ที่มาและแนวคิดของ Jitta Score

มีหลายๆคนสงสัยเรื่อง Jitta Score กันมานะครับ ว่าเท่าไหร่ถึงจะอยู่ในเกณฑ์ที่น่าลงทุน เพราะหุ้นในไทยมีน้อย ทำให้หุ้นที่ Jitta Score > 7 มีอยู่เพียงแค่ไม่กี่ตัว

มีหลายๆคนสงสัยเรื่อง Jitta Score กันมานะครับ ว่าเท่าไหร่ถึงจะอยู่ในเกณฑ์ที่น่าลงทุน เพราะหุ้นในไทยมีน้อย ทำให้หุ้นที่ Jitta Score > 7 มีอยู่เพียงแค่ไม่กี่ตัว

จริงๆเนื่องจากเกณฑ์ที่ใช้คำนวณ Jitta Score มีมาตรฐานที่ค่อนข้างสูงมากครับ ทำให้หุ้นหลายๆตัวจริงๆก็เป็นบริษัทที่ดี ก็ยังได้ Jitta Score ไม่สูงมากครับ และเนื่องจากใช้การคำนวณ Financial Statement ย้อนหลังไป 10 ปีอีก ก็เลยทำให้บริษัทที่ไม่สามารถรักษากำไรสม่ำเสมอได้ทั้ง 10 ปี Jitta Score ก็จะน้อยลงไปอีก

ถ้าหากถามผม ผมคิดว่าบริษัทที่เราจะลงทุนได้อย่างน้อยควรมี Jitta Score อย่างน้อย 5 ขึ้นไปครับ เพราะถ้าหาก Jitta Score เกิน 5 ไปได้ แสดงว่า อย่างน้อยบริษัทนี้มีกระแสเงินสดจากการทำธุรกิจค่อนข้างดีแล้ว บางปีอาจจะกำไรมาก บางปีอาจจะกำไรน้อย แต่แทบไม่เคยขาดทุน
ซึ่งก็ถือเป็นหุ้นที่พื้นฐานดีระดับนึงครับ

แต่เหตุผลที่ Jitta Score ของบริษัทเหล่านี้ไม่สูงมากอาจจะมาจาก การบริหารเงินกำไรของบริษัทไม่ดีเท่าที่ควร การมีหนี้อยู่ในระดับที่สูงเกินไป ความไม่สามารถควบคุมราคาขายและต้นทุนได้ดี หรือ บริษัทอยู่ในช่วงอิ่มตัวมากแล้ว เป็นต้นครับ

ซึ่งถ้าหากเราลงทุนในบริษัทที่มีพื้นฐานการสร้างกระแสเงินสดได้ดีอยู่แล้วแบบนี้ ในราคาที่ไม่แพงมากเมื่อเทียบกับมูลค่า โอกาสขาดทุนหนักๆก็จะไม่สูงมากครับ

และนี่เป็นเหตุผลที่ผมมักบอกเสมอว่า ก่อนที่จะลงทุนให้พยายามดู Historical Jitta Score ย้อนหลังด้วยเสมอ ถ้าหากหุ้นไหนที่ Historical Jitta Score เกิน 5 ทุกปี แสดงว่าเป็นบริษัทที่ค่อนข้างปลอดภัยมาก ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีจะร้ายยังไง บริษัทก็ยังพอเอาตัวรอดได้เสมอ ทำให้โอกาสขาดทุนอย่างถาวรของเรามีน้อยครับ (ย้ำว่า ต้องลงทุนในราคาที่เหมาะสมด้วยนะครับ)

ถ้าจะให้นิยามง่ายๆของช่วง Jitta Score ว่าบริษัทเป็นยังไง ผมว่าน่าจะออกมาได้ราวๆนี้ครับ

  • Jitta Score 5-7 : Good Company
  • Jitta Score 7-8 : Great Company
  • Jitta Score 8-10 : Wonderful Company

ดังนั้นหลักการลงทุนว่าจะลงทุนในหุ้นแบบไหน เมื่อราคาเท่าไหร่ ผมอยากให้ทุกคนจำภาพด้านล่างไว้ครับ ถ้าหากใครที่เคยเรียน Jitta 101 มาน่าจะจำได้ดี นี่คือบทพิสูจน์อันแรกของ Jitta หลังจากที่ทำ Jitta Score กับ Jitta Line ของหุ้นทุกตัวเสร็จแล้ว

แกน x คือ Jitta Score
แกน y คือ Price Score หรือก็คือ ราคาหุ้นเทียบกับ Jitta Line นั่นเอง ถ้าหากว่า 5 ก็คือราคาที่ Jitta Line พอดี ถ้าหาก 10 คือ ราคาหุ้นต่ำกว่า Jitta Line มาก ส่วน 0 คือ ราคาหุ้นสูงกว่า Jitta Line มาก

