พันธกิจและวิสัยทัศน์ของ Jitta

มีคำถามที่น่าสนใจมาจากคุณ Tanakiat Aui เกี่ยวกับเรื่องวิสัยทัศน์ของ Jitta และผลกระทบจากการใช้งาน Jitta เมื่อมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นมากๆ ผมเลยขอนำมาตอบใน post นี้นะครับ จะได้อ่านกันง่ายๆ

มีคำถามที่น่าสนใจมาจากคุณ Tanakiat Aui เกี่ยวกับเรื่องวิสัยทัศน์ของ Jitta และผลกระทบจากการใช้งาน Jitta เมื่อมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นมากๆ ผมเลยขอนำมาตอบใน post นี้นะครับ จะได้อ่านกันง่ายๆ

จริงๆเรื่องพันธกิจและวิสัยทัศน์ รวมทั้งผลกระทบของ Jitta ที่จะมีขึ้นในโลกของการลงทุนนั้น เป็นสิ่งที่พวกเราทีมงาน Jitta ได้คุยกันบ่อยๆตั้งแต่เริ่มสร้าง Jitta ขึ้นมาครับ ซึ่งก็ไม่มีใครรู้อนาคตครับว่า Jitta จะก่อให้เกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่เท่าที่เห็นอยู่ตอนนี้ Jitta ก็เข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงพอสมควรให้กับวงการลงทุนครับ

โดยเฉพาะการที่ทำให้คนจำนวนมากเข้าใจหลักการของการลงทุนแนว Warren Buffett ได้ง่ายขึ้น รวมทั้งมีนักลงทุนบางคนเคยมาบ่นกับผมว่า เพิ่งเข้าใจว่าการโดนเทคโนโลยีไล่ตามเป็นอย่างไร เพราะประสบการณ์การอ่านงบและการศึกษาการลงทุนของเค้ากว่า 10 ปีนั้น ถูกไล่ทันจากมือใหม่ที่ใช้งาน Jitta ภายในเวลาไม่นาน

(แม้อาจจะไม่ได้เทียบเท่าด้านประสบการณ์ แต่สามารถเข้าใจและเลือกหุ้นทีดี ราคาไม่แพงได้ใกล้เคียงกันมาก รวมทั้งช่วยให้จิตใจมีความมั่นคงขึ้นเวลาเห็นราคาหุ้นร่วงโดยที่พื้นฐานไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป และมีแนวทางการจัดสรรค์เงินลงทุนทีดี และมีแบบแผน)

ซึ่งเรื่องนี้ก็นับว่าเป็น “ความสนุกและความตื่นเต้น” ของพวกเราเหมือนกันครับ ที่คอยติดตามดูและลุ้นอยู่ตลอดเวลาว่า เมื่อ Jitta เติบโตไปเรื่อยๆแล้ว จะส่งผลให้โลกของการลงทุนเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร อารมณ์น่าจะเหมือนกับทีมงาน Google และ Facebook ช่วงแรกๆ ที่นั่งคุยกันทุกวันว่า สิ่งที่ตนเองสร้างขึ้นมาจะเปลี่ยนแปลงโลกนี้ได้ยังไงบ้าง

รวมทั้งความสนุกอีกอย่างนึงคือ เคยมีคำพูดว่า

Silicon Valley has changed the world but not yet Wall Street

หรือแปลง่ายๆว่า เทคโนโลยีจากฝั่ง Silicon Valley นั้นเข้ามาเปลี่ยนโลกใบนี้ในหลายๆด้าน แต่ก็ยังไม่เคยสามารถเปลี่ยนแปลงตลาดหุ้นใน Wall Street ได้ครับ ดังนั้นการคอยลุ้นว่า Jitta จะเข้าไปสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรให้กับตลาดหุ้นได้บ้าง เลยเป็นสิ่งที่ท้าทายและน่าสนุกมากจริงๆครับ 🙂

ซึ่ง ณ ปัจจุบัน จากที่ Jitta ได้เปิดให้ใช้งานมาแล้วปีกว่าๆ เราได้พบเจอพูดคุยกับผู้ใช้งานจำนวนมาก พวกเรามีแนวคิดต่างๆดังนี้ครับ

1. พันธกิจ (Mission) ของ Jitta

Jitta นั้นถูกสร้างขึ้นมาด้วยแนวคิดที่ว่า การลงทุนไม่ใช่เรื่องยาก และไม่ใช่เรื่องที่ต้องมานั่งวุ่นวายกันมากมาย แต่เหตุผลที่ทุกอย่างวุ่นวายนั้น ก็เพราะตลาดหุ้นมีอะไรมากมายมาทำให้ต้องวุ่นวายกันไปเอง

ดังนั้นถ้าหากโลกนี้ไม่มีตลาดหุ้นแล้ว การลงทุนในธุรกิจก็จะต้องกลับมาที่พื้นฐานเหมือนการลงทุนทั่วๆไปนั่นก็คือ การวิเคราะห์คุณภาพและมูลค่าของทรัพย์สินที่จะลงทุน แล้วลงทุนเมื่อมั่นใจว่า เราซื้อทรัพย์สินดีๆได้ในราคาที่ถูกกว่าที่ควรจะเป็น แค่นั้นเองครับ

ซึ่งแนวคิดเพียงแค่นี้ก็เพียงพอที่จะสร้างความมั่งคั่งให้กับคนที่เข้าใจและประยุกต์ใช้ได้เป็นอย่างดีแล้วครับ

ดังนั้น Mission หลักของ Jitta ก็คือ

การช่วยให้คนลงทุนได้ผลตอบแทนที่ดี ด้วยวิธีการที่เรียบง่าย

ซึ่งสิ่งที่ Jitta เน้นมากก็คือ ความเรียบง่ายในการลงทุนครับ เพราะคงไม่มีประโยชน์ที่จะสร้างรูปแบบการลงทุนยากๆขึ้นมาอีกอันบนโลกใบนี้ครับ

การประหยัดเวลาให้กับนักลงทุน ก็ถือเป็นหนึ่งในความเรียบง่ายที่ Jitta สร้างขึ้นมาเหมือนกันครับ เพราะปัจจุบันหลายๆคนก็ใช้ Jitta เพื่อค้นหาหุ้นในแนวทางของตนเองได้เร็วขึ้น แล้วค่อยไปอ่านงบการเงินหรือข้อมูลอื่นๆเพิ่มเติม

2. วิสัยทัศน์ (Vision) ของ Jitta

ส่วนวิสัยทัศน์ หรือ สิ่งที่พวกเราอยากเห็น Jitta เป็นในอนาคตก็คือ

การได้เป็นมาตรฐานการลงทุนใหม่ของโลก

หรือก็คือ ค่าต่างๆบน Jitta เช่น Jitta Score, Jitta Line ได้กลายเป็นสิ่งที่นักลงทุนใช้อ้างอิง และ นำไปประยุกต์ใช้กับการลงทุนในแนวทางของตนเอง และ สอนคนอื่นต่อไปได้

เช่น กรณีของ Dow Jones ที่ใช้เป็นดัชนีสำหรับการอ้างอิงการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นอันแรกของโลก แม้ผู้คิดค้นจะไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว แต่คนก็ยังต้องดูดัชนี Dow Jones และมีการพูดถึงในข่าวอยู่ทุกวัน

หรือจะเห็นว่าในแนวเทคนิคอลนั้น ก็มี indicator อ้างอิงอยู่มากมายที่คนสามารถนำไปใช้งานได้และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง เช่น MACD, EMA, RSI, Fibo ต่างๆเหล่านี้ เป็นต้น

ในขณะที่แนวทางการลงทุนแบบ VI ไม่ได้มีอะไรเช่นนี้มาก่อนเลย (ที่ได้รับการยอมรับและใช้งานในวงกว้าง) เพราะการวิเคราะห์การบริษัทเป็นเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อนและต้องใช้ตัวเลขทางการเงินในหลายมิติมาคิด และต้องคอยอัพเดทตามงบการเงินในแต่ละไตรมาสอีก ซึ่งเป็นการยากที่ใครจะไปดึงเอางบการเงินของทุกบริษัทมาวิเคราะห์และสร้างมาตรฐานได้ครับ

ดังนั้น Jitta เอง ในอนาคตก็อยากจะค่อยๆเติบโตไปในแนวทางนี้ครับ ค่อยๆสอนให้คนเข้าใจพื้นฐานที่มาของแนวคิด และการใช้งานค่าต่างๆของ Jitta (Jitta Score, Jitta Line, Jitta Factors, Jitta Signs) เพื่อให้นำไปประยุกต์กับแนวทางการลงทุนของตนเอง และ ใช้พูดอ้างอิงได้อย่างเป็นสากลครับ (พูดแล้วทุกคนเข้าใจภาพตรงกัน เช่น พอบอกว่า หุ้นนี้ Jitta Score 8 ทุกคนจะเข้าใจได้ทันทีว่า บริษัทนี้ดีแน่นอน)

