PDCA ของการลงทุน

จริงๆแล้ว การลงทุนให้ประสบความสำเร็จนั้น ก็ไม่ได้แตกต่างจากการทำธุรกิจ (หรือกิจกรรมอื่นๆ) ให้ประสบความสำเร็จสักเท่าไหร่นะครับ

Advertisements

จริงๆแล้ว การลงทุนให้ประสบความสำเร็จนั้น ก็ไม่ได้แตกต่างจากการทำธุรกิจ (หรือกิจกรรมอื่นๆ) ให้ประสบความสำเร็จสักเท่าไหร่นะครับ

หลักการพื้นฐานทั้งหมดก็คือ PDCA หรือ Plan Do Check Act ที่ทุกคนเคยได้ยินมากันตั้งแต่เด็กแล้ว เพียงแค่นั้นเอง

  1. Plan : วางแผน
  2. Do : ลงมือทำ
  3. Check : ติดตาม ตรวจสอบ วัดผล
  4. Act : หาวิธีปรับปรุงให้ดีขึ้น

ซึ่งคนส่วนมากเวลาจะทำโปรเจ็คต่างๆให้สำเร็จก็ทำตาม PDCA นี้ได้โดยง่ายครับ แต่พอมาเป็นเรื่องการลงทุนในตลาดหุ้นแล้ว ไม่รู้ทำไม logic ที่เรียบง่ายเหล่านี้กลับหายไปหมดครับ

ลองถามตัวเองดูก็ได้ครับว่า เราได้เคยวางแผนลงทุนไว้บ้างไหม เราลงทุนโดยใช้หลักการอะไรบ้าง ลงทุนแล้วเป็นอย่างไร ได้ผลแค่ไหน ดีกว่า benchmark อะไรบ้าง และเราจะลงทุนให้ดีขึ้นได้อย่างไร

เท่าที่ผมสัมผัสมา คนส่วนมากที่เสียเงินให้ตลาดหุ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่านั้น (หรือไม่สามารถสร้างความมั่งคั่งให้เพิ่มขึ้นได้มากนัก) มักจะโดดเข้าไปซื้อขายหุ้นเพียงอย่างเดียว โดยไม่เคยมีแผนการ ไม่มีหลักการ ไม่รู้ว่าจะวัดผลยังไง และไม่รู้จะลงทุนยังไงต่อ สุดท้ายแล้ว ก็ปล่อยให้เรื่องกำไรขาดทุนเป็นเรื่องของจังหวะและโชคชะตาเท่านั้นเอง ไม่มีการเรียนรู้และพัฒนาทักษะการลงทุนใดๆเกิดขึ้นเลย แม้บางคนจะลงทุนมาแล้วหลายปีก็ตาม

สำหรับ Jitta เองนั้น ตั้งแต่ถือกำเนิดขึ้นมาก็มี mission ที่ต้องการจะช่วยให้คนทั่วโลกลงทุนได้ง่ายขึ้น และได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น (Make investment eaiser and better for everyone)

ดังนั้นสิ่งแรกที่พวกเราสร้างขึ้นมาก็คือ Jitta Intel ที่ช่วยวิเคราะห์งบการเงินและสรุปออกมาเป็นค่าที่ดูง่ายเช่น Jitta Score, Jitta Line แล้วก็ตามมาด้วย Jitta Factor, Jitta Signs และฟังค์ชั่นอื่นๆในการค้นหาหุ้นดีๆมากมาย เช่น Browse, Screener, Comparison จากนั้นเมื่อเราได้หุ้นที่เราสนใจหรือได้ลงทุนไปแล้ว ก็มีฟังค์ชั่นดีๆอย่าง Follow, Alert เพื่อคอยติดตามหุ้นไปเรื่อยๆว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร

ซึ่งทั้งหมดนั่นก็คือ การที่ Jitta เข้ามาช่วยในขั้นตอน Do (ลงมือทำ) เป็นหลักนั่นเองหรืออีกนัยน์หนึ่งก็คือ การช่วยให้ทุกคนลงทุนได้อย่างมีหลักการมากขึ้น (แน่นอนว่าเป็นหลักการของ Warren Buffett ที่พิสูจน์มาแล้วว่าได้ผล และพิสูจน์อีกครั้งด้วยผลตอบแทนจาก Jitta Ranking)

และจากที่ผมได้คอยติดตามผลงานของผู้ใช้งาน Jitta มาเรื่อยๆ ก็พบว่า Jitta ทำหน้าที่ในส่วนนี้ได้ค่อนข้างดีแล้ว ทุกคนมั่นใจและมีความสุขในการลงทุนมากขึ้น และแน่นอนว่า ผลตอบแทนโดยรวมก็ดีขึ้นด้วยครับ

ดังนั้นช่วงนี้ Jitta เลยพยายามมาเน้นเติมเต็มในส่วนอื่นๆที่นักลงทุนขาดไปมากขึ้น ก็คือ เรื่องของ Plan, Check, Act นั่นเองครับ

ช่วงเดือนที่แล้ว Jitta จึงได้สร้าง Jitta Financial Planner ขึ้นมา เพื่อให้เราวางแผนการลงทุนได้ดีขึ้นว่า เราควรจะต้องออมเงินเท่าไหร่ และ ลงทุนให้ได้ผลตอบแทนกี่เปอร์เซ็นต์ต่อไป ไปกี่ปี จึงจะมีเงินตามเป้าหมายที่ต้องการ