ส่วนตำแหน่งของแต่ละจุดก็คือ ตำแหน่งที่หุ้นแต่ละตัวอยู่ในตอนสิ้นปี และสีเขียวคือ หุ้นที่กำไร สีแดงคือ หุ้นที่ขาดทุน หลังจากถือหุ้นอย่างน้อย 5 ปี

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ถ้าหากเป็นหุ้นที่

  • Jitta Score 8-10 : เราสามารถลงทุนได้จนถึงราคาหุ้นอยู่สูงกว่าเส้น Jitta Line 10% (Above Jitta Line 20%
    (Below Jitta Line > 20%)

แต่ถ้าจะเอาให้ง่าย ก็ยึดหลัก

  • Jitta Score > 7 ซื้อตอนราคาไม่เกิน Jitta LIne
  • Jitta Score 5-7 ซื้อตอนราคาต่ำกว่า Jitta Line 20%

ถ้าลงทุนด้วยกลยุทธ์นี้ โอกาสขาดทุนก็จะน้อยลงมากครับ จริงๆดูจากภาพก็สามารถแบ่งแบบละเอียดได้มากกว่านี้ครับ และที่ผมบอกไปก็เป็นเพียงแนวทางครับ เวลาใช้จริงๆก็แล้วแต่ใครจะนำไปประยุกต์ใช้นะครับ แต่คิดว่าคงจะเข้าใจหลักการกันแล้วนะครับ

แนวคิดอีกอย่างนึงคือ หุ้นที่ Jitta Score 5-6 นี่ ไม่ควรจะเป็นการลงทุนระยะยาวมากครับ เพราะไม่ใช่บริษัทที่ดีมาก ที่จะสร้างกำไรสูงๆจากการถือหุ้นไว้หลายๆปี ดังนั้นการลงทุนในหุ้นเหล่านี้ ควรจะซื้อเมื่อราคาต่ำกว่า Jitta Line และขายเมื่อราคาสูงกว่า Jitta Line เป็นหลักครับ

ส่วนหุ้นที่ Jitta Score > 8 นี่ ถือเป็นหุ้นชั้นดีครับ ถ้าหากว่าสามารถซื้อในราคาที่เหมาะสมได้แล้ว สมควรจะเก็บไว้ยาวๆครับ จนกว่า Jitta Score จะตกลงมาต่ำกว่า 8 หรือ Jitta Line จะตกต่ำแบบชัดเจนครับ เพราะหุ้นเหล่านี้ส่วนมากเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจ Cash Cow สามารถสร้างเงินสดและนำมาคืนให้กับนักลงทุนได้หลายรูปแบบ ยิ่งถือนานยิ่งทำให้เงินลงทุนเรางอกเงยขึ้นเรื่อยๆครับ

การที่หุ้น Jitta Score สูงๆมีน้อย จริงๆก็เป็นสัจจธรรมของธุรกิจนะครับ เพราะบริษัทที่ยอดเยี่ยมมีน้อยอยู่แล้ว ทำให้ Warren Buffett เองก็บอกชัดเจนว่า ถ้าหากว่าได้ลงทุนในบริษัทที่ยอดเยี่ยมไปแล้วล่ะก็ ไม่ว่าเวลาไหนก็ไม่ควรจะขายครับ เพราะบริษัทที่ยอดเยี่ยมจะสามารถสร้างรายได้และกำไรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ผู้ถือหุ้นก็จะยิ่งได้ประโยชน์มากขึ้นเท่านั้นครับ

และนั่นทำให้ Warren Buffett ซื้อขายหุ้นน้อยมากในแต่ละปี แต่ก็กลายเป็นนักลงทุนที่รวยที่สุดในโลกได้ครับ

The Origin and Concept of the Jitta Score

There are many who are curious about the Jitta Score. How high should the score be to qualify as an attractive investment?

There are many who are curious about the Jitta Score. How high should the score be to qualify as an attractive investment?

Actually, because the criterion in calculating the Jitta Score is set very highly, many stocks that are, in fact, good quality companies, still receive Jitta Scores that aren’t very high. And because the Jitta Score takes into account historical data of Financial Statements that date back 10 years, companies that were not able to maintain profits throughout the 10 years receive a lower score.

If you ask me, I think the companies that we can and should invest in should at least have a Jitta Score of 5 and above. Because if the Jitta Score is above 5, that means that at least that company has a quite good cash flow from it’s business. Some years, it might make a lot of profit, some years, it might not. But it almost never experiences a loss, which means the fundamentals are relatively good.

The reasons that these companies don’t have great Jitta Scores may be because, for starters, they may not be managing their profits well enough; they may have a high level of debt, they may not be effectively managing their selling prices and costs, or their business has reached a point of saturation, and so on.