รวมทั้งจะค่อยๆเพิ่มหุ้นในประเทศต่างๆเข้ามาใน Jitta ครับ เพราะข้อดีอย่างนึงของ Jitta ที่เน้นการสร้างมาตรฐานในการลงทุนก็คือ เมื่อเราใช้งาน Jitta เป็นในการลงทุนในประเทศใดประเทศหนึ่งแล้ว ก็สามารถจะนำไปประยุกต์ใช้ในการลงทุนประเทศอื่นได้ไม่ยากครับ เช่น ถ้าเดี๋ยวทาง Jitta เพิ่มหุ้น Japan เข้ามาในระบบ ทุกคนก็สามารถดูได้อย่างรวดเร็วว่า หุ้นที่น่าลงทุนคืออะไรบ้าง บริษัทไหนที่เป็นบริษัทที่ยอดเยี่ยมบ้าง จะเข้าไปดูข้อมูลจากหน้า FactSheet ก็รู้ว่าต้องดูตัวเลขอะไร ตรงไหนบ้าง เพราะเป็น Format เดียวกันในทุกหุ้นทั่วโลก เป็นต้น

เมื่อทำได้แบบนี้แล้ว Jitta ก็จะกลายเป็น standard และ reference ที่ทุกคนทั่วโลกใช้งานและเข้าใจได้ตรงกันครับ ซึ่งก็เป็นภารกิจที่ท้าทายและอาจจะต้องใช้เวลานานหลายสิบปีในการทำให้ได้แบบนั้น แต่ถ้า Jitta ไปถึงวันนั้นได้จริงๆ พวกเราก็คงจะมีความสุขมากที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้าง Jitta และเผยแพร่ไปทั่วโลกได้

และสิ่งสำคัญที่สุดในการทำตาม Vision นี้ได้สำเร็จก็คือ การได้รับรู้ว่า Jitta จะคงอยู่เพื่อช่วยเหลือนักลงทุนต่อไปบนโลกไปนี้อีกนานแสนนาน แม้ว่าพวกเราจะไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้แล้วก็ตามครับ (พวกเราเชื่อว่า การใช้ชีวิตเพื่อทำประโยชน์และสร้างสิ่งที่มีคุณค่าให้กับคนรุ่นหลังเป็นสิ่งที่สวยงามครับ)

3. แนวทางการใช้งาน Jitta

ดังนั้น จากพันธกิจและวิสัยทัศน์ของ Jitta แล้ว จะเห็นว่า Jitta ตั้งใจที่จะให้คนนำค่าต่างๆบน Jitta ไปใช้ในการอ้างอิงและประยุกต์ใช้ตามแนวทางของตนเอง เพื่อให้การลงทุนง่ายขึ้นและได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้นครับ

ส่วนจะนำ Jitta ไปประยุกต์ใช้ในแนวทางการลงทุนแบบไหน ก็เป็นเรื่องของนักลงทุนแต่ละคนครับ บางคนอาจจะลงทุนตาม Jitta Ranking ก็ได้ บางคนอาจจะใช้ Jitta เพื่อช่วยในการสแกนดูพื้นฐานของหุ้นทุกตัวก่อน แล้วไปอ่านงบเองต่อก็ได้

ซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว ก็มีนักลงทุนเทคนิคคอลหลายๆคนใช้ Jitta เพื่อดูพื้นฐานหุ้นก่อนเพื่อป้องกันความเสี่ยง แล้วค่อยไปดูสัญญาณซื้อขายต่างๆตามแนวทางเทคนิคอีกที หรือ บางคนก็นำ Jitta ไปประยุกต์ใช้ในการลงทุนหุ้น turnaround ก็มีครับ

แต่ทั้งนี้อย่างที่บอกครับว่า ข้อดีคือ ไม่ว่าเราจะประยุกต์ใช้ Jitta ด้วยวิธีไหนแล้วทำกำไรได้ เราก็จะสามารถนำมาเรียนรู้และใช้เป็นบรรทัดฐานในการลงทุนครั้งต่อไปได้ ทำให้เรา repeat และ scalable การลงทุนของเราได้เรื่อยๆครับ

4. กลุ่มผู้ใช้งานหลักของ Jitta

สำหรับ target group นั้น เมื่อดูตามพันธกิจและวิสัยทัศน์แล้ว ก็จะเห็นว่า ในแนวทางที่ Jitta จะเติบโตไปนั้น นักลงทุนทุกคนสามารถประยุกต์ใช้ Jitta ได้ตามแนวทางและประสบการณ์ลงทุนของตนเองครับ ไม่ได้มีจำกัดว่าต้องเป็นกลุ่มไหน

ในแง่แนวทางก็ได้พูดไปแล้วในข้อ 3 นะครับ สำหรับในแง่ของประสบการณ์ก็จะเป็นดังนี้ครับ

สำหรับคนที่ไม่เคยลงทุนมาก่อน ก็สามารถใช้ Jitta เป็นแนวทางเริ่มต้นศึกษาเรียนรู้การลงทุนได้ง่ายขึ้น และทำให้โอกาสขาดทุนหนักๆในการลงทุนแรกๆน้อยลงครับ

สำหรับคนที่ลงทุนมาระดับนึงแล้ว Jitta ก็ช่วยเป็นตัวอ้างอิง และ เป็นช่วยในการคัดกรอง และ พิจารณาคุณภาพและมูลค่าพื้นฐานของหุ้นทุกตัวได้อย่างรวดเร็วครับ เพื่อให้สามารถนำไปคิดวิเคราะห์ต่อไปได้ครับ

สำหรับนักลงทุนที่มากประสบการณ์นั้น Jitta จะช่วยให้สามารถขยายขอบเขตการลงทุนของตนเองไปในตลาดหุ้นอื่นๆนอกประเทศตนเองได้ครับ รวมทั้งทำให้เข้าถึงตัวเลขทางการเงินที่เป็น format เดียวกัน เพื่อให้นำมาวิเคราะห์ได้เหมือนกันทั่วโลกครับ

5. การลงทุนตาม Jitta Ranking

จริงๆแล้ว Jitta Ranking นั้น ถูกสร้างขึ้นมาด้วยจุดประสงค์เพื่อพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า Jitta Score, Jitta Line นั้น ถูกคิดขึ้นมาอย่างมีหลักการ และ สามารถนำไปใช้อ้างอิงในการลงทุนได้จริงๆครับ เพราะขนาดเราลงทุนตาม Jitta Top 5 ด้วยวิธีที่ง่ายที่สุดคือ ซื้อขายปีละครั้ง ก็ยังสามารถทำผลตอบแทนชนะดัชนีได้เลยครับ

แต่สำหรับกลยุทธ์ที่แนะนำในการใช้งาน Jitta จริงๆ ก็คือ ตามหลักการของ Warren Buffett คือ

ลงทุนในธุรกิจที่ดี ในราคาที่เหมาะสม
– Warren Buffett

เหมือนที่เขียนเอาไว้ใน วิธีลงทุนสไตล์ Jitta นะครับ

ซึ่งจากที่ทราบ นักลงทุนจำนวนมากก็ใช้ Jitta เพื่อมาช่วยอ้างอิงและคัดกรองหุ้น แล้วตัดสินใจด้วยตนเองมากกว่าจะซื้อตาม Jittta Top Ranking อย่างเดียวนะครับ ซึ่งหลายๆคนก็ได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่า เพราะตัวผลตอบแทน Jitta Top Ranking ที่ทำให้ดูนั้นทำแบบง่ายที่สุดครับ คือ ซื้อขายทุก 12 เดือน (จริงๆถ้าทำแบบซื้อขายทุก 6 เดือน น่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น เพราะสามารถคัดหุ้นที่งบออกมาไม่ดีออกไปได้ แต่ที่ไม่ทำก็เพราะว่าไม่ได้คิดว่าจำเป็นครับ เพราะจุดประสงค์คือ ต้องการพิสูจน์ว่าชนะดัชนีด้วยวิธีการง่ายๆแค่นั้น ไม่ได้ต้องการหาระบบที่ได้ผลตอบแทนสูงสุด ที่จะต้องแลกมากับความยุ่งยากมากขึ้น)

แต่ถ้าใครจะลงทุนตาม Jitta Ranking อย่างเดียว ผมก็ยังเชื่อว่า ก็ยังทำผลตอบแทนการลงทุนได้ในระดับที่ดีและชนะผลตอบแทนของดัชนีในช่วงเวลาเดียวกันแน่นอนครับ