ซึ่งแม้จะยังเป็นแค่เวอร์ชั่นแรกอยู่ก็ตาม แต่ผมก็คิดว่าน่าจะช่วยเรื่องการวางแผน วางเป้าหมาย ได้เรียบร้อยแล้วครับ แต่ทั้งนี้พวกเราก็จะค่อยๆปรับปรุงตัว Jitta Financial Planner ให้ดีขึ้นเรื่อยๆครับ ใครใช้แล้วมีข้อเสนอแนะอย่างไรก็บอกได้เลยนะครับ

เสร็จจาก Plan แล้ว ถัดมาก็เป็นเรื่องของ Check, Act ที่ค่อนข้างจะทำได้ยากกว่าการ Plan มาก แต่เป็นสิ่งที่สำคัญมากไม่แพ้ส่วนอื่นๆ หรือ อาจจะมากกว่าอีกด้วยซ้ำ เพราะเป็นส่วนของการวัดผล เรียนรู้ และ พัฒนาตนเอง ครับ

แต่เท่าที่ดูมา คนส่วนมากขาดรูปแบบวิธีการวัดผลตอบแทนการลงทุนที่ถูกต้องและเป็นระบบ หรือที่แย่ยิ่งกว่าก็คือ หลายๆคนไม่เคยมีการเก็บข้อมูลและวัดผลตอบแทนการลงทุนเป็นรูปธรรมเลย ทำให้

  • บางคนอาจจะดีใจกับการกำไร 100% จากหุ้นบางตัวภายในเวลา 1 เดือน แต่ลืมดูไปว่าครั้งอื่นๆขาดทุนแค่ไหน และทั้งปีผลตอบแทนโดยรวมของทั้งพอร์ตดีกว่าดัชนีแค่ไหน เติบโตได้ตามที่วางแผนหรือเปล่า เป็นต้น
  • บางคนไม่เคยมีการแยกบัญชีเงินส่วนตัวกับบัญชีการลงทุนกันให้ชัดเจน ทำให้เงินสดปนกันมั่วไปหมด ก็ไม่สามารถวัดผลตอบแทนได้เช่นเดียวกันว่า แต่ละปีลงทุนได้ดีแค่ไหน
  • บางคนไม่เคยรู้เลยว่า ในการลงทุน 10 ครั้ง ขาดทุนกี่ครั้ง กำไรกี่ครั้ง ขาดทุนเฉลี่ยครั้งละกี่เปอร์เซ็นต์ เป็นเงินเท่าไหร่ กำไรเฉลี่ยครั้งละกี่เปอร์เซ็นต์ เป็นเงินเท่าไหร่
  • บางคนไม่รู้เลยว่า กำลังถือหุ้นแต่ละตัวเป็นสัดส่วนกี่เปอร์เซ็นต์ เงินจำนวนมากของพอร์ตอยู่ในหุ้นที่มีความมั่นใจมากแค่ไหน พอร์ตโดยรวมมีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน
  • บางคนไม่เคยรู้เลยว่า หุ้นตัวไหนที่เคยทำกำไรได้สูงเป็นพิเศษ เพราะอะไร? หุ้นตัวไหนที่เคยขาดทุนมากเป็นพิเศษ เพราะอะไร?

การ Check, Act ที่ดีนั้น คือ การมองที่ผลตอบแทนรวมของพอร์ตการลงทุน หรือ ภาพรวมของรูปแบบการลงทุน เพื่อให้เราเข้าใจรูปแบบการลงทุนของตนเองและตัดสินใจลงทุนได้ดีขึ้นเรื่อยๆนั่นเองครับ

ยิ่งเรามีระบบในการทำ Check, Act ที่ดีเท่าไหร่ เราก็จะยิ่ง Plan, Do ได้ดีมากขึ้นไปเรื่อยๆครับ จนสุดท้ายเมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้ว การลงทุนของเราก็จะง่ายและสนุกขึ้นอีกเยอะครับ

และเพื่อทำให้ทุกคนสามารถ Check, Act การลงทุนของตนเองได้ดีขึ้น ตอนนี้ทีมงาน Jitta นำโดย Chonlatee Jumratsee ก็เลยกำลังสร้าง Jitta Portfolio กันขึ้นมาอยู่ครับ

ซึ่งขณะนี้ Jitta Portfolio เวอร์ชั่นแรกก็ได้ลองเปิดให้ beta users บางคนทดลองใช้อยู่ครับ คิดว่าอีกไม่นานเกินรอ คงจะได้เปิดให้ทุกคนมาลองใช้งานได้แล้วครับ (ใครสนใจจะลองใช้งาน ก็เตรียมตัว และ เตรียมข้อมูลการลงทุนในอดีตที่เคยผ่านมาให้พร้อมนะครับ จะได้ทดลองใช้และเรียนรู้ไปพร้อมๆกันได้เลย)

และเมื่อ Jitta Portfolio เสร็จสมบูรณ์ กระบวนการ PDCA ของการลงทุนทั้งหมดก็จะครบถ้วนแล้วครับ