The point is, if we invest in companies that have strong cash flows as a basis, and we buy them in a price that isn’t so high compared to its value, then the chances of us making a big loss are not that high.

This is the reason why I always say that before you invest in a stock, try to look at the Historical Jitta Score. If a stock’s Historical Jitta Score has been more than 5 every year, it mean that that company is a safe investment… whether the economy is good or bad, that company has alway managed to survive. Which means chances of us making a permanent loss are very small. Again, I emphasize that you have to buy it in a reasonable price as well.

If I were to roughly evaluate companies based the Jitta Score, they would be:

  • Good Company: Jitta Score 5-7
  • Great Company: Jitta Score 7-8
  • Wonderful Company: Jitta Score 8-10

So the principle of investing, concerning what type of stock to invest in and at what price, I would like you to refer to the image in this article. For those who have studied Jitta 101, you should recall that this is the first proof, after the calculation of Jitta Score and Jitta Line of all stocks.

The X-axis is the Jitta Score, and the Y-axis is the Price Score, or the stock price compared to the Jitta Line. If it’s 5, that means the price is right at the Jitta Line. If it’s 10, that means the stock price is much lower than the Jitta Line. Zero means the stock price is much higher than the Jitta Line.

In addition, the position of each dot is the position of each stock at year end. The ones in green are the stocks that are making profits, while the red spots are ones that are making losses after 5 year.

Therefore, we can see that stocks with:

  • Jitta Score 8-10: we can invest in these stocks until their prices are above the Jitta Line (Above Jitta Line 20%)

To make it simple, follow this rule:

  • Jitta Score > 7 : Buy when the price does not exceed the Jitta Line
  • Jitta Score 5-7 : Buy when the price is 20% lower than the Jitta Line

If you invest using this principle, you will minimize your chances of making a loss. Looking at the image, we can actually evaluate stocks in more detail. What I suggested above is merely a guideline; in your application, you can modify your strategy according to your own judgement.

Another tip is that stocks with Jitta Scores of 5-6 are ones that you shouldn’t invest in the long-run, because holding onto them for many years will not earn you super high profits. Therefore, the way to invest in these stocks would be to buy them when the prices are lower than the Jitta Line, and sell them when the prices are higher than the Jitta Line.

Furthermore, stocks that have a Jitta Score above 8 are considered high quality stocks. If you are able to buy them at reasonable prices, you should keep them in the long-term. Until the Jitta Score falls below 8 or the Jitta Line falls significantly, because these stocks are mostly companies with that are Cash Cows businesses: they’re able to earn cash and award the returns to investors in many way. Holding them in the long-run will help increase our invested capital.

Come to think about it, the fact that there are very few stocks with high Jitta Scores is actually not surprising. Because there aren’t all that many real, great businesses anyway. This is why Warren Buffet said that if you come across a truly great company, no matter what, you should not sell it, because the a great company will keep increasing its revenue and profit. The more time passes, the more its investors will benefit.

This is why Warren Buffet doesn’t trade much in a year, yet he is the richest investor in the world.

การลงทุนในหุ้นเหมือนกับการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์

Warren Buffett เขียนถึงหลักการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งประยุกต์มาจากหลักการลงทุน “ซื้อธุรกิจที่ดี ในราคาที่เหมาะสม” ที่เค้าใช้ในการลงทุนในบริษัทดีๆชั่วชีวิตครับ ลองไปอ่านกันดูครับ (เรียบเรียงโดยคุณวิบูลย์ พึงประเสริฐ มีทั้งหมด 3 ตอน)

Warren Buffett เขียนถึงหลักการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งประยุกต์มาจากหลักการลงทุน “ซื้อธุรกิจที่ดี ในราคาที่เหมาะสม” ที่เค้าใช้ในการลงทุนในบริษัทดีๆชั่วชีวิตครับ ลองไปอ่านกันดูครับ (เรียบเรียงโดยคุณวิบูลย์ พึงประเสริฐ มีทั้งหมด 3 ตอน)

ทั้งนี้มีสิ่งที่ผมอยากจะย้ำเพิ่มเติมก็คือ

  1. คนที่เข้าใจหลักการสร้าง Passive Income จะเข้าใจหลักการลงทุนของ Warren Buffett ได้ดีมาก ใครที่ไม่เข้าใจ ลองไปอ่านหนังสือ Rich Dad Poor Dad เพิ่มเติมดูนะครับ

  2. เวลาลงทุน พยายามซื้อทรัพย์สิน โดยประเมินจากกระแสเงินสด หรือ สิ่งที่ใกล้เคียงเงินสดที่ทรัพย์สินสร้างได้เป็นหลัก อย่าพยายามซื้อด้วยการหวังกำไรจากส่วนต่างราคาที่จะขายได้ในอนาคต