Key หลัก คือ คำว่าช่วงเวลาเดียวกันนะครับ เพราะการซื้อตาม Jitta Ranking ตามหลักการแล้วคือ ต้องถือไปอีก 12 เดือน แล้วค่อยขาย ก็ต้องเทียบกับดัชนีในช่วงเวลาเดียวกันด้วย ซึ่งจากที่ทำพิสูจน์มา ก็พบว่า ไม่ว่าจะลงทุนใน Jitta Top Ranking ในสิ้นเดือนไหน แล้วซื้อขายทุกๆ 12 เดือน ผลตอบแทนก็จะชนะดัชนีในช่วงเวลาเดียวกันเสมอครับ (ไม่จำเป็นต้องซื้อสิ้นเดือนธันวาคมก็ได้ ไปซื้อสิ้นเดือนมกราคม แล้วไปขายสิ้นเดือนมกราคมของอีกปี ก็ชนะผลตอบแทนดัชนีจากช่วง มกราคม-มกราคม ครับ)

เหตุผลที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า Jitta นั้น ทำการแยกเรื่องของคุณภาพและมูลค่าออกจากกันให้เห็นชัด เพื่อให้เราตัดสินใจได้ง่ายขึ้นครับ และ Jitta Ranking ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงทุกวันตามราคาหุ้นที่ขึ้นลง เพราะยิ่งราคาหุ้นสูงมากขึ้น อันดับความน่าลงทุนก็จะน้อยลง

ทำให้ไม่มีทางที่คนจำนวนมากจะเข้ามา Jitta แล้วซื้อหุ้นใน Jitta Ranking Top 5 ซ้ำกันได้ทุกวันครับ เพราะถ้าในวันแรกมีคนซื้อหุ้น Jitta Top 5 กันไปเยอะแล้ว สมมติว่าเป็นหุ้น A, B, C, D, E ในวันพรุ่งนี้ หุ้น A, B, C, D, E ก็ต้องหลุดจาก Top 5 และมีหุ้นอื่นๆขึ้นมาเป็น Top 5 แทนครับ

ดังนั้น Jitta Ranking ในช่วงเวลาใดก็ตาม คือ การจัดอันดับความน่าลงทุนของหุ้นในช่วงเวลานั้น ดังนั้นหมายความว่า Top 5 ก็คือ หุ้นที่น่าลงทุนที่สุด 5 ตัวแรก (คิดจากคุณภาพและมูลค่าเทียบกับราคาหุ้น) ณ ขณะนั้น ดังนั้นผลตอบแทนเมื่อถือไป 12 เดือน ควรจะต้องได้มากกว่า การถือหุ้นตามดัชนีที่ต้องมีหุ้นที่ผลตอบแทนแย่ๆอยู่อีกหลายตัวผสมเข้ามาอยู่ครับ ในช่วงเวลาเดียวกันนั่นเอง

และการป้องกันอีกชั้นก็คือ ถ้าคนซื้อหุ้น A, B, C, D, E กันมาก จนราคาสูงกว่า Jitta Line ไปแล้ว คนใหม่ๆที่เข้ามาดู ก็คงจะไม่ตัดสินใจซื้อหุ้น A, B, C, D, E แน่นอนครับ ก็ทำให้โอกาสขาดทุนหนักๆแทบไม่ค่อยมี ผลตอบแทนก็ย่อมต้องออกมาค่อนข้างดีกว่าตลาดในช่วงเวลาเดียวกันอยู่แล้วครับ

แตกต่างจากหลายๆแนวทางที่มีอยู่ทั่วไป ที่มักบอกรายชื่อหุ้นให้คนซื้อตามอย่างเดียว โดยที่คนซื้อไม่สามารถตัดสินใจหรือวิเคราะห์อะไรได้เลย และก็ไม่รู้ว่ารายชื่อหุ้นที่ได้นั้น update เมื่อไหร่ ราคาแพงเกินไปหรือยังครับ พอซื้อตามกันไป คนหลังๆก็มีโอกาสขาดทุนได้สูง และผลตอบแทนรวมที่ได้ก็จะลดลงครับ

6. ถ้าคนใช้งาน Jitta จำนวนมากแล้วจะเป็นอย่างไร

ในแง่ของผลตอบแทนด้วยการลงทุนตาม Jitta Top Ranking ก็คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร น่าจะชนะดัชนีได้ในช่วงเวลาเดียวกันเสมอ ตามที่ได้อธิบายไว้ด้านบนครับ

สำหรับในส่วนของคนที่ตัดสินใจลงทุนเอง โดยประยุกต์ใช้ข้อมูลจาก Jitta อันนี้ก็คงขึ้นอยู่กับความสามารถและรูปแบบการลงทุนของแต่ละคนนะครับ ว่าจะทำผลตอบแทนได้มากน้อยเพียงใด บางคนอาจจะชนะตลาดหรือไม่ก็ได้

แต่ในภาพรวมที่ใหญ่กว่านั้นก็คือ ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นได้สูงสุด ในกรณีที่นักลงทุน (และเงินลงทุน) ส่วนมากบนโลก เชื่อมั่นใน Jitta มากๆ

สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ “โลกการลงทุนในอุดมคติ” เสมือนหนึ่งว่าไม่มีตลาดหุ้นนั่นเองครับ ส่วนต่างระหว่างราคากับมูลค่าจะน้อยลงมาก ราคาหุ้นจะวิ่งตามแนวโน้มใกล้เคียงกับ Jitta Line ตลอดเวลา

ทำให้โอกาสในการเก็งกำไรจะน้อยลง การปั่นหุ้นจะไม่มี เพราะไม่มีใครไปไล่ซื้อตามเมื่อราคาหุ้นเกินมูลค่า การลงทุนจะสมเหตุสมผลมากขึ้น ทุกคนจะลงทุนด้วยมุมมองเหมือนกับการร่วมลงทุนในกิจการดีๆ แล้วปล่อยให้เงินทุนเติบโตตามบริษัทที่ลงทุนไป

ความวุ่นวายและเวลาที่คนใช้ในตลาดหุ้นจะน้อยลง ทุกคนมีเวลาไปทำในสิ่งที่ตนเองรักได้มากขึ้น ในขณะที่สามารถสร้างความมั่งคั่งทางการเงินไปควบคู่กันได้ครับ

ซึ่งนั่นก็เป็นสิ่งหนึ่งที่พวกเราชาว Jitta อยากให้เกิดขึ้นครับ แต่ในความเป็นจริง คงจะยากที่จะเป็นไปได้ครับ เพราะยังไงก็ไม่มีทางที่คนจะใช้ Jitta เพื่อลงทุนทุกคน และต่อให้ใช้ทุกคนจริงๆ ความโลภ ความกลัว ข่าวสารอื่นๆที่แต่ละคนมีก็ไม่เท่ากัน ทำให้การตัดสินใจซื้อขายหุ้นแทบจะไม่ทีทางเป็นไปในทางเดียวกันได้ในระยะสั้นครับ

แต่ยังไงในระยะยาวแล้ว เชื่อว่า Jitta น่าจะช่วยทำให้ราคาหุ้นเข้าใกล้กับมูลค่าที่แท้จริงมากขึ้นและเร็วขึ้นกว่าสมัยก่อนแน่นอนครับ (เหมือนที่ internet และ excel ช่วยให้เราเข้าถึงข้อมูลทางการเงินและคำนวณค่าต่างๆได้เร็วขึ้น)

7. Zero to One

สุดท้ายก็อยากจะบอกว่า Jitta นั้นถือว่าเป็น “Zero to One” คือ การสร้างสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนบนโลกนี้ ดังนั้นผมเชื่อว่า Jitta จะค่อยๆเติบโตไปเรื่อยๆ ค่อยๆเรียนรู้และพัฒนาตนเองไปพร้อมๆกับผู้ใช้งาน Jitta ทุกคนครับ

และในวันนึงโลกใบนี้ users จะเป็นผู้กำหนดแนวทางการใช้งาน Jitta ให้เหมาะสมกับตนเองได้เองครับว่าจะใช้ทำอะไร เหมือนกับที่แต่ละคนมีวิธีใช้งาน Google, Facebook, Youtube ที่แตกต่างกันตามความชอบและนิสัยของตนเองครับ

ดังนั้นสิ่งที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนั้น ก็ไม่รู้ว่าอนาคตจริงๆจะเป็นไปตามนั้นหรือเปล่านะครับ Jitta จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรแค่ไหน ก็คงยังไม่มีใครตอบได้ เมื่อคนใช้งาน Jitta มากๆ ประสิทธิภาพจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงมากน้อยแค่ไหน ก็คงไม่มีใครรู้จริงๆ

แต่สิ่งที่พวกเราทีมงาน Jitta รู้แน่ๆก็คือ พวกเรามีความสุขในทุกวันกับการได้รับรู้ว่า Jitta ทำประโยชน์ให้กับคนที่เรารักมากขึ้นเรื่อยๆ และก็สนุกในการได้คอยติดตามดูว่า Jitta จะเติบโตไปในอนาคตอย่างไร จะสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรให้เกิดขึ้นบ้าง

แค่ความรู้สึกเหล่านี้ก็คุ้มค่าแล้ว ในการที่พวกเราได้สร้าง Jitta ให้เกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ครับ

Jitta: Our Mission and Vision

We received a very interesting question about Jitta’s vision and the effect of the increased amount of users of Jitta, so I’d like to casually address them in this post.