ซึ่งผมก็หวังว่าผู้ใช้งาน Jitta ทุกคนจะได้ใช้เครื่องมือทั้งหมดที่ Jitta มีให้ ทำ PDCA เพื่อพัฒนารูปแบบการลงทุนของตนเองให้สามารถลงทุนได้ง่ายขึ้นและได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น ตาม mission ของ Jitta นั่นเองครับ

ปล. ตอนที่ Warren Buffett เปิดห้างหุ้นส่วนเพื่อการลงทุนแรกๆนั้น ตั้งเป้าหมายแค่เพียงว่า ให้ผลตอบแทนการลงทุนชนะดัชนีตลาดทุกปี ก็พอแล้ว ซึ่งด้วยการตั้งเป้าหมาย การลงมือทำ การวัดผล และการพัฒนารูปแบบการลงทุนที่ดี ก็ทำให้ Warren Buffett สามารถทำผลตอบแทนชนะดัชนีได้เกือบทุกปีเป็นระยะเวลากว่า 50 ปี และกลายมาเป็นตำนานของนักลงทุนในปัจจุบันครับ

The PDCA of Investing

Investing successfully is not all that different from operating a business successfully (or doing other things successfully).

Investing successfully is not all that different from operating a business successfully (or doing other things successfully).

The basic principles of PDCA is applicable to anything really:

  1. Plan
  2. Do
  3. Check
  4. Act

Most people do successfully follow the steps of PDCA very easily with different projects they undertake. But when it comes to investing in the stock market, this simple logic seems to suddenly disappear.

Start by asking yourself if you’ve ever made an investment plan, or what principles you use in investing, how did you do in the past, whether or not you beat your benchmark, and how much improvement did you have.

From my past experience, most people who constantly lose money from investing in the stock market (or unable to increase their wealth) usually only buy and sell stocks without any planning or principles involved. So they don’t know how to measure results or how to continue investing, and in the end, leave it to timing and luck. There is no learning and improvement in investing, despite being in the market for many years.

Since the birth of Jitta, we have always stuck by our mission to make investment easier and better for people around the world.

Therefore, the first thing we developed was the Jitta Intel, which helps analyze and summarize financial statements into simple figures, such as the Jitta Score, Jitta Line, followed by the Jitta Factor, Jitta Signs, and other functions that help find good stocks, such as Browse, Screener, and Comparison. After picking the stocks we’re interested in or already invested in, there are also useful functions like Follow/Alert, which keep track of the stocks’ progress.

In your investment process, Jitta will aid you in the “Do” stage, enabling you to invest with principles (of course, these are concepts from Warren Buffet which have proven to be successful, and confirmed by the Jitta Ranking)

From what I’ve gathered, Jitta users have been very satisfied with our role improving their investment, are happier to invest, and of course, overall make better returns.

So Jitta now plans to focus on other aspects that investors are still mission, such as the Plan, Check and Act steps.

Jitta has created the Jitta Financial Planner to help you plan your investment; how much should you save, how much return you expect from your investments, and in how many years should you reach your target.

Even though the Jitta Financial Planner is still in its first stage, I believe that it helps in the planning and the target setting process, to begin with. If any of you have further suggestions, please feel free to do so as well.

After the “Plan” comes the “Check” and “Act”, which, which are a bit more difficult than Planning, but equally important. Perhaps more so, because they are involved in measuring results, learning, and improving your investment.

From what I’ve seen, most people lack the process in measuring results, or worse, many never keep track of any data and results of their investments.

  • Because of this, some people might be ecstatic with a 100% profit within 1 month, but forget all the other times that they have lost, and don’t even compare their overall yearly return to that of the market index; or measure their port’s growth by their benchmark, for example.
  • Some people also do not separate their personal savings account from their investment account, jumbling all the cash in there, and making them unable to measure their true results.
  • Some people are unaware of how many times and how much do they profit or lose from, say 10 times of investment.
  • Some people don’t even know the proportion of each stock that they are holding in their portfolio, how much money they have in these stocks, and how risky is their port. They do no know which stocks have made particularly high profits, and why. Or which that have particularly costed them, and why.

To “Check” and “Act” well is to look at the overall portfolio return, or your overall investment, so that you are able to better understand your investment method, hence make better investment decisions.

The better your “Check” and “Act” processes are, the more improved your “Plan” and “Do” stages will be, and investing will be much easier and a lot more fun.

For everyone to be able to “Check” and “Act” well, our Jitta team, led by Chonlatee Jumratsee, is developing the Jitta Portfolio. Currently, it is being given a trial run by our beta users, but it will soon be ready (those who are interested in using this can get their past investment information ready for the program).

Once Jitta Portfolio is a hundred percent completed, the PDCA process will be full-fledged as well.

I hope that all of our Jitta tools will help you perform PDCA to improve your investments to create better returns, as we aim to do so with Jitta’s mission.

P.s. When Warren Buffet first started investing, his only target was to beat the market index every year. And with setting a target, actual doing, evaluating, and improving his investment method, he was able to beat the index almost every year for over 50 years, making him a legend for investors today.