  3. ทรัพย์สินที่ดีมาก ควรจะต้องมีมูลค่าเพิ่มตามกาลเวลา และกระแสเงินสด หรือ สิ่งที่ใกล้เคียงเงินสดที่ทรัพย์สินสร้างได้ ก็จะควรเพิ่มขึ้นทุกปีเช่นเดียวกัน ในอัตราที่มากกว่าเงินเฟ้อ

  4. ในการลงทุนทุกครั้ง พยายามมองให้ออกว่า อย่างน้อยต้องคืนทุนภายใน 10 ปี และควรจะได้ทรัพย์สินที่สร้าง Passive Income ต่อไปได้ชั่วชีวิต ถ้าหากเราทำซ้ำแบบนี้ไปได้เรื่อยๆ ความมั่งคั่งในอนาคตของเราจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเอง

  5. กำไร 100% ที่ได้มาเร็วๆ เมื่อเทียบกับ Passive Income ชั่วชีวิตแล้วน้อยมากๆ ดังนั้น ถ้าหากว่าได้ลงทุนในทรัพย์สินที่ดีมากๆ ที่สามารถสร้าง Passive Income ที่เพิ่มมากขึ้นตามเงินเฟ้อได้ทุกปี พยายามอย่าขายทรัพย์สินนั้นออกไปจะดีที่สุด จากนั้นค่อยๆเก็บสะสม Passive Income ที่ได้ เพื่อไปซื้อทรัพย์สินดีๆเก็บไว้ต่อไปเรื่อยๆ

ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ Jitta นั้น บทความนี้ก็เป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการใช้งาน Jitta ได้อย่างดีครับ เพราะถ้าหากใครได้เคยเข้าไปอ่านหลักการของ Jitta ใน http://library.jitta.com/th/basic แล้ว ก็จะทราบว่า

  1. Jitta Score นั้นใช้เพื่อวัดคุณภาพของธุรกิจ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าธุรกิจนั้นมีศักยภาพแค่ไหนในการสร้างกระแสเงินสดที่สามารถเพิ่มขึ้นได้ทุกปี
  2. Jitta Line คำนวณจากหลักที่ว่า ถ้าหากเราจะลงทุนซื้อกิจการทั้งหมด ราคาเท่าไหร่ที่จะทำให้คืนทุนใน 10 ปี

ดังนั้นการลงทุนในบริษัทที่มี Jitta Score สูงๆ ในราคาที่ไม่แพงเกินกว่า Jitta Line ก็จะทำให้มั่นใจได้ว่า เราได้ทรัพย์สินที่มีคุณภาพดีในราคาที่เหมาะสม ที่เราจะคืนทุนได้ภายใน 10 ปี และจะได้ Passive Income ที่เพิ่มขึ้นตามเงินเฟ้อเป็นของแถมไปอีกนานแสนนาน

และที่สำคัญเราแทบไม่จำเป็นต้องทำอะไรอีกเลยหลังจากที่ได้ลงทุนไปแล้ว ทำให้เรามีเวลาว่างไปค้นหาทรัพย์สินอื่นๆที่น่าลงทุน หรือ ใช้เวลาเพื่อไปทำในสิ่งที่อื่นๆที่เรารักได้โดยไม่ต้องห่วงเรื่องการลงทุนมากนัก
ซึ่งก็ตรงกับหลักที่ Warren Buffett ใช้ในการลงทุนทั้งหุ้นและอสังหาริมทรัพย์อย่างมีความสุข ทุกประการครับ

Stock Investment is like Real Estate Investment

Warren Buffett has written concepts of investing in real estate, which were adapted from the principle of “buying good businesses in suitable prices”, where he uses throughout his whole life to invest in companies. Please see his articles below:

Warren Buffett has written concepts of investing in real estate, which were adapted from the principle of “buying good businesses in suitable prices”, where he uses throughout his whole life to invest in companies. Please see his articles below:

From here, what is would like to further emphasize are:

Those who understand the concept of Passive Income will understand Buffet’s investment concepts very well. For those of you who are still not quite sure, I encourage you to read Rich Dad, Poor Dad for a better understanding.

When you are investing, try to buy assets based on the cash flow (or something similar to cash flow) that the asset can generate, not on the capital gain you may make through selling at a higher price in the future.

Great assets should increase in value with time, and it’s cash flow (or something similar to cash flow) should also increase respectively in a rate greater than the inflation rate.

In all your investments, try to choose assets that at least break even within ten years, and can generate Passive Income for the rest of your life. If we can repeat this, our wealth will constantly increase in e future.