We received a very interesting question about Jitta’s vision and the effect of the increased amount of users of Jitta, so I’d like to casually address them in this post.

Actually, our team has always been discussing these issues, about our vision, mission, and what will happen to the world of investment if we have increasing users. Nobody really knows what will happen in the future, but as of now, we can see that Jitta’s entrance has altered the field of investment quite a bit.

Especially increasing investors’ awareness of Warren Buffet’s investment philosophies, and the fact that some investors have actually admitted to getting bitten in the butt by new technologies -how the new-generation investors have made use of these technologies like Jitta to analyze data that would have taken ten years to go through in the past.

(Although us new-generation cannot match the mature investors in experience, we are still able to understand and choose the same good and inexpensive stocks, in addition to being emotionally stable when we see stock prices dive, while the fundamentals are still strong. We have frameworks and plans to manage our investments effectively as well)

This is a fun and exciting time for us as well -to see and wait on the edge of our seats of how Jitta will grow and how it will affect the world of investment. I imagine it’s probably the same feeling teams such as Google and Facebook experience in their beginning stages… how will their creations change the world?

Another challenging statement is this: “Silicon Valley has changed the world but not yet Wall Street.” Of course, our challenge and our dream is to see how Jitta can change the stock markets in the world.

After starting operations for a year or so, and talking to many users, we have established these mindsets:

1. Jitta’s Mission

Jitta was created under the perspective that investing is not a difficult task, and it shouldn’t be something we should constantly be busy with. The reason people are so busy and fixated is because the stock market contains so many factors that create these issues.

So if this world didn’t have a stock market, the investing in businesses must revert back to the basics of analyzing the information, the asset’s quality, and only invest when we are sure that we are investing in a good asset for a lower price that it should have.

This simple mindset is enough to build your wealth if you truly understand and know how to apply it.

Therefore, the main mission of Jitta is to help investors create good returns through simple methods.

What we emphasize is simplicity -because there really is no use for yet another method that is difficult to use. There are plenty of those already.

Saving investors’ time is part of the simplicity that we talk about, because presently, many Jitta users use Jitta to quickly screen for stocks, and then later go read the financial statements and other information in further detail.

2. Jitta’s Vision

Our vision for Jitta is to become a standard for investment in the world. We envision that one day, the many figures on Jitta, such as Jitta Score, Jitta Line, and others will be figures that investors use as references, standards, and to apply to their own investments.

For example, the Dow Jones index which is used as a reference to the stock market movements; even though the person who came up with it is no longer on this earth, the Dow Jones index appears on the news every day.

Also, we can see that there are many technical figures that are used and widely accepted by investors, such as MACD, EMA, RSI, and Fibo, while there are no such figures used in the field of VI (widely accepted ones, that is). Because analyzing companies is quite a complicated task that requires studying many financial figures, and constantly updating them from the financial statements each trimester, making it very difficult for anyone to compile such figures for every company and create a standard.

Therefore, in the future, Jitta’s would like to grow in this direction; gradually teach people the basics and approach to use our figures (Jitta’s Score, Jitta’s Line, Jitta’s Factor, Jitta’s Signs, etc.) and adapt them to their own investing methods, and refer to these values as something everyone will understand (for example, if you say that this stock has a Jitta Score of 8, then people will understand immediately that this is a good company).

In addition, we aim to gradually increase the number of stocks from different countries, because one of the advantages of Jitta’s is that we can easily apply our standardized figures and calculations to stocks in other countries. For example, if we added stocks listed in Japan to our system, you can easily see which ones are attractive and which companies are eye great companies. If you visit the Factsheet, you will also know which figures to look at and where, because it would be in the same format.

Once we are able to accomplish this, Jitta’s will become the standard and reference that everyone in the world uses and understands, which is a very challenging task that might need tens of years to achieve. But when that day comes, we will surely be extremely happy that we took parts in creating and helping share Jitta’s around the world.

And the most important part of our vision is to know that Jitta’s will still be there to help investors for, even if all of us are long gone. We believe that it is a beautiful thing to create something of value for our predecessors, our children, to the people who come after us.

3. Using Jitta

From our mission and vision, you will know that Jitta’s aims to let people apply our different values and figures as a reference to their own investment styles to make their investments easier and yield better returns.

How you use Jitta is up to you. Some might invest according to the Jitta Ranking, some might use Jitta to scan for stocks and then study them in detail again later, some might use it to assess the risk in each stock and then use other technical methods to determine when to buy/sell, or some might use Jitta when investing in turnaround stocks.

The good part is, no matter which way you use Jitta to make profits, you can always learn from it and use it as a standard in investing, enabling you to repeat and scale your investments continuously.

4. Main users of Jitta

If you look at our mission and vision, you will know that any investor can use and adapt our system to their own investment style and experience. We do not limit our target to any specific group.

Speaking of experience, for those who do not have any prior investing experience can also use Jitta to study investing further, and to minimize the chances of losing money from investing in the first time round.

For others who have been in the market for quite some time, Jitta can serve as a reference and as a filter for stocks, and a quick indicator of quality and value, so that investors can quickly filter stocks and study more deeply in detail later.

And for the investors with vast experience in the field, Jitta’s can help you expand your investment territory in other markets outside of your countries, and allow you to view data in the same format with any market in the world.

5. Investing based on Jitta Ranking

Actually, Jitta Ranking was created to prove that the Jitta Score and Jitta Line were methodologically created and are really applicable in investment. Because by just simply investing in the Top 5 Jitta Rankers under the simplest method of buying and selling once per year, we can beat the market’s return.

But the real strategy that we recommend in using Jitta is the investment principle of Warren Buffet: investing in good businesses at reasonable prices, as written in Invest with Jitta.

From what we found, many investors have used Jitta in referencing and filtering stocks and then deciding for themselves rather than following the Jitta Top Rankers alone. Many have had better returns, because the method we show with Jitta Ranking is the easiest, simplest method: buying and selling every 12 months (actual,y if you buy and sell every 6 months, you would get even better returns because you can get rid of stocks whose statements aren’t so great. The reason that we don’t do this is because our purpose was just to prove that we can beat the market with even the simplest method, not to yield higher returns with the cost of complications)

But for those who want to invest based on just the Jitta Ranking, I still believe that you can get good returns that beat the market in the same period of time.

The key is “in the same period of time,” because based on the Jitta Ranking, you’d need to hold the stocks for 12 months and then sell, and so to compare, you’d have to compare results with the market index during that same period. And from what we have proven, we found that no matter at which point in time, investing in her Jitta Top Rankers, and trading every 12 months, the returns always beat the market.

This is because Jitta clearly distinguishes quality stocks and their values so that we can easily decide; and the Jitta Ranking changes every day depending on the fluctuating stock prices, as the higher the prices rise, the less attractive those stocks become.

This makes it almost impossible for the people who use the Top 5 Jitta Ranking to invest to buy the same stocks everyday, because if today there are many who buy stocks A, B, C, D, E, tomorrow these stocks would be pushed from the Top 5 while other stocks would replace them in ranks.

Therefore, the Jitta Ranking at any point in time is the ranking of stocks at that moment, making the Top 5 Rankers stocks that are most attractive to invest in (calculated from the quality and value compared to their prices). So holding them for 12 months will surely yield better returns than the index, which includes tons of other ill-performing stocks during the same period.

And another layer of protection is this: if so many people buy A, B, C, D, E, until their prices are driven up too highly, there won’t be too many who will buy them after that surely, , thus minimizing the chance of making a loss and so returns would still be higher than the market in the same period.

This method is different from the other existing ones where they tell you to buy a list of stocks, without any explanation for investors to analyze and decide, and without knowing whether the list they received is updated or not, whether the prices are now too high. The later comers would then have high chances of losing profits and decreasing their returns.

6. What will happen when many people use Jitta

In terms of return from investing based on Jitta Top Ranking, we don’t think there will be a problem with beating the market, as explained earlier.

For those who decide to invest on their own while applying Jitta’s information to their methods, success really depends on personal skill and the chosen methods. But the main takeaway would be that most investors (and their capital) in the world have great confidence in Jitta.

What this will bring about is the “ideal world of investment.” It will be as though there are no stock markets. The gap between the stock price and the company value would become much narrower, and the stock prices will always fall close to the Jitta Line.

This will decrease the chances of profiting through speculation, and eliminate insider trading because nobody would go buy the stocks whose prices exceed the suitable value by much. Investing would be much more reasonable and everyone would invest with the perspective of investing in good businesses, letting their port grow with these companies.

The hassle and time spent with the stock market would decrease, and everyone would have more time to spend on doing the things they love, while also building their wealth.

This is what we Jitta folks hope to have happened, but in reality, it will probably be too difficult because there is no way that everyone will adopt Jitta, and even if they do, greed and fear from various news and information that different people receive will make them decide differently in the short run.

But anyhow, in the long run, we believe that Jitta will bring stock prices closer to the suitable values much faster than in the past (just like the way the Internet and Excel have sped up our information and analysis process).

