษัทดีๆชั่วชีวิตครับ ลองไปอ่านกันดูครับ (เรียบเรียงโดยคุณวิบูลย์ พึงประเสริฐ มีทั้งหมด 3 ตอน)

Advertisements

Warren Buffett เขียนถึงหลักการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งประยุกต์มาจากหลักการลงทุน “ซื้อธุรกิจที่ดี ในราคาที่เหมาะสม” ที่เค้าใช้ในการลงทุนในบริษัทดีๆชั่วชีวิตครับ ลองไปอ่านกันดูครับ (เรียบเรียงโดยคุณวิบูลย์ พึงประเสริฐ มีทั้งหมด 3 ตอน)

ทั้งนี้มีสิ่งที่ผมอยากจะย้ำเพิ่มเติมก็คือ

  1. คนที่เข้าใจหลักการสร้าง Passive Income จะเข้าใจหลักการลงทุนของ Warren Buffett ได้ดีมาก ใครที่ไม่เข้าใจ ลองไปอ่านหนังสือ Rich Dad Poor Dad เพิ่มเติมดูนะครับ

  2. เวลาลงทุน พยายามซื้อทรัพย์สิน โดยประเมินจากกระแสเงินสด หรือ สิ่งที่ใกล้เคียงเงินสดที่ทรัพย์สินสร้างได้เป็นหลัก อย่าพยายามซื้อด้วยการหวังกำไรจากส่วนต่างราคาที่จะขายได้ในอนาคต

  3. ทรัพย์สินที่ดีมาก ควรจะต้องมีมูลค่าเพิ่มตามกาลเวลา และกระแสเงินสด หรือ สิ่งที่ใกล้เคียงเงินสดที่ทรัพย์สินสร้างได้ ก็จะควรเพิ่มขึ้นทุกปีเช่นเดียวกัน ในอัตราที่มากกว่าเงินเฟ้อ

  4. ในการลงทุนทุกครั้ง พยายามมองให้ออกว่า อย่างน้อยต้องคืนทุนภายใน 10 ปี และควรจะได้ทรัพย์สินที่สร้าง Passive Income ต่อไปได้ชั่วชีวิต ถ้าหากเราทำซ้ำแบบนี้ไปได้เรื่อยๆ ความมั่งคั่งในอนาคตของเราจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเอง

  5. กำไร 100% ที่ได้มาเร็วๆ เมื่อเทียบกับ Passive Income ชั่วชีวิตแล้วน้อยมากๆ ดังนั้น ถ้าหากว่าได้ลงทุนในทรัพย์สินที่ดีมากๆ ที่สามารถสร้าง Passive Income ที่เพิ่มมากขึ้นตามเงินเฟ้อได้ทุกปี พยายามอย่าขายทรัพย์สินนั้นออกไปจะดีที่สุด จากนั้นค่อยๆเก็บสะสม Passive Income ที่ได้ เพื่อไปซื้อทรัพย์สินดีๆเก็บไว้ต่อไปเรื่อยๆ

ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ Jitta นั้น บทความนี้ก็เป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการใช้งาน Jitta ได้อย่างดีครับ เพราะถ้าหากใครได้เคยเข้าไปอ่านหลักการของ Jitta ใน http://library.jitta.com/th/basic แล้ว ก็จะทราบว่า

  1. Jitta Score นั้นใช้เพื่อวัดคุณภาพของธุรกิจ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าธุรกิจนั้นมีศักยภาพแค่ไหนในการสร้างกระแสเงินสดที่สามารถเพิ่มขึ้นได้ทุกปี
  2. Jitta Line คำนวณจากหลักที่ว่า ถ้าหากเราจะลงทุนซื้อกิจการทั้งหมด ราคาเท่าไหร่ที่จะทำให้คืนทุนใน 10 ปี

ดังนั้นการลงทุนในบริษัทที่มี Jitta Score สูงๆ ในราคาที่ไม่แพงเกินกว่า Jitta Line ก็จะทำให้มั่นใจได้ว่า เราได้ทรัพย์สินที่มีคุณภาพดีในราคาที่เหมาะสม ที่เราจะคืนทุนได้ภายใน 10 ปี และจะได้ Passive Income ที่เพิ่มขึ้นตามเงินเฟ้อเป็นของแถมไปอีกนานแสนนาน