Remember that a 100% profit that is quickly gained is actually a lot less than the Passive Income you can gain for the rest of your life. Therefore, if you have the chance to invest in a great asset that generates a an increasing Passive Income greater than the inflation rate every year, try to hold onto it. You can then collect the Passive Income to buy more great assets.

In relation to Jitta, this excerpt helps reinforce users’ confidence in Jitta because if you have studied our concept at http://library.jitta.com/en/basic you will find that:

The Jitta Score is used to measure the quality of the company, helping us evaluate its capability in increasing its cash flow every year.

The Jitta Line is calculated from the concept that if we were to invest in all the companies, which price would allow us to break even within 10 years.

Therefore, investing in companies with a high Jitta Score in a price level that does not exceed the Jitta Line, will ensure that we are investing in a quality asset with a suitable price, and will break even for us within ten years, plus will also generate Passive Income that increases with the inflation rate as a bonus.

In addition, we don’t even have to do anything after investing, giving us the extra time to find other investment prospects, or pursue other interests in life without worrying too much about our investments, all of which align with Buffet’s investment principles in both stocks and real estate.

Mr. Market

สิ่งหนึ่งที่ Ben Graham ปรมาจารย์ด้านการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ใช้สอน Warren Buffett และนักลงทุนทั้งหลายเกี่ยวกับพฤติกรรมของตลาดหุ้น และ สิ่งที่นักลงทุนผู้ชาญฉลาดควรทำเพื่อสร้างผลกำไรจากตลาดหุ้นก็คือ ตัวละครสมมติที่ชื่อว่า Mr. Market หรือ นายตลาด

สิ่งหนึ่งที่ Ben Graham ปรมาจารย์ด้านการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ใช้สอน Warren Buffett และนักลงทุนทั้งหลายเกี่ยวกับพฤติกรรมของตลาดหุ้น และ สิ่งที่นักลงทุนผู้ชาญฉลาดควรทำเพื่อสร้างผลกำไรจากตลาดหุ้นก็คือ ตัวละครสมมติที่ชื่อว่า Mr. Market หรือ นายตลาด

โดย นายตลาด คือ หุ้นส่วนคนหนึ่งในบริษัทของเรา ซึ่งเป็นคนที่มีปัญหาทางด้านการควบคุมอารมณ์อย่างรุนแรง วันไหนที่อารมณ์ดี ก็จะมองเห็นทุกอย่างสดใสไปหมด แต่วันไหนที่รู้สึกหดหู่ ก็จะรู้สึกเหมือนว่าโลกกำลังจะล่มสลาย
ทั้งนี้นายตลาดจะเข้ามาหาเราทุกวัน พร้อมทั้งเสนอซื้อหรือขายหุ้นที่เค้ามีอยู่ให้กับเรา ตามอารมณ์ของเค้าในวันนั้น ถ้าหากนายตลาดอารมณ์ดีมาก ก็จะมองเห็นแต่อนาคตที่สดใสของบริษัท และก็จะพยายามขอซื้อหุ้นบริษัทจากเราในราคาที่แพงเป็นพิเศษ แต่ถ้าหากวันไหนที่นายตลาดรู้สึกหดหู่ มองเห็นแต่อะไรร้ายๆ ก็จะคิดว่าบริษัทมีปัญหาหลายๆอย่าง และอยากที่จะขายหุ้นของตนเองในบริษัทออกไปให้หมด ก็จะมาหาเราพร้อมเสนอขายหุ้นในราคาที่ต่ำมากๆให้กับเรา
ดังนั้นสิ่งที่เราควรจะทำคือ อย่าปล่อยให้ความคิดของนายตลาดมาครอบงำความคิดของเรา เราต้องอ่านอารมณ์ของนายตลาดให้ออก และฉวยประโยชน์จากข้อเสนอที่ผิดพลาดของนายตลาดเมื่อมีโอกาส รวมทั้งไม่ได้สนใจนายตลาด ถ้าหากว่าข้อเสนอของเค้าไม่ได้ทำประโยชน์อะไรให้กับเรา

แน่นอนครับว่า นายตลาด แท้จริงแล้ว ก็คือ ตลาดหุ้นนั่นเอง ในทุกๆวันก็จะมีข้อเสนอในการลงทุนมากมายมาให้เราเลือกลงทุน ดังนั้นสิ่งที่เราควรจะต้องทำในฐานะนักลงทุนก็คือ การรู้จักคุณภาพของทรัพย์สิน (Jitta Score) และราคาที่เหมาะสมของทรัพย์สิน (Jitta Line) ที่เราต้องการจะลงทุน เพียงแค่นี้เราก็จะไม่โดนครอบงำด้วยราคาที่นายตลาดคิดด้วยอารมณ์ในแต่ละวัน และสามารถทำกำไรจากนายตลาดได้แล้วครับ
ตัวอย่างพฤติกรรมของนายตลาดที่เห็นได้ชัดถึงอารมณ์ที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้ตลอดเวลาก็อย่างเช่น หุ้น GMCR ที่เราจะเห็นได้ว่าราคาที่นายตลาดเสนอมานั้น มีการแกว่งตัวไปมาอย่างสุดขั้วรุนแรงในแต่ละปี ในขณะที่ธุรกิจหลักก็ยังคงดำเนินการต่อไป และมีคุณภาพและราคาที่เหมาะสมค่อยๆปรับเพิ่มขึ้นทีละนิดๆ