ที่มาและแนวคิดของ Jitta Score

มีหลายๆคนสงสัยเรื่อง Jitta Score กันมานะครับ ว่าเท่าไหร่ถึงจะอยู่ในเกณฑ์ที่น่าลงทุน เพราะหุ้นในไทยมีน้อย ทำให้หุ้นที่ Jitta Score > 7 มีอยู่เพียงแค่ไม่กี่ตัว

มีหลายๆคนสงสัยเรื่อง Jitta Score กันมานะครับ ว่าเท่าไหร่ถึงจะอยู่ในเกณฑ์ที่น่าลงทุน เพราะหุ้นในไทยมีน้อย ทำให้หุ้นที่ Jitta Score > 7 มีอยู่เพียงแค่ไม่กี่ตัว

จริงๆเนื่องจากเกณฑ์ที่ใช้คำนวณ Jitta Score มีมาตรฐานที่ค่อนข้างสูงมากครับ ทำให้หุ้นหลายๆตัวจริงๆก็เป็นบริษัทที่ดี ก็ยังได้ Jitta Score ไม่สูงมากครับ และเนื่องจากใช้การคำนวณ Financial Statement ย้อนหลังไป 10 ปีอีก ก็เลยทำให้บริษัทที่ไม่สามารถรักษากำไรสม่ำเสมอได้ทั้ง 10 ปี Jitta Score ก็จะน้อยลงไปอีก

ถ้าหากถามผม ผมคิดว่าบริษัทที่เราจะลงทุนได้อย่างน้อยควรมี Jitta Score อย่างน้อย 5 ขึ้นไปครับ เพราะถ้าหาก Jitta Score เกิน 5 ไปได้ แสดงว่า อย่างน้อยบริษัทนี้มีกระแสเงินสดจากการทำธุรกิจค่อนข้างดีแล้ว บางปีอาจจะกำไรมาก บางปีอาจจะกำไรน้อย แต่แทบไม่เคยขาดทุน
ซึ่งก็ถือเป็นหุ้นที่พื้นฐานดีระดับนึงครับ

แต่เหตุผลที่ Jitta Score ของบริษัทเหล่านี้ไม่สูงมากอาจจะมาจาก การบริหารเงินกำไรของบริษัทไม่ดีเท่าที่ควร การมีหนี้อยู่ในระดับที่สูงเกินไป ความไม่สามารถควบคุมราคาขายและต้นทุนได้ดี หรือ บริษัทอยู่ในช่วงอิ่มตัวมากแล้ว เป็นต้นครับ

ซึ่งถ้าหากเราลงทุนในบริษัทที่มีพื้นฐานการสร้างกระแสเงินสดได้ดีอยู่แล้วแบบนี้ ในราคาที่ไม่แพงมากเมื่อเทียบกับมูลค่า โอกาสขาดทุนหนักๆก็จะไม่สูงมากครับ

และนี่เป็นเหตุผลที่ผมมักบอกเสมอว่า ก่อนที่จะลงทุนให้พยายามดู Historical Jitta Score ย้อนหลังด้วยเสมอ ถ้าหากหุ้นไหนที่ Historical Jitta Score เกิน 5 ทุกปี แสดงว่าเป็นบริษัทที่ค่อนข้างปลอดภัยมาก ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีจะร้ายยังไง บริษัทก็ยังพอเอาตัวรอดได้เสมอ ทำให้โอกาสขาดทุนอย่างถาวรของเรามีน้อยครับ (ย้ำว่า ต้องลงทุนในราคาที่เหมาะสมด้วยนะครับ)

ถ้าจะให้นิยามง่ายๆของช่วง Jitta Score ว่าบริษัทเป็นยังไง ผมว่าน่าจะออกมาได้ราวๆนี้ครับ

  • Jitta Score 5-7 : Good Company
  • Jitta Score 7-8 : Great Company
  • Jitta Score 8-10 : Wonderful Company

ดังนั้นหลักการลงทุนว่าจะลงทุนในหุ้นแบบไหน เมื่อราคาเท่าไหร่ ผมอยากให้ทุกคนจำภาพด้านล่างไว้ครับ ถ้าหากใครที่เคยเรียน Jitta 101 มาน่าจะจำได้ดี นี่คือบทพิสูจน์อันแรกของ Jitta หลังจากที่ทำ Jitta Score กับ Jitta Line ของหุ้นทุกตัวเสร็จแล้ว

แกน x คือ Jitta Score
แกน y คือ Price Score หรือก็คือ ราคาหุ้นเทียบกับ Jitta Line นั่นเอง ถ้าหากว่า 5 ก็คือราคาที่ Jitta Line พอดี ถ้าหาก 10 คือ ราคาหุ้นต่ำกว่า Jitta Line มาก ส่วน 0 คือ ราคาหุ้นสูงกว่า Jitta Line มาก

ส่วนตำแหน่งของแต่ละจุดก็คือ ตำแหน่งที่หุ้นแต่ละตัวอยู่ในตอนสิ้นปี และสีเขียวคือ หุ้นที่กำไร สีแดงคือ หุ้นที่ขาดทุน หลังจากถือหุ้นอย่างน้อย 5 ปี

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ถ้าหากเป็นหุ้นที่

  • Jitta Score 8-10 : เราสามารถลงทุนได้จนถึงราคาหุ้นอยู่สูงกว่าเส้น Jitta Line 10% (Above Jitta Line 20%
    (Below Jitta Line > 20%)

แต่ถ้าจะเอาให้ง่าย ก็ยึดหลัก

  • Jitta Score > 7 ซื้อตอนราคาไม่เกิน Jitta LIne
  • Jitta Score 5-7 ซื้อตอนราคาต่ำกว่า Jitta Line 20%