7. Zero to One

Lastly, we would like to define Jitta as a “Zero to One” entity, which means that it is something that has never existed before in this world, and so I believe that it will gradually grow and evolve with its users. And one day, the world (users) will be the one that dictates how Jitta is being used, just like the different ways in which we use Google, Facebook, and YouTube according to our own needs.

Having said all this, we still don’t know what will happen in the future, how much change Jitta will bring about, or what will happen to Jitta’s capacity when the large public adopts it… These are things that only time will tell.

The thing that we do know, is this: every day we are happy to know that we are creating something that helps and benefit others, and we have fun in developing and waiting to see which direction Jitta will be headed, and the changes that it will bring about.

# 4 : Learning from your past investments

สิ่งสำคัญที่จะทำให้เราพัฒนาการลงทุนได้ดีขึ้นเรื่อยๆก็คือ การเรียนรู้อย่างไม่สิ้นสุด โดยเฉพาะการเรียนรู้และหาคำตอบให้ได้ว่า การลงทุนของเราที่ผ่านมาทั้งหมดนั้น ทำไมถึงกำไร ทำไมถึงขาดทุน องค์ประกอบ ปัจจัยแต่ละอย่างที่ทำให้เรากำไรหรือขาดทุน มีอะไรบ้าง เพื่อนำมาปรับปรุงให้การลงทุนครั้งใหม่ของเราดีขึ้น มีโอกาสขาดทุนน้อยลง และ มีโอกาสได้กำไรมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นเองครับ

สิ่งสำคัญที่จะทำให้เราพัฒนาการลงทุนได้ดีขึ้นเรื่อยๆก็คือ การเรียนรู้อย่างไม่สิ้นสุด โดยเฉพาะการเรียนรู้และหาคำตอบให้ได้ว่า การลงทุนของเราที่ผ่านมาทั้งหมดนั้น ทำไมถึงกำไร ทำไมถึงขาดทุน องค์ประกอบ ปัจจัยแต่ละอย่างที่ทำให้เรากำไรหรือขาดทุน มีอะไรบ้าง เพื่อนำมาปรับปรุงให้การลงทุนครั้งใหม่ของเราดีขึ้น มีโอกาสขาดทุนน้อยลง และ มีโอกาสได้กำไรมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นเองครับ

ผมเคยมีพูดไว้ใน Jitta 101 แล้วครับว่า ถ้าหากเราต้องการสร้างความมั่งคั่งจากการลงทุนแล้วล่ะก็ เราจะต้องหาวิธีหรือรูปแบบในการทำกำไรให้ได้ และ วิธีนั้นจะต้อง

  • Repeatable : คือ เมื่อเงื่อนไขเหมือนเดิม ควรจะต้องทำกำไรซ้ำได้ทุกครั้ง (หรือเกือบทุกครั้ง)
  • Scalable : คือ เมื่อมีเงินมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ยังสามารถใช้วิธีเดิมในการทำกำไรได้ ทำให้ความมั่งคั่งเติบโตได้เรื่อยๆ

ฟังดูง่ายครับ แต่นี่คือ สิ่งที่หลายๆคนไม่เคยได้ทำและคิดทบทวนเลย เพราะคนจำนวนมากมองตลาดหุ้นเป็นเรื่องของการเสี่ยงโชค หรือ เรื่องของการเล่นตามข่าววงใน ทำให้เมื่อมีกำไรก็ดีใจ เมื่อขาดทุนก็เสียใจ แค่นั้น แต่ไม่เคยมานั่งวิเคราะห์เลยว่า จะทำยังไงให้ได้กำไรตลอด

ดังนั้นใน Jitta Portfolio จึงได้มีฟังค์ชั่นที่เน้นออกแบบมา เพื่อให้เราได้เรียนรู้และพัฒนากลยุทธ์การลงทุนของเราให้ดีขึ้นได้เสมอ ดังนี้

1. Gainer/Loser

เป็นหนึ่งในข้อมูลสำคัญที่อยู่ในหน้า Statistic จะแสดงให้เราเห็นว่า ตั้งแต่ที่เราลงทุนมาทั้งหมดนั้น เราได้กำไรกี่ครั้ง ขาดทุนกี่ครั้ง และเมื่อคิดเป็น % แล้ว เรามีโอกาสได้กำไร (Winning Chance) กี่ครั้ง และขาดทุน (Loss Chance) กี่ครั้ง จากการลงทุน 100 ครั้ง (นับเฉพาะการลงทุนที่มีการซื้อขายจบหมดแล้ว เพื่อให้รับรู้กำไรขาดทุนที่ realized เรียบร้อยแล้วเท่านั้น)

จากรูปตัวอย่าง (ที่นำมาจากการลงทุนใน Jitta Ranking ตั้งแต่สิ้นปี 2008) ก็จะเห็นได้ว่า เราลงทุนไป 35 ครั้ง ได้กำไร 27 ครั้ง คิดเป็นโอกาสในการกำไร 77.1% และขาดทุน 8 ครั้ง คิดเป็นโอกาสในการขาดทุน 22.9% และครั้งที่กำไรและขาดทุนมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ หุ้นอะไร กำไรขาดทุนแค่ไหน

ซึ่งตามที่ Peter Lynch กล่าวไว้ก็คือ ในการลงทุนนั้น ควรจะต้องกำไรอย่างน้อย 6 ครั้ง จากการลงทุน 10 ครั้งครับ ซึ่งถ้าหากเราลงทุนแล้วได้มีโอกาสได้กำไรที่ 77.1% ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีแล้วครับ

นอกจากนั้นก็มีบอก Average Holding Period (หรือ ระยะเวลาในการถือหุ้นโดยเฉลี่ย) ของหุ้นที่เรากำไรและหุ้นที่เราขาดทุนไว้ด้วย เพื่อให้เรามองเห็นภาพว่า กลยุทธ์การถือหุ้นของเราที่ทำให้ได้กำไรนั้น อยู่ที่ประมาณกี่วัน

ซึ่งตัวอย่างที่ใช้มาจาก Jitta Ranking (ซื้อหุ้นแล้วถือไป 12 เดือน) ดังนั้นตัวเลขเลยอยู่ที่ประมาณ 365 วันทั้งฝั่งกำไรและฝั่งขาดทุนครับ แต่ถ้าหากใครที่มีกลยุทธ์การซื้อขายแบบอื่นๆ ตัวเลขนี้ก็จะสะท้อนให้เห็นได้ว่า ระยะเวลาแค่ไหนที่เราลงทุนไปแล้วจะได้กำไรสูงๆครับ

และถ้าหากใครที่ต้องการเข้าไปดูรายละเอียดมากขึ้นว่า ในอดีตที่ผ่านมาทั้งหมด เราทำกำไรได้จากหุ้นตัวไหน และ ขาดทุนจากหุ้นตัวไหนบ้าง ก็สามารถคลิกที่ Gainer หรือ Loser ได้เลย ทาง Jitta Portfolio ก็จะแสดงรายละเอียดของหุ้นที่เรากำไร หรือ ขาดทุน ทั้งหมดออกมาให้เราได้นำไปวิเคราะห์ต่อได้ทันทีครับ

2. Notes

ใน Jitta Portfolio จะมีให้เราสามารถใส่ข้อความเข้าไปในทุก transactions ของเราได้ ดังนั้นเมื่อเราได้กำไร หรือ ขาดทุน และเข้าใจว่าเพราะอะไรถึงเป็นแบบนั้น ก็สามารถบันทึกไว้ได้ตลอด โดยเฉพาะการลงทุนครั้งที่ทำให้เรากำไรมากๆหรือขาดทุนมากๆ เราควรจะเขียนให้ละเอียดและเก็บเป็นบรรทัดฐานไว้ เมื่อเรากลับมาอ่านทบทวนบ่อยๆ ก็จะทำให้เราตัดสินใจลงทุนได้ดีขึ้นแน่นอนครับ

ถ้าเมื่อไหร่ที่เรากำไรมากๆ แล้วไม่สามารถอธิบายได้ แสดงว่ากำไรที่ได้มาน่าจะเป็นเพราะโชคช่วยมากกว่าทักษะในการลงทุนครับ และในกรณีที่เราขาดทุนมากๆแล้วไม่สามารถอธิบายได้ ก็เป็นเพราะว่าเราขาดทักษะหรือตัดสินใจบางอย่างผิดไป ไม่ใช่เพราะว่าโชคร้ายครับ

3. Transaction History

สำหรับใครที่อยากดูประวัติการลงทุนทั้งหมดของตนเอง Jitta Portfolio ก็จะมี Transaction History ให้กลับมาย้อนดูเป็นรายปีได้เลยครับว่า เกิดอะไรขึ้นกับการลงทุนของเราบ้าง ปีไหนที่เราขาดทุนหนักๆ เป็นเพราะเราไปลงทุนพลาดในหุ้นอะไร ก็เข้าไปดู ไปอ่าน Note ที่เราเขียนบันทึกไว้ได้เลยครับ
ทั้งนี้ Transaction History ก็จะเลือกมุมมองได้ 2 แบบ คือ