และที่สำคัญเราแทบไม่จำเป็นต้องทำอะไรอีกเลยหลังจากที่ได้ลงทุนไปแล้ว ทำให้เรามีเวลาว่างไปค้นหาทรัพย์สินอื่นๆที่น่าลงทุน หรือ ใช้เวลาเพื่อไปทำในสิ่งที่อื่นๆที่เรารักได้โดยไม่ต้องห่วงเรื่องการลงทุนมากนัก
ซึ่งก็ตรงกับหลักที่ Warren Buffett ใช้ในการลงทุนทั้งหุ้นและอสังหาริมทรัพย์อย่างมีความสุข ทุกประการครับ

Stock Investment is like Real Estate Investment

Warren Buffett has written concepts of investing in real estate, which were adapted from the principle of “buying good businesses in suitable prices”, where he uses throughout his whole life to invest in companies. Please see his articles below:

Warren Buffett has written concepts of investing in real estate, which were adapted from the principle of “buying good businesses in suitable prices”, where he uses throughout his whole life to invest in companies. Please see his articles below:

From here, what is would like to further emphasize are:

Those who understand the concept of Passive Income will understand Buffet’s investment concepts very well. For those of you who are still not quite sure, I encourage you to read Rich Dad, Poor Dad for a better understanding.

When you are investing, try to buy assets based on the cash flow (or something similar to cash flow) that the asset can generate, not on the capital gain you may make through selling at a higher price in the future.

Great assets should increase in value with time, and it’s cash flow (or something similar to cash flow) should also increase respectively in a rate greater than the inflation rate.

In all your investments, try to choose assets that at least break even within ten years, and can generate Passive Income for the rest of your life. If we can repeat this, our wealth will constantly increase in e future.

Remember that a 100% profit that is quickly gained is actually a lot less than the Passive Income you can gain for the rest of your life. Therefore, if you have the chance to invest in a great asset that generates a an increasing Passive Income greater than the inflation rate every year, try to hold onto it. You can then collect the Passive Income to buy more great assets.

In relation to Jitta, this excerpt helps reinforce users’ confidence in Jitta because if you have studied our concept at http://library.jitta.com/en/basic you will find that:

The Jitta Score is used to measure the quality of the company, helping us evaluate its capability in increasing its cash flow every year.

The Jitta Line is calculated from the concept that if we were to invest in all the companies, which price would allow us to break even within 10 years.

Therefore, investing in companies with a high Jitta Score in a price level that does not exceed the Jitta Line, will ensure that we are investing in a quality asset with a suitable price, and will break even for us within ten years, plus will also generate Passive Income that increases with the inflation rate as a bonus.

In addition, we don’t even have to do anything after investing, giving us the extra time to find other investment prospects, or pursue other interests in life without worrying too much about our investments, all of which align with Buffet’s investment principles in both stocks and real estate.

กฏข้อที่ 1 : อย่าขาดทุน

สมัยตอนผมเริ่มขับรถใหม่ๆ คุณแม่จะคอยบอกผมอยู่เสมอว่าไม่ต้องขับเร็วมาก เพราะขับ 100 กับ 120 ก็ถึงบ้านต่างกันไม่กี่นาที แต่ปลอดภัยกว่ากันเยอะ และถ้าขับเร็วจนติดเป็นนิสัย พลาดพลั้งไปเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาจะไม่คุ้มกันเลย

สมัยตอนผมเริ่มขับรถใหม่ๆ คุณแม่จะคอยบอกผมอยู่เสมอว่าไม่ต้องขับเร็วมาก เพราะขับ 100 กับ 120 ก็ถึงบ้านต่างกันไม่กี่นาที แต่ปลอดภัยกว่ากันเยอะ และถ้าขับเร็วจนติดเป็นนิสัย พลาดพลั้งไปเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาจะไม่คุ้มกันเลย

ในการลงทุนก็เช่นเดียวกันครับ การที่เราพยายามทำอะไรที่เสี่ยง เพื่อให้ได้ผลตอบแทนมากขึ้นนั้น ในระยะยาวมักจะไม่ค่อยคุ้มกับกำไรที่เราได้รับมาในระยะสั้นเท่าไหร่ครับ เพราะ