ถ้าลงทุนด้วยกลยุทธ์นี้ โอกาสขาดทุนก็จะน้อยลงมากครับ จริงๆดูจากภาพก็สามารถแบ่งแบบละเอียดได้มากกว่านี้ครับ และที่ผมบอกไปก็เป็นเพียงแนวทางครับ เวลาใช้จริงๆก็แล้วแต่ใครจะนำไปประยุกต์ใช้นะครับ แต่คิดว่าคงจะเข้าใจหลักการกันแล้วนะครับ

แนวคิดอีกอย่างนึงคือ หุ้นที่ Jitta Score 5-6 นี่ ไม่ควรจะเป็นการลงทุนระยะยาวมากครับ เพราะไม่ใช่บริษัทที่ดีมาก ที่จะสร้างกำไรสูงๆจากการถือหุ้นไว้หลายๆปี ดังนั้นการลงทุนในหุ้นเหล่านี้ ควรจะซื้อเมื่อราคาต่ำกว่า Jitta Line และขายเมื่อราคาสูงกว่า Jitta Line เป็นหลักครับ

ส่วนหุ้นที่ Jitta Score > 8 นี่ ถือเป็นหุ้นชั้นดีครับ ถ้าหากว่าสามารถซื้อในราคาที่เหมาะสมได้แล้ว สมควรจะเก็บไว้ยาวๆครับ จนกว่า Jitta Score จะตกลงมาต่ำกว่า 8 หรือ Jitta Line จะตกต่ำแบบชัดเจนครับ เพราะหุ้นเหล่านี้ส่วนมากเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจ Cash Cow สามารถสร้างเงินสดและนำมาคืนให้กับนักลงทุนได้หลายรูปแบบ ยิ่งถือนานยิ่งทำให้เงินลงทุนเรางอกเงยขึ้นเรื่อยๆครับ

การที่หุ้น Jitta Score สูงๆมีน้อย จริงๆก็เป็นสัจจธรรมของธุรกิจนะครับ เพราะบริษัทที่ยอดเยี่ยมมีน้อยอยู่แล้ว ทำให้ Warren Buffett เองก็บอกชัดเจนว่า ถ้าหากว่าได้ลงทุนในบริษัทที่ยอดเยี่ยมไปแล้วล่ะก็ ไม่ว่าเวลาไหนก็ไม่ควรจะขายครับ เพราะบริษัทที่ยอดเยี่ยมจะสามารถสร้างรายได้และกำไรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ผู้ถือหุ้นก็จะยิ่งได้ประโยชน์มากขึ้นเท่านั้นครับ

และนั่นทำให้ Warren Buffett ซื้อขายหุ้นน้อยมากในแต่ละปี แต่ก็กลายเป็นนักลงทุนที่รวยที่สุดในโลกได้ครับ

The Origin and Concept of the Jitta Score

There are many who are curious about the Jitta Score. How high should the score be to qualify as an attractive investment?

There are many who are curious about the Jitta Score. How high should the score be to qualify as an attractive investment?

Actually, because the criterion in calculating the Jitta Score is set very highly, many stocks that are, in fact, good quality companies, still receive Jitta Scores that aren’t very high. And because the Jitta Score takes into account historical data of Financial Statements that date back 10 years, companies that were not able to maintain profits throughout the 10 years receive a lower score.

If you ask me, I think the companies that we can and should invest in should at least have a Jitta Score of 5 and above. Because if the Jitta Score is above 5, that means that at least that company has a quite good cash flow from it’s business. Some years, it might make a lot of profit, some years, it might not. But it almost never experiences a loss, which means the fundamentals are relatively good.

The reasons that these companies don’t have great Jitta Scores may be because, for starters, they may not be managing their profits well enough; they may have a high level of debt, they may not be effectively managing their selling prices and costs, or their business has reached a point of saturation, and so on.

The point is, if we invest in companies that have strong cash flows as a basis, and we buy them in a price that isn’t so high compared to its value, then the chances of us making a big loss are not that high.

This is the reason why I always say that before you invest in a stock, try to look at the Historical Jitta Score. If a stock’s Historical Jitta Score has been more than 5 every year, it mean that that company is a safe investment… whether the economy is good or bad, that company has alway managed to survive. Which means chances of us making a permanent loss are very small. Again, I emphasize that you have to buy it in a reasonable price as well.

If I were to roughly evaluate companies based the Jitta Score, they would be:

  • Good Company: Jitta Score 5-7
  • Great Company: Jitta Score 7-8
  • Wonderful Company: Jitta Score 8-10

So the principle of investing, concerning what type of stock to invest in and at what price, I would like you to refer to the image in this article. For those who have studied Jitta 101, you should recall that this is the first proof, after the calculation of Jitta Score and Jitta Line of all stocks.

The X-axis is the Jitta Score, and the Y-axis is the Price Score, or the stock price compared to the Jitta Line. If it’s 5, that means the price is right at the Jitta Line. If it’s 10, that means the stock price is much lower than the Jitta Line. Zero means the stock price is much higher than the Jitta Line.

In addition, the position of each dot is the position of each stock at year end. The ones in green are the stocks that are making profits, while the red spots are ones that are making losses after 5 year.