ดังนั้นถ้าหากเรารู้จักคุณภาพและราคาที่เหมาะสมของ GMCR และเข้าใจอารมณ์ของนายตลาดแล้ว เราก็สามารถที่จะทำกำไรจากการซื้อหุ้นในวันที่นายตลาดมองโลกในแง่ร้ายและขายหุ้นคืนให้ในวันที่นายตลาดมองโลกในแง่ดีเกินไปครับ

Mr. Market

Ben Graham, the legendary father in value investing, taught Warren Buffett and many after him about the stock market and what smart investors should do to in order to profit from the market is… to imagine a character called Mr. Market.

Ben Graham, the legendary father in value investing, taught Warren Buffett and many after him about the stock market and what smart investors should do to in order to profit from the market is… to imagine a character called Mr. Market.

Mr. Market is one of the investors of our company. He is someone who has a hard time dealing with his emotions. On good days, everything is all well and wonderful. On bad days, though, it’s as if the world has come to an end. Everyday, Mr. Market will visit us, either offering to sell or buy stocks, depending on his mood on that particular day. If he’s in a really good mood, Mr. Market will see a bright future for the firm, and will ask to buy stocks from us at especially high prices. But on days that Mr. Market feels depressed, only sees the bad side of things, he will want to sell all of his stocks of the company. So he will offer his stocks to us at incredibly low prices. What we need to do is do not let Mr. Market’s opinions and emotions influence our own. We have to be able to read Mr. Market’s emotions, and take advantage of his miscalculations when we have the chance. In addition, we mustn’t fall prey and take him up on his offer if it does not benefit us.

Of course, the character of Mr. Market is the stock market itself. Everyday, there will be investment offers for us to choose. As investors, we must know the quality of that asset (Jitta Score) and its reasonable price (Jitta Line). From this understanding, we would not be influenced by what Mr. Market has calculated based on his emotions in each day. And we would then make profit. GMCR is a good example of the fluctuations of the market’s emotions. The price that the market offers swings greatly in each year, from top to bottom, even though the business still continues in the same manner; and its quality and reasonable price gradually increase incrementally.

Therefore, if we know the true quality and the price GMCR should have, and we understand the temperaments of Mr. Market, we will be able to make profit from Mr. Market’s bad days, when he is too pessimistic and sells his stocks, and on his good days, when he is too optimistic.

เรียนรู้จากการลงทุนที่ผิดพลาด

ในช่วงต้นปี สิ่งที่นักลงทุนควรจะต้องทำก็คือ การวัดผลการลงทุนในปีที่ผ่านมา ว่าดีร้ายอย่างไร ได้ตามเป้าหมายหรือเปล่า และเรียนรู้จากความผิดพลาดในปีที่ผ่านมา เพื่อให้สามารถลงทุนได้ดีขึ้นในปีต่อไป

ในช่วงต้นปี สิ่งที่นักลงทุนควรจะต้องทำก็คือ การวัดผลการลงทุนในปีที่ผ่านมา ว่าดีร้ายอย่างไร ได้ตามเป้าหมายหรือเปล่า และเรียนรู้จากความผิดพลาดในปีที่ผ่านมา เพื่อให้สามารถลงทุนได้ดีขึ้นในปีต่อไป

สำหรับผมเอง วันนี้ตื่นเช้ามาก็เริ่มต้นด้วยการอัพเดทผลตอบแทนการลงทุนในปีที่ผ่านมาเช่นกัน (เพราะตลาด US เพิ่งปิดไปเมื่อคืน) แล้วก็ได้นั่งไล่ดูประวัติการลงทุนเก่าๆ ซึ่งก็มีทั้งการลงทุนที่ดีและไม่ดี แต่มีสิ่งนึงที่น่าสนใจนำมาเล่าให้ทุกคนฟัง เพื่อเป็นความรู้ และ ของขวัญปีใหม่จากผมครับ

การลงทุนระยะยาวนั้น มีสิ่งหนึ่งที่ยากมากกว่ากิจกรรมอื่นๆก็คือ กว่าเราจะได้รู้ว่าเราตัดสินใจถูกหรือผิดนั้น บางทีต้องใช้เวลาที่นานมากเพื่อพิสูจน์ และบางครั้งการตัดสินใจที่ดูเหมือนจะถูก (ผิด) ในระยะสั้น อาจจะผิด (ถูก) ในระยะยาวก็ได้