  1. เราอาจจะทำถูกในบางครั้งและได้ผลตอบแทนจำนวนมาก แต่ในขณะเดียวกันเวลาเราลงทุนผิดพลาด ก็อาจจะทำให้เงินต้นเสียหายได้มากเช่นเดียวกัน ซึ่งความรู้สึกดีเวลาได้ผลตอบแทนจำนวนมากๆ เทียบไม่ได้กับ ความรู้สึกแย่เวลาที่เราขาดทุนมากๆครับ
  2. การลงทุนด้วยความเสี่ยงมากๆ จะทำให้เรามีความเครียดเกิดขึ้นได้มากกว่า บางครั้งอาจจะถึงขั้นกินไม่ได้ นอนไม่หลับเลยทีเดียว ซึ่งในระยะยาวอาจจะทำให้สุขภาพเราย่ำแย่
  3. ในเกมของการลงทุนนั้น จะเกิด Game Over ขึ้นได้กรณีเดียวก็คือ เงินต้นหายไปจนหมด ซึ่งการที่เราพยายามเสี่ยงมากเกินไป และถ้าหากเกิดความผิดพลาดร้ายแรงเพียงครั้งเดียวที่ทำให้เงินต้นเราหายไปเกือบหมด ก็เหมือนกับเราขับรถเร็วแล้วพลาดเกิดอุบัติเหตุทำให้พิการหรือเสียชีวิต ซึ่งไม่คุ้มกันเลยสักนิดเดียวกับการไปถึงที่หมายเร็วขึ้นไม่กี่นาที
  4. การลงทุนเป็นสิ่งที่เราต้องทำระยะยาวชั่วชีวิตอยู่แล้ว และจากประวัติศาสตร์ก็ทำให้เห็นแล้วว่า ไม่ว่าเราจะลงทุนแบบไหน สุดท้ายแล้ว ผลตอบแทนทบต้นก็จะอยู่ที่ประมาณ 20% ต่อปีเท่านั้น ดังนั้นการรีบร้อนลงทุนด้วยความเสี่ยง กับ การลงทุนด้วยความระมัดระวัง สุดท้ายในระยะยาวก็ทำเงินได้พอๆกัน แต่ความสุขในชีวิตจะต่างกันเยอะมาก

ผมลองทำ Excel ออกมา เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า ในการลงทุนระยะยาวนั้น การขาดทุนหนักๆเพียงไม่กี่ครั้ง อาจจะทำให้ผลตอบแทนที่ได้น้อยลงอย่างมากครับ โดยผมได้จำลองเหตุการณ์ออกมา 3 กรณี ดังนี้

  1. ลงทุนแบบไม่เสี่ยง และได้รับผลตอบแทน 20% ต่อปีไปเรื่อยๆ ด้วยเงินต้น $10,000 ผ่านไป 20 ปี จะกลายเป็นเงินทั้งสิ้น $383,376
  2. ลงทุนแบบเสี่ยงปานกลางโดยเวลาได้กำไร จะได้ 30% แต่เวลาขาดทุน จะขาดทุน 15% ซึ่งสมมติว่าทุกๆ 4 ปี จะได้กำไร 3 ปีและขาดทุน 1 ปี พบว่าจากเงินต้น $10,000 ผ่านไป 20 ปี จะกลายเป็นเงิน $227,114.53
  3. ลงทุนแบบเสี่ยงมาก เวลาได้กำไรได้ครั้งละ 50% แต่เวลาเสียก็เสียครั้งละ 50% เช่นเดียวกัน และทุกๆ 4 ปีจะขาดทุน 1 ปี ก็พบว่า ด้วยเงินต้น $10,000 ผ่านไป 20 ปี เราจะมีเงินทั้งสิ้นเพียง $136,841.84 เท่านั้น

ซึ่งก็จะเห็นได้ชัดเลยว่า การลงทุนที่แม้จะได้ผลตอบแทนสูงๆถึงครั้งละ 50% แต่เวลาขาดทุนก็เสียเยอะเหมือนกันนั้น ในระยะยาวแล้วกลับให้ผลตอบแทนที่น้อยที่สุดเลยครับ ยังไม่นับรวมสุขภาพและเวลาที่เราต้องเสียไปกับการลงทุนแบบเสี่ยงๆนี้ด้วยครับ