Therefore, we can see that stocks with:

  • Jitta Score 8-10: we can invest in these stocks until their prices are above the Jitta Line (Above Jitta Line 20%)

To make it simple, follow this rule:

  • Jitta Score > 7 : Buy when the price does not exceed the Jitta Line
  • Jitta Score 5-7 : Buy when the price is 20% lower than the Jitta Line

If you invest using this principle, you will minimize your chances of making a loss. Looking at the image, we can actually evaluate stocks in more detail. What I suggested above is merely a guideline; in your application, you can modify your strategy according to your own judgement.

Another tip is that stocks with Jitta Scores of 5-6 are ones that you shouldn’t invest in the long-run, because holding onto them for many years will not earn you super high profits. Therefore, the way to invest in these stocks would be to buy them when the prices are lower than the Jitta Line, and sell them when the prices are higher than the Jitta Line.

Furthermore, stocks that have a Jitta Score above 8 are considered high quality stocks. If you are able to buy them at reasonable prices, you should keep them in the long-term. Until the Jitta Score falls below 8 or the Jitta Line falls significantly, because these stocks are mostly companies with that are Cash Cows businesses: they’re able to earn cash and award the returns to investors in many way. Holding them in the long-run will help increase our invested capital.

Come to think about it, the fact that there are very few stocks with high Jitta Scores is actually not surprising. Because there aren’t all that many real, great businesses anyway. This is why Warren Buffet said that if you come across a truly great company, no matter what, you should not sell it, because the a great company will keep increasing its revenue and profit. The more time passes, the more its investors will benefit.

This is why Warren Buffet doesn’t trade much in a year, yet he is the richest investor in the world.

Jitta 101 Infographic

ในสมัยก่อนการลงทุนแนว Warren Buffett ดูเป็นเรื่องยากพอสมควรสำหรับคนที่เพิ่งเข้ามาในตลาดหุ้นใหม่ๆ เพราะแม้จะอ่านหนังสือจบไปหลายเล่มแล้ว ก็เป็นเรื่องยากที่จะนึกภาพตามในระยะยาวออกว่า ราคาหุ้นจะขึ้นหรือลงตามผลประกอบการได้อย่างไร หุ้นแบบไหนที่เป็นบริษัทที่ดี หุ้นแบบไหนเรียกว่าราคาถูก แล้วเราจะซื้อหุ้นตอนไหน ขายหุ้นเมื่อไหร่ดี

ในสมัยก่อนการลงทุนแนว Warren Buffett ดูเป็นเรื่องยากพอสมควรสำหรับคนที่เพิ่งเข้ามาในตลาดหุ้นใหม่ๆ เพราะแม้จะอ่านหนังสือจบไปหลายเล่มแล้ว ก็เป็นเรื่องยากที่จะนึกภาพตามในระยะยาวออกว่า ราคาหุ้นจะขึ้นหรือลงตามผลประกอบการได้อย่างไร หุ้นแบบไหนที่เป็นบริษัทที่ดี หุ้นแบบไหนเรียกว่าราคาถูก แล้วเราจะซื้อหุ้นตอนไหน ขายหุ้นเมื่อไหร่ดี

จนกระทั่งหลายๆคนได้มาใช้งาน Jitta เลยทำให้เห็นภาพรวมระยะยาวของการลงทุนแนวนี้ทั้งหมด และเข้าใจหลักการลงทุนได้อย่างรวดเร็ว แม้กระทั่ง “การซื้อหุ้นบริษัทที่ยอดเยี่ยมแล้วไม่เคยต้องขายเลย” จะทำให้เรามั่งคั่งขึ้นในระยะยาวได้อย่างไร ก็เข้าใจได้ทันทีที่เข้าไปดูข้อมูลหุ้นดีๆบน Jitta (ในขณะที่ผมต้องใช้เวลาเป็นปีกว่าจะเข้าใจเรื่องนี้อย่างลึกซึ้ง)

ตอนนี้หลายๆคนที่เข้าใจหลักการลงทุนนี้ และเริ่มทำผลตอบแทนได้ดีและมีความสุขในการลงทุนมากขึ้น ก็เลยเสนอแนะผมเข้ามาว่า อยากให้ทำสรุปเรื่องหลักการลงทุนให้เข้าใจง่ายๆเหมือนที่สอนใน Jitta 101 ขึ้นมา จะได้นำไปแนะนำเพื่อนๆได้ว่า การลงทุนแนวนี้จะช่วยให้เรามั่งคั่งขึ้นในระยะยาว โดยที่ไม่ต้องมานั่งเครียดกับตลาดหุ้นได้อย่างไร

ทางทีมงานก็เลยจัดทำ Infographic สรุปหลักการลงทุนเบื้องต้นขึ้นมา โดยอิงจากเนื้อหาใน Jitta 101 ตอนที่ 1 และ 2 เป็นหลัก เพื่อให้คนเข้าใจและเห็นภาพได้อย่างรวดเร็วว่า ราคาหุ้นจะวิ่งขึ้นลงตามผลประกอบการได้อย่างไร และ เราจะสร้างความมั่งคั่งจากตลาดหุ้นได้อย่างไร

http://library.jitta.com/infographic

ก็ฝากทุกคนลองอ่านดูหน่อยนะครับ ว่าเนื้อหาเข้าใจได้ง่ายไหม และมีอะไรต้องการให้ทางทีมงานเพิ่มเติมข้อมูลบ้างหรือเปล่าครับ เพื่อที่เพื่อนๆของเราจะได้เข้าใจตลาดหุ้นและหลักการลงทุนของ Warren Buffett นี้มากขึ้นครับ ส่วนใครที่อ่านแล้วสนใจจะศึกษาเพิ่มเติม ก็สามารถเข้าไปดูได้ใน Jitta 101