วันนี้ผมก็ขอยกตัวอย่าง 2 ความผิดพลาดในการลงทุนของผม (จากความผิดพลาดเยอะแยะมากมาย) ซึ่งอันนึงได้กำไร อีกอันนึงขาดทุน อันนึงผมดีใจ อันนึงผมเสียใจ ที่เรื่องนี้น่าสนใจก็คือ เมื่อเวลาผ่านไป จนถึงวันนี้ หุ้นที่กำไร กลับทำให้ผมเสียใจ และ หุ้นที่ผมขาดทุน กลับทำให้ผมรู้สึกดีใจ ครับ

1. หุ้นที่ได้กำไร แต่ กลับทำให้เสียใจ

เมื่อราวๆกลางปี 2010 ผมได้ลงทุนในหุ้น MNST (สมัยซื้อยังใช้ชื่อย่อว่า HANS อยู่เลย) ซึ่งเป็นบริษัทขาย Energy Drink ที่ว่ากันว่า เป็นคู่แข่งกับ Red Bulls ในอเมริกานั่นเลย

ซึ่งเมื่อมองด้วยตัวเลขทางการเงินในอดีตที่ผ่านมาแล้วก็เป็นบริษัทที่ดีมาก และเมื่อมองดูคุณภาพของตัวธุรกิจเองก็ยอดเยี่ยมมาก และ มีอนาคตที่จะเติบโตได้อีกเยอะ

https://www.jitta.com/stock/mnst

ผมซื้อหุ้นนี้ช่วงเดือนพฤษภาคมในราคาหุ้นละ $17.63 จากนั้นก็ขายไปในเดือนพฤศจิกายนในราคาหุ้นละ $24.7 ได้กำไรประมาณ 40.1%

ในตอนที่ผมขายนั้นก็เห็นว่ากำไรในปีนั้นไม่ค่อยเติบโต และราคาก็สูงกว่า fair price ประมาณ 30% แล้ว ทุกอย่างก็แลดูเป็นการตัดสินใจที่ดี

แต่หลังจากนั้นกิจการก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับราคาหุ้นที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนปีนี้ Coca Cola ก็ให้ความสนใจและซื้อหุ้น MNST ไป 16.7% ทำให้ราคาหุ้นปัจจุบันขึ้นไปอยู่ที่ $108.35 ครับ ซึ่งถ้าหากผมถืออยู่มาจนปัจจุบันก็จะได้กำไรราวๆ 500% ครับ

ซึ่งเมื่อมองย้อนกลับไปแล้ว แม้การลงทุนใน MNST ของผมจะได้กำไรระยะสั้นที่สวยงามมาก แต่ผมก็มองว่าเป็นความผิดพลาดของผมที่ปล่อยให้ธุรกิจดีๆหลุดมือเร็วไปหน่อย และผมก็ได้แต่เฝ้ามองราคาหุ้น MNST สูงขึ้นเรื่อยๆทุกปี และแน่นอนว่าต่อให้ราคาหุ้น MNST ตกมาอยู่ที่ fair price ตอนนี้ก็ยังคงสูงกว่าราคาที่ผมขายออกไปอยู่ดีครับดังนั้นก็เลยทำให้ผมเข้าใจคำพูดของ Warren Buffett ที่ว่า

ถ้าเราได้ลงทุนในธุรกิจที่ดี ที่มาพร้อมกับผู้บริหารที่ยอดเยี่ยมแล้ว ระยะเวลาในการถือหุ้นของเราคือ ตลอดไป
– Warren Buffett

อย่างชัดเจนครับเพราะธุรกิจที่ยอดเยี่ยมมีน้อยมาก ถ้าหากเราได้มีโอกาสเป็นเจ้าของแล้ว พยายามอย่าให้หลุดมือไปนะครับ เพราะในระยะยาวแล้ว การถือหุ้นบริษัทที่ยอดเยี่ยมเหล่านี้ไว้ จะช่วยให้ผลตอบแทนของเราชนะตลาดแน่นอนครับ

2. หุ้นที่ขาดทุน แต่กลับทำให้ดีใจ

เมื่อราวๆต้นปี 2011 ผมได้ลงทุนในหุ้น ARO ที่ทำธุรกิจด้านขายเสื้อผ้าแฟชั่นที่จับกลุ่ม middle to low เป็นแบรนด์ที่วัยรุ่นอเมริกาชอบกันอยู่ช่วงนึง เพราะออกแบบคล้ายกับ American Eagle และ Abercrombie แต่ว่าราคาถูกกว่าพอสมควร

https://www.jitta.com/stock/aro

เมื่อมองดูตัวเลขทางการเงินย้อนหลังแล้ว ก็พบว่ายอดเยี่ยมมาก มองมุมไหนก็ดีไปหมด ผมก็เลยลงทุนไปในเดือนมกราคมในราคาหุ้นละ $25.13