และนี่เลยเป็นที่มาของกฏการลงทุนง่ายๆที่ Warren Buffett บอกเอาไว้ครับว่า
1. อย่าขาดทุน
2. กลับไปอ่านข้อ 1 ให้เข้าใจ

เพราะถ้าหากเราไม่ขาดทุนหนักๆแล้ว เราก็มีโอกาสสร้างผลตอบแทนทบต้นได้ไปเรื่อยๆ และก็สามารถไปถึงจุดหมายทางการเงินที่ตั้งใจไว้ได้แน่นอนครับ จริงๆเพียงแค่ทำผลตอบแทนทบต้นได้ 20% ต่อปี ก็สามารถเปลี่ยนเงินจาก 1 ล้านให้เป็น 100 ล้านได้ ภายในประมาณ 25 ปีแล้วครับ

และเชื่อผมเถอะครับว่า การมองเห็นเงินของเราโตขึ้นปีละ 20% ไปเรื่อยๆนั้น ให้ความรู้สึกที่ดีกว่าการนั่งมองดูเงินหายไป 50% ในบางปีอย่างแน่นอนครับ

Rule No. 1: Don’t make a Loss

When I first started driving, my mom would always remind me not to drive too fast. She would say the traveling time between driving at a 100 km/hr speed and 120 km/hr is not that different. So really speeding up isn’t all that worth it if an accident happens.

When I first started driving, my mom would always remind me not to drive too fast. She would say the traveling time between driving at a 100 km/hr speed and 120 km/hr is not that different. So really speeding up isn’t all that worth it if an accident happens.

It’s the same for investment. In the long-run, it is not worth it to do something risky for short-term returns.

Why?

  1. We may hit the mark sometimes and gain great returns, but at the same time, when we make mistakes, the stakes are equally high. And the feeling of gaining great returns doesn’t compare with the feeling when you lose the same amount. Trust me.
  2. Making too-risky investments creates stress. So much that sometimes it physically affects us. We can’t eat, we can’t sleep. Not ideal.
  3. In the game of investment, Game Over happens when our entire invested capital is gone. If we take on too much risk and made a mistake, we could lose almost our entire original capital. This is like driving too fast and having a near fatal accident, which is so not worth it for driving fast and getting there a few minutes earlier.
  4. Investing is something we are doing for the long-term, for the rest of our lives. History has already shown us that no matter which technique used, in the end the compounded return is around 20% per year. So rushing to make fast money with high risk versus investing carefully in the long-run will generate you the similar results. The only difference is how you would feel throughout the entire journey.

I’ve created an Excel sheet here so that it’s easier to see that making only a few big losses might actually significantly decrease your returns. I’ve created three hypothetical situations here:

  1. A low-risk investment strategy will generate a 20% return per year. With an starting capital of $10,000, 20 years later it will become $383,376.
  2. A moderate-risk investment strategy will generate a 30% return. However, when making a loss it will be a 15% loss. So let’s say that in every 4 years, 3 years will profit and one will make a loss. We will find that the original $10,000 becomes $227,114.53.
  3. A high-risk investment strategy will generate a 50% profit each time of profit, however, it will also make a 50% loss. With the same 4-year situation of making a loss once every four years, after 20 years the starting $10,000 will be a mere $136,841.84.

Clearly, we can see that even though a high-return investment strategy yields a 50% profit each time, every time you make a loss, it is also equally significant. And in the long-run, this strategy generates the least return, not to mention all the time and stress that we have to waste in doing so.

And so this sums up the simple rules of investment by Warren Buffett, who suggests: 1) Don’t make a loss and 2) Read #1 again.

If we don’t make big losses, then we will be able to make compounded returns constantly and accomplish our investing goals. By just making a 20% return per year, we can change our 1 million into 100 billion within 25 years.

And believe me, looking at our money growing 20% per year every year feels much better than seeing our money disappear 50% a time in some years.