All Transactions : มุมมองประวัติการซื้อขายหุ้นทั้งหมดของเรา เรียงตามลำดับการซื้อขายปรกติ

Profil/Loss : มุมมองประวัติการซื้อขายหุ้น เป็นรายหุ้น

เพื่อให้เราทราบว่าเราได้กำไรหรือขาดทุนจากหุ้นตัวไหน มากน้อยแค่ไหน

(และในหน้า Transaction นี้ ก็มีให้เลือก Advanced Mode ได้ สำหรับใครที่ต้องการจะเพิ่มเติมหรือแก้ไขข้อมูลต่างๆอย่างรวดเร็วครับ)

ดังนี้แล้ว ถ้าหากเราบันทึกประวัติการลงทุนของเรามาเรื่อยๆ เราก็จะสามารถกลับเข้ามาเรียนรู้ หาข้อดีข้อเสีย ข้อผิดพลาดในการลงทุนของเราได้ง่ายๆตลอดเวลาใน Jitta Portfolio ครับ

ผมก็ขอจบบทความ Jitta Portfolio Series ไว้เพียงเท่านี้นะครับ ใครที่ยังไม่ได้อ่านบทความครั้งก่อนๆของ Jitta Portfolio ก็เข้าไปอ่านได้ที่

Jitta Portfolio Series # 1 : Portfolio Management
http://library.jitta.com/th/article/jitta-portfolio-series-1-portfolio-management

Jitta Portfolio Series # 2 : Asset Allocation
http://library.jitta.com/th/article/jitta-portfolio-series-2-asset-allocation

Jitta Portfolio Series # 3 : Tracking Your Results
https://library.jitta.com/th/article/jitta-portfolio-series-3-tracking-your-results

เมื่อศึกษาเรื่องการจัดการ การวัดผล และการปรับปรุง Portfolio ให้เข้าใจแล้ว ผมเชื่อว่าทุกคนจะสามารถเรียนรู้และพัฒนากลยุทธ์การลงทุนให้ดีขึ้นได้เรื่อยๆอย่างแน่นอนครับ

# 4 : Learning from your past investments

One thing that can help us improve our investment is continuous learning, especially finding explanations as to why our past investment has profited and lost, what were the components and factors for our success and failure in the past, so that we can improve our investments and decrease our chances of making a loss in the future.

One thing that can help us improve our investment is continuous learning, especially finding explanations as to why our past investment has profited and lost, what were the components and factors for our success and failure in the past, so that we can improve our investments and decrease our chances of making a loss in the future.

I have already mentioned this in Jitta 101 that if we want to build our wealth through investing, we have to find methods of making profits. These methods have to be:

  • Repeatable: if conditions are the same, the same method should be able to create profits every time (or almost every time)
  • Scalable: with more money, the same method should be able to create profits in the same manner

Sounds easy, but it is something many have overlooked or never practiced, because most people in the stock market view the whole thing as luck-based, or trading stocks from insider news. So when they profit, they’re happy, when they lose money, they’re sad -no analysis on how to profit continuously.

Therefore, Jitta Portfolio has created functions that help users improve and learn from their investment strategies.

1. Gainer / Loser

This is one of the important Statistics that tells us the amount of times we profit, ever since we started investing, and calculate the percentage of our Winning Chance (the opportunity for us to make profits) and Loss Chance. (Taking into account only the realized sales/purchases)

From the example (from the investing using Jitta Ranking since 2008), we will see that we invested 34 times, profiting 27 times; so the calculated chance of profit is 77.1%. We lost 8 times, so therefore, the loss chance is 22.9%. We can also see which are the top 3 stocks that have the highest profits and losses, and how much from each.

As Peter Lynch preached, in investment, you should profit at least 6 times from your 10-time investment. So if you have a 77.1% chance of profiting, it is considered to be quite good.

Apart from this, Jitta Portfolio also displays the Average Holding Period of the stocks that we profit and lose from, so that we can see the time period for when we made profits (i.e. around how many days), in which our example is the stocks from Jitta Ranking (holding them for 12 months); both profitable and non-profitable stocks are held around 365 days. But if somebody else has a different strategy in buying/selling stocks, this number will reflect the time period we invested that will yield the highest profit.

For those of you who want further details about how much we profit/lose and from which stocks in the past can click the Gainer/Loser icon on Jitta Portfolio. It will display this information.

2. Notes

In Jitta Portfolio, you can add in comments and notes in every transaction you make. So when you make profit/loss, you can see the reasons behind that, as you can record data constantly. Especially with times that we gained huge amounts or lose huge amounts, we should record the details so as to remind ourselves next time and improve our investment.

Whenever we make high profits but are unable to explain the cause, then perhaps this gain came from luck rather than skill. When we make huge losses and are unable to explain them, it shows that we lack skills or made a wrong decision (not because of bad luck).

3. Transaction History

For those who want to view their entire investment history, Jitta Portfolio has the Transaction History function for you to revert back and study each year carefully -what happened with your investment, which are the years we made losses, and why (we can read from our Notes).

Within Transaction History, we can view two types of information:

All Transactions : showing all of your transactions by order

Profit/Loss : showing your history of transactions by individual stocks, so that we will know how much profit/loss we made from each stock

(In addition, you can choose the Advanced mode on the Transaction page, for those who want to add or alter other information)

__

With all this, we would be able to record all our investment history, and can access them to learn, find strong and weak points in our investments in the Jitta Portfolio.

And that’s the end of our Jitta Portfolio Series! For those of you who haven’t read the previous ones, you can do so at these following links:

Jitta Portfolio Series # 1 : Portfolio Management

http://library.jitta.com/en/article/jitta-portfolio-series-1-portfolio-management

Jitta Portfolio Series # 2 : Asset Allocation

https://library.jitta.com/en/article/jitta-portfolio-series-2-asset-allocation

Jitta Portfolio Series # 3 : Tracking Your Results

https://library.jitta.com/en/article/jitta-portfolio-series-3-tracking-your-results

After studying up on how to manage, plan and improve your Portfolio, I have no doubt that everyone can learn from and improve their investment strategies for the future.

# 1 : Portfolio Management

ตามที่ผมได้สัญญาไว้นะครับว่า จะมาเขียนอธิบายเกี่ยวกับหลักการมองภาพรวมการลงทุนของเราในเชิง Portfolio เพื่อให้เราวิเคราะห์การลงทุนได้ถูกต้องมากยิ่งขึ้น และพร้อมกันนี้จะได้เข้าใจที่มาที่ไปและวิธีการใช้งาน Jitta Portfolio ไปด้วยในตัวครับ

ตามที่ผมได้สัญญาไว้นะครับว่า จะมาเขียนอธิบายเกี่ยวกับหลักการมองภาพรวมการลงทุนของเราในเชิง Portfolio เพื่อให้เราวิเคราะห์การลงทุนได้ถูกต้องมากยิ่งขึ้น และพร้อมกันนี้จะได้เข้าใจที่มาที่ไปและวิธีการใช้งาน Jitta Portfolio ไปด้วยในตัวครับ

(ใครที่ยังไม่ได้เข้าไปลองใช้งาน Jitta Portfolio สามารถเข้าไปใช้งานได้ที่ www.jitta.com/portfolio)

ทั้งนี้ตัวอย่าง Portfolio ที่ผมนำมาใช้อธิบายในครั้งนี้ คือ พอร์ตการลงทุนตาม Jitta Ranking Top 5 หรือ Jitta Ranking Top 10 ตั้งแต่สิ้นปี 2008 เป็นต้นมานะครับ (เลือกแบบ random นะครับ ไม่ได้มีหลักการว่าทำไมปีนี้เลือก Top 5 ทำไมปีนี้เลือก Top 10) และทำการซื้อขายแค่ปีละ 1 ครั้ง ตามหลักการของ Jitta Ranking ปรกติครับ

ซึ่งภาพ Portfolio ตัวอย่างนั้นก็คือ Portfolio ณ ปัจจุบัน โดยเลือกซื้อตาม Jitta Ranking Top 10 ของสิ้นปี 2013 โดยซื้อเฉลี่ยทุกตัวเท่าๆกันตัวละ 10% และถือมาเรื่อยๆจนถึงปัจจุบัน (10 Nov 2014) ซึ่งโดยหลักการลงทุนที่ดีแล้ว มีเรื่องที่เราควรจะต้องเรียนรู้ดังนี้ครับ

1. ให้มองผลตอบแทนรวมของพอร์ตการลงทุนแบบ YTD (Year To Date)

จะเห็นว่าในหน้า Summary ของ Jitta Portfolio นั้น ในส่วนของ Tab Performance นั้น หน้าตาก็จะคล้ายๆกับพอร์ตที่เราเห็นได้ทั่วไป ซึ่งถือว่าเป็นรูปแบบของพอร์ตพื้นฐาน ที่ให้เราเห็นว่า หุ้นแต่ละตัวที่เราลงทุนไปนั้นได้ผลตอบแทนกลับมาเท่าไหร่บ้าง และโดยรวมทั้งพอร์ตนั้น เรากำไรขาดทุนอยู่เท่าไหร่ (ตรง Gain และ Gain %)