หลังจากนั้นพองบ Q1 ออกมา ทุกอย่างก็ดูแย่ สินค้าเริ่มขายไม่ได้ ต้องลดราคาครั้งใหญ่ ทำให้ operating margin ที่เคยสูงถึง 16% ลดลงเหลือแค่ 5% และกำไรไตรมาส 1 ลดลงจาก $0.48 เหลือ $0.2 (เนื่องจากงบของ ARO มี fiscal year ไม่ตรงกับ calendar year นะครับ ดังนั้นในปี 2011 ต้องดูงบของปี 2012 แทนครับ)

ผมมาตัดสินใจขายไปตอนต้นเดือนสิงหาคมที่ราคาหุ้นละ $13.4 หลังจากที่งบ Q1 ออกมาแล้ว 2 เดือน เพราะได้อ่านข้อมูลต่างๆแล้ว เริ่มรู้สึกว่า ไม่สามารถคาดการณ์ได้เลยว่า สินค้าของ ARO จะกลับมาขายดีอีกไหม และจะกลับมาได้ด้วยกลยุทธ์อะไร

ซึ่งก็ทำให้ขาดทุนไปอย่างหนักครับ -46.67% เมื่อขายไปแล้วราคาหุ้นก็ตกลงไปแถวๆ $10 และค่อยๆวิ่งกลับขึ้นมาที่ $23 แต่ตอนนั้นไม่ได้รู้สึกคิดมากหรืออะไร เพราะเมื่อลองดูงบไตรมาสที่ออกตามมาอีก ธุรกิจก็ดูแย่ลงเรื่อยๆ ก็คิดว่า ถ้าเราไม่เข้าใจว่าราคาหุ้นขึ้นได้ยังไง ก็ต้องปล่อยวางครับ

วันนี้มาลองดูราคาหุ้นอีกที ก็พบว่าอยู่ที่ $2.32 มี Jitta Score อยูที่ 1.68 และ Jitta Line เป็นศูนย์ ซึ่งถ้าวันนั้นไม่สามารถตัดใจขายหุ้นได้ ตอนนี้ราคาหุ้นลดลงมาราวๆ 10 เท่า หรือจะขาดทุนถึง 90% เลยทีเดียวครับ

ซึ่งก็เลยทำให้รู้สึกดีใจ แม้ว่าจะขาดทุน เพราะเราตัดสินใจได้ถูกต้องตามหลักการแล้วนั่นเอง รวมทั้งการขาดทุนครั้งนั้นทำให้ผมได้เรียนรู้มากขึ้นเกี่ยวกับธุรกิจแฟชั่นด้วยว่า สำหรับสินค้าแบรนด์แฟชั่นของคนหมู่มาก (middle to low position) ที่ไม่ต้องซื้อซ้ำบ่อยมาก ถ้าไม่สามารถตามเทรนด์และออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆได้เร็วพอ จะเกิดความเสี่ยงในการอิ่มตัวได้ และ เมื่อนั้นก็ยากที่จะแก้ไข เพราะถ้าจุดเด่นหลักๆ คือ ราคาสินค้าที่ถูกกว่าคู่แข่ง ดังนั้นเพื่อให้ขายได้ก็จำเป็นต้องลดราคาไปเรื่อยๆครับ ธุรกิจก็ยากที่จะอยู่รอดได้ในระยะยาว

จากตัวอย่างความผิดพลาด 2 ครั้งที่ผมได้ยกขึ้นมา คงจะทำให้ทุกคนพอเป็นภาพการลงทุนมากขึ้นนะครับว่า ถ้าหากเราตั้งใจที่จะเป็นนักลงทุนระยะยาวแล้ว ควรจะต้องมองภาพการลงทุนในระยะยาวด้วย และ หมั่นคอยตรวจสอบการลงทุนในระยะยาวด้วยเสมอ เพราะจะทำให้เรามองเห็นภาพตามสิ่งที่ควรจะเป็นจริงๆครับ

และอย่าปล่อยให้ตนเองหวั่นไหวกับ กำไร-ขาดทุน ในระยะสั้นมากเกินไป เพราะสุดท้ายแล้ว ไม่มีใครสามารถคาดการณ์ราคาหุ้นในระยะสั้นได้ครับ ดังนั้นถ้าหากเราเข้าใจภาพรวมของการลงทุน และ ลงทุนตามหลักการที่ดีไปเรื่อยๆแล้ว การสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวก็เป็นเรื่องที่ไม่ได้ยากเย็นเลยครับ