แนวคิดหลักการซื้อขายหุ้น

เมื่อวานเขียนเรื่องธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ขายบริษัทไทยพาณิชย์สามัคคีประกันภัย (SCSMG) ให้กับ ACE Group (ACE) ไป เลยคิดถึงมุมมองอีกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้จากตัวอย่างนี้ครับ เลยอยากมาแชร์ให้ทุกคนฟัง

เมื่อวานเขียนเรื่องธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ขายบริษัทไทยพาณิชย์สามัคคีประกันภัย (SCSMG) ให้กับ ACE Group (ACE) ไป เลยคิดถึงมุมมองอีกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้จากตัวอย่างนี้ครับ เลยอยากมาแชร์ให้ทุกคนฟัง

ในโลกของธุรกิจแล้ว เวลาที่ผู้บริหารจะขายธุรกิจในเครือออกไป ผู้บริหารก็จะขายธุรกิจที่ย่ำแย่หรือไม่ทำกำไรออกไป เพื่อลดการขาดทุนของกลุ่ม พร้อมทั้งจะเก็บธุรกิจในเครือที่เป็นดาวรุ่งและสร้างกำไรมากๆไว้ตลอดไป

อย่าง SCB ก็มีธุรกิจประกันในเครือเป็น ธุรกิจประกันภัย คือ SCSMG กับธุรกิจประกันชีวิตคือ บริษัทไทยพาณิชย์ประกันชีวิต (SCBLIF) ซึ่งถ้าหากเราเข้าไปอ่านงบการเงินดูสภาพทางธุรกิจของทั้งสองบริษัท ก็จะตัดสินใจได้ง่ายๆเลยว่า SCBLIF มีเศรษฐศาสตร์ทางธุรกิจดีกว่า สามารถทำกำไรได้สม่ำเสมอ และคาดการณ์ได้ง่ายกว่า SCSMG เยอะ

ถ้าเข้าไปดู Jitta ก็จะเห็นได้ชัดว่า Historical Jitta Score ของ SCBLIF มากกว่า 5 ทุกปี ในขณะที่ของ SCSMG น้อยกว่า 5 ในทุกปี รวมทั้ง Jitta Factors, Jitta Signs นั้น ทุกอย่างของ SCBLIF ดีกว่า SCSMG ทั้งสิ้น แสดงให้เห็นชัดเลยว่า ผลงานทางธุรกิจของ SCBLIF นั้นชนะ SCSMG ขาดลอยครับ

ดังนี้แล้ว ถ้าหากเราเป็นผู้บริหารธนาคารไทยพาณิชย์ เราจะขายธุรกิจไหน และ เก็บธุรกิจไหนเอาไว้ครับ?

ตอบได้ไม่ยากเลยใช่ไหมครับ ก็ควรจะต้องขายธุรกิจประกันภัยของ SCSMG ทิ้งไป และเก็บธุรกิจประกันชีวิตที่ดีกว่าอย่าง SCBLIF เอาไว้

สิ่งที่เกิดขึ้นก็เป็นไปตามที่เราคิดครับ ในปี 2011 SCB ตัดสินใจซื้อหุ้น SCBLIF ประมาณ 40% จาก New York Life เพื่อให้ตัวเองเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 94.66% ในขณะที่ปี 2013 ก็ตัดสินใจขายหุ้นทั้งหมดของ SCSMG ให้กับ ACE Group ครับ

ซึ่งก็ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องมากในมุมมองของธุรกิจครับ ขายธุรกิจที่ไม่ดีทิ้งไป และ เก็บแต่ธุรกิจที่ดีเอาไว้

สิ่งที่ตัดสินใจง่ายในทางธุรกิจแบบนี้ แต่พอมาเป็นโลกของการลงทุนในตลาดหุ้น คนกลับลืมสิ่งเหล่านี้ครับ และทำในสิ่งที่ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือ คนส่วนมากเวลาต้องขายหุ้นนั้น มักจะเลือกขายหุ้นที่กำไรมากๆไว้ก่อน เพราะถือว่าได้กำไรแล้ว และเก็บหุ้นที่ขาดทุนไว้ เพราะทำใจไม่ได้ที่จะต้องขายขาดทุนและหวังว่าสักวันนึงราคาหุ้นจะกลับขึ้นมา

การตัดสินใจแบบนี้ ทำให้สุดท้ายแล้วเราจะขาดทุนในระยะยาวครับ เพราะเงินจะไปจมอยู่กับบริษัทที่แย่ๆ ทำให้เงินไม่งอกเงยขึ้นมาตามที่ควรจะเป็นถ้าหากเราเปลี่ยนเงินจำนวนเดียวกันนี้ไปลงทุนในบริษัทที่ดีครับ