ซึ่งจะเห็นว่าจากทั้งหมด 10 ตัวในพอร์ตนั้น มีหุ้นที่กำไรเกิน 20% อยู่ 6 ตัว หุ้นที่กำไรน้อยกว่า 20% อยู่ 3 ตัว และหุ้นที่ขาดทุน 4.28% อยู่ 1 ตัว

ข้อมูลเพียงแค่นี้บอกอะไรเราไม่ได้มากเกี่ยวกับความสามารถในการลงทุนของเรา เพราะสิ่งที่ขาดไปคือ ช่วงเวลาที่เราลงทุนในหุ้นแต่ละตัวครับ เพราะอย่าลืมว่าเวลาเราวัดผลตอบแทนการลงทุนนั้น เราจะต้องคิดเป็นรายปี และ นำไปเทียบกับ ผลตอบแทนรายปีของการลงทุนอื่นๆ เช่น ฝากธนาคาร หรือ ซื้อพันธบัตร หรือ ผลตอบแทนรวมของตลาด เป็นต้น

เช่น สมมติว่า หุ้นตัวที่เราได้กำไร 55.42% นั้น เราซื้อและถือมานาน 5 ปีแล้ว เท่ากับว่าเราได้ผลตอบแทนทบต้นต่อปีเพียงแค่ 9.22% เท่านั้นเอง หรือ ถ้าหากว่าถือมานาน 3 ปี ผลตอบแทนทบต้นก็จะเท่ากับ 15.83% ต่อปี (ซึ่งถ้าเป้าหมายการลงทุนของเราอยู่ที่ 20% ต่อปี ก็ถือว่า เราทำได้ต่ำกว่าเป้าหมายพอสมควร)

ดังนั้นการที่รู้แค่ Total Gain ว่าได้กำไรนั้น เป็นเพียงภาพลวงให้เราดีใจว่าเราได้กำไร แต่ไม่ได้บ่งบอกความสามารถที่แท้จริงว่า เราลงทุนได้ดีแค่ไหน และ ผลตอบแทนที่ได้รับ เป็นไปตามแผนการลงทุนของเราหรือเปล่า เมื่อวัดผลไม่ได้ ก็ ไม่สามารถทำให้เราเรียนรู้อะไรจากการลงทุนได้เลย

เพื่อแก้ไขปัญหานี้ Jitta Portfolio จึงมีตัวเลข YTD (Year To Date) Return อยู่ทางด้านซ้ายบนเสมอ เพื่อให้เราได้เห็นผลตอบแทนการลงทุนของเราชัดเจนขึ้นว่า ตั้งแต่ต้นปีมานั้นผลตอบแทนการลงทุนของเราอยู่ที่กี่เปอร์เซ็นต์ อย่างในกรณีตัวอย่าง YTD Return ของปี 2014 ของพอร์ตนี้อยู่ที่ 28.19%

เมื่อเทียบกับดัชนี SET 50 ที่มีผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ 18.98% ก็ถือว่าเราทำได้ดีว่าตลาดเกือบๆ 10% ซึ่งถือได้ว่าค่อนข้างดีทีเดียวครับ

ถ้าเป้าหมายการลงทุนของเราอยู่ที่ 20% ต่อปี ก็ถือว่าเราทำได้ดีกว่าเป้าหมายเกือบๆ 10% เช่นเดียวกัน ซึ่งก็ถือว่าทำได้ดีเช่นเดียวกัน

การคิดตัวเลขผลตอบแทน YTD Return นั้น ก็คิดโดยวัดจากต้นปีว่ามี Total Asset เท่าไหร่ (นับจากราคาหุ้นสุดท้าย ณ วันสิ้นปีที่แล้ว) และปัจจุบันมี Current Asset เท่าไหร่ (ราคาหุ้น ณ ปัจจุบัน) ก็จะทำให้เราเห็นภาพการลงทุนของปีนี้ได้ทันที โดยไม่เกี่ยวข้องว่า ถือหุ้นแต่ละตัวมากี่ปี หรือ กี่เดือนแล้วครับ

ซึ่งการที่เรามีตัวเลข YTD Return นี้ จะทำให้ชีวิตเราไม่ตื่นเต้นวุ่นวายกับการลงทุนมากจนเกินไป เพราะเราจะไม่ไปวุ่นวายกับราคาหุ้นที่วิ่งขึ้นลงในแต่ละวันของหุ้นแต่ละตัวมากมายนัก หุ้นตัวไหนได้กำไรมาก หุ้นตัวไหนขาดทุนมาก ก็ไม่ค่อยมีผลอะไรกับสภาวะอารมณ์เราเท่าไหร่ เพราะตราบเท่าที่ตัวเลข YTD Return ยังคงชนะเป้าหมายที่เราตั้งไว้ในแต่ละปี เราก็ยังคงมีความสุขเสมอครับ

และเมื่อสภาวะทางอารมณ์ของเรานิ่งแล้ว เราจะมองการขาดทุนในหุ้นบางตัวเป็นเรื่องปรกติ และเป็นบทเรียนให้เราได้เรียนรู้และค้นหาว่า ทำไมเราถึงขาดทุน มีอะไรที่เราทำพลาดไปบ้าง เพื่อใช้ในการพัฒนารูปแบบกลยุทธ์การลงทุนของเราต่อไปครับ

2. ให้แยกเงินสดเพื่อการลงทุน (Cash for investment) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตการลงทุนเสมอ

สำหรับนักลงทุนนั้น สิ่งหนึ่งที่ควรจะทำให้ชัดเจนก็คือ การแยกบัญชีใช้จ่ายส่วนตัว ออกจากบัญชีการลงทุนให้ชัดเจนครับ เพื่อที่เราจะได้สามารถคำนวณผลตอบแทนการลงทุนของเราได้ถูกต้อง

จะเห็นว่าด้านล่างของ Jitta Portfolio จะมี Cash อยู่ด้วยเสมอ และ Total Portfolio ก็จะรวม Cash เข้าไปด้วย เพราะถือเป็นทรัพย์สินหนึ่งที่เราถือไว้ด้วยนอกจากหุ้นครับ ดังนั้นเวลาคำนวณผลตอบแทนการลงทุนก็ต้องคิดรวมจากทรัพย์สินทั้งหมดครับ

สมมติว่า เรามีเงินลงทุนทั้งหมด 1,000,000 บาท แล้วเรานำเงิน 300,000 บาทไปซื้อหุ้น และได้กำไรกลับมา 150,000 บาท เราอาจจะดีใจว่าได้กำไรกลับมา 50% จากการซื้อหุ้น แต่ในความเป็นจริงแล้วเมื่อมองในรูปผลตอบแทนรวมของทรัพย์สินทั้งหมด เราทำกำไรได้เพียงแค่ 15% เท่านั้นเอง

ดังนั้นการวม Cash เข้าไปอยู่ใน AUM (Asset Under Management) ด้วย ก็จะทำให้ผลตอบแทนรายปีตรง YTD Return นั้น แม่นยำและสะท้อนภาพของความเป็นจริงของการลงทุนได้มากขึ้นครับ

ทาง Jitta Portfolio ก็จะมีให้เราทำการ Deposit/Withdraw เงินสด เข้าออกจากพอร์ตการลงทุนเสมอ เพื่อให้สามารถคิดผลตอบแทนที่เราทำได้ทุกปีอย่างถูกต้อง และในหน้า Transaction เองก็จะแสดงรายการ Deposit/Withdraw เอาไว้เสมอ เพื่อให้เราย้อนกลับมาดูได้ว่า เราใส่เงินเพิ่มหรือถอนออกไปเท่าไหร่ เมื่อไหร่ครับ

อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญก็คือ ด้วยการวางแผนการลงทุนและการกำหนดรูปแบบเงินเข้าออกที่ชัดเจน จะทำให้เราสามารถนำเงินกำไรที่ทำได้ออกไปใช้จ่ายส่วนตัวได้ง่ายขึ้นครับ เช่น ถ้าหากปรกติเราตั้งเป้าหมายการลงทุนที่ 20% ต่อปี ถ้าหากปีไหนทำได้ 35% ก็เท่ากับว่า ตอนสิ้นปีเราสามารถนำกำไร 15% ที่ทำเกินกว่าเป้าหมายออกไปใช้ได้ครับ และเราก็บันทึกใน Note ว่า เป็นเงินโบนัสจากกำไรที่ทำได้มากกว่า 20%

เมื่อทำดังนี้แล้ว เราก็จะลงทุนอย่างมีความสุข อีกเช่นเคยครับ และก็จะสนุกกับการท้าทายให้ตัวเองลงทุนชนะเป้าหมายการลงทุนทุกปีครับ