และสำหรับใครที่มีเพื่อนๆสนใจจะลงทุนในตลาดหุ้นอยู่ แต่ยังไม่เข้าใจหรือไม่มีแนวทางที่ชัดเจน ก็ฝากส่งต่อ Infographic นี้ให้กับเพื่อนๆด้วยนะครับ จะได้ทำให้เพื่อนๆมีภูมิคุ้มกันที่ดีตั้งแต่เริ่มลงทุน (โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดเต็มไปด้วยความวุ่นวายแบบตอนนี้ครับ)

Jitta 101 Infographic

In the past, investing in Warren Buffett’s style seems quite difficult for people who have just entered into the stock market, because despite reading many books on the subject, it is difficult to envision the far future… which direction will the stock price go, what kind of stocks are ‘super stocks’, how cheap are ‘cheap stocks’, plus when to buy and when to sell stocks?

In the past, investing in Warren Buffett’s style seems quite difficult for people who have just entered into the stock market, because despite reading many books on the subject, it is difficult to envision the far future… which direction will the stock price go, what kind of stocks are ‘super stocks’, how cheap are ‘cheap stocks’, plus when to buy and when to sell stocks?

There are never ending questions to investing, really. But after many investors have used Jitta, they were able to see a bigger picture of long-term investment and quickly understand the principles of investing. Even concepts like buying super stocks and never selling them. Because all the information is evident on Jitta to enlighten you.

Many users were able to make successful returns from their investments have advised me to summarize the principles of investment here like in Jitta 101, so that these principles can help investors build their ports in the long-run without being stressed about day-to-day activities of the stock market.

This is why we have created an Infographic that summarizes these principles from Jitta 101 (Session 1 and Session 2 in particular), so that viewers understand how the stock price correlates to financial statements and how we can build our wealth from the stock market.

Explore more Jitta Value Investment Principle

For those of you who want more information, you can also view more on Jitta 101. Also, if you have friends who are interested in investing in the stock market and haven’t quite found their direction, please share our Infographic to them, so that they will be prepared even before investing.

มุมมองการลงทุนในหุ้นเติบโตโดยใช้ Jitta

วันก่อนคุณ Artit มีถามความเห็นเกี่ยวกับว่า Jitta ช้าเกินไปสำหรับการหาหุ้น Growth Stocks หรือไม่ ซึ่งผมคิดว่าเป็นคำถามที่ดีครับ เลยขอนำคำตอบมาลงอีกครั้งในโพสต์หลักนะครับ จะได้เก็บไว้อ่านกันได้ง่ายๆในภายหลังครับ

วันก่อนคุณ Artit มีถามความเห็นเกี่ยวกับว่า Jitta ช้าเกินไปสำหรับการหาหุ้น Growth Stocks หรือไม่ ซึ่งผมคิดว่าเป็นคำถามที่ดีครับ เลยขอนำคำตอบมาลงอีกครั้งในโพสต์หลักนะครับ จะได้เก็บไว้อ่านกันได้ง่ายๆในภายหลังครับ

จริงๆเหมือนที่คุณปู่บอกไว้ครับว่า ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องแยกหุ้นคุณค่า ออกจากหุ้น Growth เพราะสุดท้ายแล้ว Growth ก็เป็นส่วนหนึ่งของคุณค่าครับ

Jitta เองนั้น เป็นเครื่องมือที่ช่วยสรุปคุณภาพและมูลค่าของหุ้นทุกตัวออกมาให้ดูได้อย่างง่ายดาย และ จากนั้นเมื่อเราสนใจหุ้นตัวไหนแล้ว ก็สามารถกด Follow ติดตามสถานการณ์ของหุ้นตัวนั้นไปได้เรื่อยๆ จนถึงเวลาที่เหมาะสม ก็สามารถเข้าไปลงทุนได้ครับ

กรณีเรื่องการหาหุ้น Growth Stocks นั้น Jitta ช่วยหาได้แน่นอนครับ (เพราะ Jitta Score เอง ก็มีการรวม Growth อยู่ในการคำนวณด้วย รวมทั้ง Jitta Factor ก็มี Growth Opportunity อยู่ครับ)

และที่สำคัญที่สุดก็คือ Jitta นั้น ช่วยให้เราค้นหาหุ้น Growth ที่มีคุณภาพ (มีการเติบโตที่สูงอย่างต่อเนื่องยาวนาน) ได้ง่ายมากครับ ดังนั้นแล้ว สิ่งที่เราต้องทำก็คือ การรอสถานการณ์พิเศษ ที่ทำให้หุ้น Growth ดีๆเหล่านั้น ราคาตกลงมาโดยที่พื้นฐานไม่เปลี่ยนแปลง และเราก็เข้าลงทุนในจังหวะเวลานั้นครับ (ตามหลักการ ลงทุนในธุรกิจที่ดี ในราคาที่เหมาะสม)