ดังนั้นตามที่ Warren Buffett บอกไว้ครับว่า

อะไรที่สมเหตุสมผลในโลกธุรกิจ ก็สมเหตุสมผลในโลกของการลงทุน
– Warren Buffett

เราควรจะตัดสินใจซื้อขายหุ้นของเราเหมือนกับการตัดสินใจทางธุรกิจ คือ เวลาจะซื้อหรือขายหุ้นนั้น อย่าไปคิดถึงเรื่องกำไรขาดทุนจากราคาหุ้นมากครับ เพราะมันไม่ได้บอกอะไรกับเราเท่าไหร่เลย สิ่งที่เราควรจะต้องทำก็คือ

  1. วิเคราะห์คุณภาพและมูลค่าของธุรกิจ
  2. พยายามเก็บหุ้นของบริษัทดาวรุ่งที่มูลค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเอาไว้
  3. ขายหุ้นของบริษัทที่ธุรกิจย่ำแย่ออกไป

ในระยะยาวแล้วพอร์ตการลงทุนโดยรวมของเราจะเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆตามมูลค่าของบริษัทดีๆที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆเองครับ อย่าลืมว่ามหาเศรษฐีเกือบทุกคนบนโลกนี้นั้น รวยขึ้นมาได้จากการถือหุ้นของบริษัทดีๆไว้เพียงแค่ไม่กี่บริษัทเท่านั้นเองครับ

ในกรณีของ SCBLIF และ SCSMG นั้นจะเห็นได้ว่า มูลค่าทางธุรกิจ หรือ ราคาหุ้นนั้น ก็สะท้อนผลงานของบริษัทอย่างเต็มที่ โดย SCBLIF นั้น มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 5 เท่า ภายใน 6 ปีทีผ่านมา ในขณะที่ SCSMG นั้นมูลค่าแทบไม่ได้เพิ่มขึ้นเลยนับจากปี 2007

ดังนั้นถ้าหากเราถือหุ้น 2 ตัวนี้อยู่ ไม่ว่าจะช่วงเวลาไหนตั้งแต่ปี 2007 เป็นต้นมา ไม่ว่าราคาหุ้นของทั้งสองบริษัทนี้จะขึ้นลงยังไง ไม่ว่าเราจะได้กำไรจากบริษัททั้งสองนี้มากน้อยแค่ไหน การตัดสินใจทางการลงทุนที่ถูกต้องก็คือ การเก็บหุ้นของ SCBLIF เอาไว้ และขาย SCSMG ออกไป เหมือนกับการตัดสินใจที่เราจะทำถ้าหากเราเป็นผู้บริหารของ SCB นั่นเองครับ

แต่ให้ดีที่สุด เพียงแค่เราดู Historical Jitta Score เราก็ไม่ควรไปลงทุนใน SCSMG ตั้งแต่แรกอยู่แล้วครับ

ปล. จะเห็นว่าหลักการลงทุนจริงๆง่ายมากครับ แต่ในสมัยที่ยังไม่มี Jitta ก็ถือได้ว่าเป็นงานที่ค่อนข้างหนักเอาการนะครับ กับการที่ต้องคอยมานั่งวิเคราะห์ธุรกิจต่างๆและคำนวณมูลค่าที่เหมาะสมอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้สามารถตัดสินใจลงทุนได้อย่างถูกต้องตามมุมมองทางธุรกิจครับ

และนั่นก็เป็นที่มาของ Jitta ที่เราอยากให้คนทั่วไปสามารถตัดสินใจลงทุนได้อย่างมีเหตุมีผลเหมือนกับการทำธุรกิจ เพื่อให้ผลตอบแทนการลงทุนของทุกคนดีขึ้น และที่สำคัญสบายใจในการลงทุนมากขึ้นครับ

Principles of Buying and Selling Stocks

In the business world, when management sells a business in its group, it means that that subsidiary is performing badly or is not making any profit. This is so that they can reduce the group’s loss, and keep only their rising star businesses to build more profits.

As I wrote about Siam Commercial Bank BKK:SCB selling off its subsidiary, BKK:SCSMG to BKK:ACE Group, I thought of another aspect of this story.

In the business world, when management sells a business in its group, it means that that subsidiary is performing badly or is not making any profit. This is so that they can reduce the group’s loss, and keep only their rising star businesses to build more profits.