สิ่งที่ทำให้หลายๆคนรู้สึกว่า Jitta ช้าไปที่จะหาหุ้น Growth นั้น ก็เป็นเพราะว่าการเข้าตลาดมาในช่วงเวลานี้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นขึ้นสูงมาก และราคาหุ้นของบริษัทดีๆก็ขึ้นไปสูงมากแล้วแค่นั้นเองครับ และเมื่อมองระยะสั้นนเราก็เลยรู้สึกว่า ไม่สามารถที่จะซื้อหุ้นเหล่านั้นได้แล้ว

ถ้าเรามีมุมมองในการลงทุนระยะยาวที่นานเพียงพอ เราจะทราบได้ทันทีว่า ขอเพียงเราค้นหาให้เจอบริษัทที่ยอดเยี่ยม ที่มีการเติบโตสูง แล้วคอยติดตามบริษัทนั้นไปเรื่อยๆ วันนึงโอกาสการลงทุนที่ยอดเยี่ยมจะมีมาหาเราเองครับ

  1. ลองพิจารณาตอนที่ Warren Buffett ซื้อหุ้น KO (Coca Cola) ในปี 1987 ก็ได้ครับ ความจริงแล้ว ณ ตอนนั้น โค้กมีผลประกอบการเติบโตในระดับ 33% ต่อปี และมี ROE 33% ต่อเนื่องกันมายาวนานหลายปีมากแล้ว แต่ราคาก็สูงเกินไปมาก จนปี 1987 ที่ตลาดหุ้นเกิดวิกฤต หุ้น KO ราคาร่วงลงมาอยู่ใกล้เคียงราคาที่เหมาะสม (และคนก็ยังดื่มโค้กเหมือนเดิม พร้อมทั้งโค้กก็ยังขยายธุรกิจไปต่างประเทศอีกเรื่อยๆ) คุณปู่ก็เลยซื้อหุ้น KO ในจังหวะเวลานั้นครับ (ซึ่งผมคิดว่าปู่เค้าก็คงเล็ง KO มานานหลายปีแล้ว กว่าที่จะเจอจังหวะดีๆให้ซื้อได้ครับ)
  2. ลองคิดอีกครั้งว่า ถ้าหากเราอยู่ในปี 2009, 2010, 2011 และเรามี Jitta ในช่วงเวลานั้น เราจะสามารถค้นหาหุ้น Growth ที่ยอดเยี่ยมได้มากมาย และ สามารถที่จะเลือกลงทุนระยะยาวได้แบบสบายๆเลยครับ เช่น HMPRO, JUBILE ที่ในช่วงระยะเวลานั้นก็มีการเติบโตมากกว่า 20% ต่อปี และราคาก็ยังอยู่ในระดับไม่สูงกว่า Jitta Line ครับ (และก็ยังเติบโตในระดับนี้ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน แต่ราคาในปัจจุบันก็ขึ้นสูงไปมากแล้ว) ดังนั้นในระยะยาวแล้ว วิกฤตต่างๆที่ทำให้ราคาหุ้นตกต่ำลงมากๆแบบนี้ มีมาเรื่อยๆอยู่แล้วครับ ขอเพียงเราอดทนที่จะรอคอย ผลตอบแทนดีๆก็จะมาเองครับ
  3. ตลาดหุ้นมีความผิดพลาดอยู่เสมอๆ อย่างกรณีหุ้น SCBLIF ซึ่งก็จัดว่าเป็น Growth Stocks ที่กำไรมีการเติบโตมากกว่า 30% ต่อปีมาหลายปี เราก็มีโอกาสที่จะลงทุนในราคาที่เหมาะสมอยู่หลายครั้ง ตั้งแต่ปี 2009, 2011, 2012, 2013 และถ้าไม่ติดว่า SCB จะทำ Tender SCBLIF แล้ว ราคา ณ ปี 2014 นี้ ก็ยังเป็นราคาที่สามารถลงทุนใน SCBLIF และได้ผลตอบแทนที่ดีเยี่ยมแน่นอนครับ
  4. ถ้าลองมองดูหุ้นทั่วโลกให้มากพอ ก็จะเห็นว่า โอกาสในการลงทุนหุ้น Growth ดีๆมีมาให้เราเสมอๆ อย่างกรณี YNDX (http://www.jitta.com/stock/yndx) ที่มีการเติบโตประมาณ 20% ต่อปีอย่างต่อเนื่อง และมีราคาสูงกว่า Jitta Line มาตลอด ก็โดนผลกระทบเรื่องการเมืองของ Russia ทำให้ราคาตกมาใกล้ Jitta Line ในปัจจุบัน ถ้าหากเรามองดูแล้วคิดว่า ธุรกิจหลักของ YNDX ไม่ได้รับผลกระทบอะไรมากมาย นี่ก็อาจจะเป็นโอกาสในการลงทุนใน Growth Stocks ที่ดีได้เช่นเดียวกัน

ดังนั้นแล้ว คำแนะนำของผมก็คือ ให้มีทัศนคติในการลงทุนระยะยาว และ เข้าใจว่าตลาดหุ้นมีโอกาสดีๆเข้ามาเสมอๆครับ ลงทุนไปเรื่อยๆ ค้นหาบริษัทดีๆและติดตามไปเรื่อยๆ วันนึงข้างหน้าเราจะมีโอกาสในการลงทุนบริษัทดีๆเหล่านี้แน่นอนครับ