BKK:SCB has an insurance business BKK:SCSMG and a life insurance business BKK:SCBLIF If we look at these businesses’ financial statements, we can see clearly that BKK:SCBLIF has much better economics, is able to generate constant profits, and is much more predictable than BKK:SCSMG

https://www.jitta.com/stock/bkk:scblif

http://www.jitta.com/stock/bkk:scsmg

If we look at the Historical Jitta Score of BKK:SCBLIF, we will also see that it has always been more than 5 every year, whereas BKK:SCSMG ’s scores have always been lower than 5 every year. This also includes other indicators like Jitta Factors and Jitta Signs -every indicator of BKK:SCBLIF is better than BKK:SCSMG. This reinstates that BKK:SCBLIF greatly outperforms BKK:SCSMG.

So if you were part of BKK:SCB’s management, which business would you sell and which would you keep?

The answer is blatantly clear. We should obviously sell BKK:SCSMG and keep the better business of life insurance like BKK:SCBLIF.

Of course, that is what BKK:SCB did. In 2011, they finally bought back about 40% of BKK:SCBLIF from New York Life, making them the biggest shareholder with 94.66%, while in 2013, they decided to sell all of BKK:SCSMG to the BKK:ACE Group.

This is the right move to make, in terms of doing business: sell the bad business out, and keep the good business.

It’s a very simple business mindset. But when it comes to the world of investment, people tend to forget this simple logic, and even do the opposite! Why? Most people sell stocks that are making high profits, because they think that they will gain once they sell them. And they tend to keep the stocks that are still making losses, because they cannot bear to sell these stocks at a loss, still hoping that one day, the price would turnaround.

Making decisions such as these will cost us in the long-run. Because our money would be sunken into bad businesses, instead of being invested in good businesses and growing with them.

So as Warren Buffett stated, “Anything that makes sense in the business world will make sense in the world of investment, too.” We should decide whether to buy or sell stocks under the same mindset as we would make business decisions: When we buy or sell stocks, do not fixate on the profit/loss from the stock price, because it does not really tell us much. What we should do are:

  1. Analyze the quality and value of that business
  2. Keep holding the stocks of rising star companies
  3. Sell stocks of badly performing companies

In the long-run, our overall investments will grow with the value of these businesses. Remember that almost every billionaire in the world have built their fortunes by holding stocks of only a few good companies.

In the cases of BKK:SCBLIF and BKK:SCSMG, we will see that the business valuation and the stock price reflect their performance. BKK:SCBLIF’s value increased 5-folds in the past 6 years, while BKK:SCSMG’s value barely increased from 2007.

Therefore, if we held these two stocks at any point in time from 2007, no matter how much the prices are or the profits are, the right investment decision would be to keep BKK:SCBLIF and sell BKK:SCSMG, a decision we would make if we were BKK:SCB’s management.

But the best case if you look at the Historical Jitta Score, would be to not invest in BKK:SCSMG in the first place.

P.s. Investing is very simple, really. But before Jitta, it is considered quite hard, because you would have to analyze all the different businesses and constantly calculate their value to make your decisions.

And that is why Jitta was developed -to enable normal people to make investment decisions like they would do when buying a business. We strive to help increase your returns and, importantly, to help ease your concerns so that you can invest happily.

Peter Lynch Investment Thoughts

10 pupular Investing Qoutes from Peter Lynch

  1. “If you’re prepared to invest in a company, then you ought to be able to explain why in simple language that a fifth grader could understand, and quickly enough so the fifth grader won’t get bored.”
  2. “Behind every stock is a company. Find out what it’s doing.”
  3. “Owning stocks is like having children — don’t get involved with more than you can handle.”
  4. “Stocks aren’t lottery tickets. There’s a company attached to every share.”
  5. “In this business, if you’re good, you’re right six times out of ten. You’re never going to be right nine times out of ten.”
  6. “The person that turns over the most rocks wins the game. And that’s always been my philosophy.”
  7. “During the Gold Rush, most would-be miners lost money, but people who sold them picks, shovels, tents and blue-jeans (Levi Strauss) made a nice profit.”
  8. “All the math you need in the stock market you get in the fourth grade.”
  9. “The natural-born investor is a myth.”
  10. “The simpler it is, the better I like it.”

Read more : http://www.wealthlift.com/blog/10-popular-investing-quotes-peter-lynch/