3. มองความแข็งแกร่งของพอร์ตการลงทุนแบบนักธุรกิจ

ตามที่ Warren Buffett บอกไว้ครับว่า “อะไรที่สมเหตุสมผลในธุรกิจ ก็จะสมเหตุสมผลในการลงทุน” ดังนั้นเวลาที่เราจะทำการปรับเปลี่ยนการลงทุนใดๆก็ตาม ควรจะทำด้วยมุมมองทางธุรกิจเสมอๆครับ

คนส่วนมากที่ขาดทุนจากตลาดหุ้นนั้นก็เพราะ เวลาขายหุ้นก็มักจะขายหุ้นดีๆที่มีกำไรสูงในพอร์ตออกไปก่อนเสมอๆ และทำการเก็บหุ้นแย่ๆที่ขาดทุนๆเอาไว้ ทำให้สุดท้ายแล้วเงินก็จะจมอยู่ในหุ้นที่แย่ๆที่ราคาลดลงเรื่อยๆครับ (และหุ้นดีๆที่ขายออกไป ราคาก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆอย่างน่าเจ็บใจ T_T)

ที่เป็นแบบนี้ส่วนหนึ่งก็เพราะว่า คนทั่วไปจะเห็นเพียงแค่ราคาหุ้น ต้นทุน กำไร ในพอร์ตของตนเพียงแค่นั้น แต่ไม่ได้มีข้อมูลที่สำคัญอื่นๆมาช่วยให้วิเคราะห์การลงทุนได้ดีขึ้นครับว่า จะซื้อ ถือ หรือ ขาย หุ้นตัวไหนออกไปดี

ดังนั้น Jitta Portfolio จึงมีการแสดงข้อมูลทางคุณภาพและมูลค่าที่เหมาะสมของทั้งพอร์ตและของหุ้นแต่ละตัวให้เราได้รู้ว่าเมื่อไหร่ที่ควรจะต้องพิจารณาปรับพอร์ต และ ควรจะต้องปรับพอร์ตโดยการขายหุ้นตัวไหนออกไปครับ

จากรูปของพอร์ตตัวอย่าง จะเห็นว่า ในหน้า Summary ทางด้านขวาบนจะมีบอก Jitta Score ของพอร์ตโดยรวมว่าเท่ากับ 7.07 และ มูลค่าตลาดโดยรวมของพอร์ตอยู่ต่ำกว่ามูลค่าที่เหมาะสมที่แท้จริงอยู่ 37.48% (37.48% Below Jitta Line)

ซึ่งหลักการคิดวิเคราะห์ Jitta Score, Jitta Line ของพอร์ตนั้น ก็ใช้หลักการประหนึ่งว่า เราคือ บริษัทแม่ที่ถือหุ้นในบริษัทลูกอยู่หลายๆแห่ง ในสัดส่วนที่แตกต่างกันครับ

ดังนั้นเราก็จะสามารถเห็นความแข็งแกร่งโดยรวมของพอร์ตการลงทุนเราได้ง่ายๆเลยครับ และเราควรจะพยายามปรับพอร์ตโดยให้ Jitta Score, Jitta Line ของเราอยู่ในเกณฑ์ความแข็งแกร่งที่เราต้องการ เช่น Jitta Score มากกว่า 7 และ Below Jitte Line มากกว่า 10% อยู่ตลอดเวลา

เมื่อไหร่ที่ Jitta Score ของพอร์ตเราลดลงเหลือแค่ 6.1 หรือว่า มูลค่าพอร์ตเรา 5% Above Jitta Line ไปแล้ว นั่นเป็นสัญญาณเตือนง่ายๆว่า ถึงเวลาที่เราควรจะต้องมาพิจารณาปรับพอร์ตได้แล้วครับ

แล้วจะปรับพอร์ตยังไงล่ะ ด้วย Jitta Portfolio ก็ง่ายมากครับ เพราะว่าเรามี Tab Fundamental ที่ให้เราใช้ดูพื้นฐานของหุ้นแต่ละบริษัท (Jitta Score, Jitta Factor) และราคาถูกแพงของหุ้นแต่ละตัว (Above/Below Jitta Line) ได้ง่ายๆเลยครับ

ดังนั้นจากตัวอย่างด้านบน ถ้าหากว่าพอร์ตเรากลายเป็น Jitta Score 6.1 และ 5% Above Jitta Line ถ้าหากเราอยากปรับพอร์ตให้กลับมาอยู่ในกลยุทธ์ที่เราต้องการคือ Jitta Score มากกว่า 7 และ Below Jitta Line มากกว่า 10% เราก็แค่ขายหุ้นที่ Jitta Score ต่ำๆและราคาสูงกว่า Jitta Line แล้วออกไป พร้อมทั้งไปซื้อหุ้นตัวใหม่ที่ Jitta Score มากกว่า 7 และราคาต่ำกว่า 10% Below Jitta Line เข้ามานั่นเองครับ

ฟังดูแล้วเหมือนง่ายนะครับ แต่สมัยก่อนที่ไม่มี Jitta งานนี้เป็นงานที่หนักเอาการทีเดียวครับ และต้องใช้จินตนาการขั้นสูงมากเลยทีเดียว (บวกกับต้องนั่งทำ visualize ตัวเลขต่างๆใน excel เองด้วยนะครับ)

นอกจากนี้จะเห็นว่า ต่อให้พอร์ตของเราไม่มีสัญญาณร้ายใดๆให้ปรับพอร์ตตามแนวทางด้านบน เราก็สามารถพิจารณาปรับหุ้นรายตัวออกไป เพื่อปรับพอร์ตให้แข็งแกร่งในมุมที่เราต้องการก็ได้ เพราะ Jitta Portfolio จะแสดงค่า Jitta Score, Jitta Factor, Jitta Line ของหุ้นรายตัว ให้เราดู 3 ช่วงเวลาด้วยกันคือ วันที่เราเริ่มลงทุน ไตรมาสที่ผ่านมา และ ณ ปัจจุบัน

ดังนั้นถ้าหากเราเห็นหุ้นตัวไหนที่ Jitta Score หรือ Jitta Factor เริ่มลดลง และราคาเริ่มแพงแล้ว เราก็อาจจะพิจารณาขายหุ้นตัวนั้นออกไปก็ได้ครับ

หรือถ้าหากเราอยากจะเน้นให้บริษัทแม่ (พอร์ตรวมของเรา) มีการเติบโตและมีความสามารถในการแข่งขันที่สูง เราก็ควรจะเลือกปรับพอร์ต โดยพยายามขายหุ้นที่มี Growth Opportinity และ Competitive Advantage ต่ำๆออกไป แล้วซื้อหุ้นที่ค่าทั้งสองตัวนี้สูงว่า 70 เข้ามาแทนครับ

(แต่ทั้งนี้ภาพรวมของพอร์ตควรจะต้องอิงกับความแข็งแกร่งของ Jitta Score, Jitta Line ที่เราต้องการเป็นหลักด้วย ไม่ใช่ปรับไปแล้ว Jitta Score เหลือต่ำกว่า 7 แบบนี้ก็ไม่ดีนะครับ)

ด้วยแนวทางดังนี้ ก็จะทำให้การปรับพอร์ตของเราสมเหตุสมผลขึ้นเรื่อยๆ ไม่ต่างจากการสร้างธุรกิจดีๆขึ้นมาธุรกิจนึงเลยทีเดียว และในวันนึงข้างหน้าพอร์ตการลงทุนของเราก็จะแข็งแกร่ง เหมือนกับ บริษัทที่ยอดเยี่ยมทั้งหลายบนโลกนี้ และ ทำให้เราที่เป็นเจ้าของสุขสบายไปชั่วชีวิตครับ

4. จัดสรรเงินลงทุนอย่างมีแบบแผน (Asset Allocation)

เดี๋ยวเอาไว้ต่อครั้งหน้านะครับ รู้สึกว่าชักจะยาวไปละครับ เพราะเรื่องนี้ก็น่าจะอีกยาวครับ 555

# 1 : Portfolio Management

As promised, I have written this article to explain concepts on how to look at our investments in the big picture, in terms of looking at the Portfolio to better understand investment and the origins of Jitta Portfolio and how to use it.

As promised, I have written this article to explain concepts on how to look at our investments in the big picture, in terms of looking at the Portfolio to better understand investment and the origins of Jitta Portfolio and how to use it.

(For those of you who haven’t tried using Jitta Portfolio, you can access it here: www.jitta.com/portfolio)

The example that we will use here is a portfolio made up of Jitta Ranking Top 5 or Jitta Ranking Top 10 companies since 2008 onwards (randomly assigning top 5 or top 10 to each year), and buying and selling stocks once per year according to the Jitta Ranking principles.

The image of the Portfolio is the present portfolio, in which we chose stocks based on the Jitta Ranking Top 10 at the end of 2013, and averaging every stock in equal amounts (10% for each stock) and held them up until November 10, 2014. According to good investment principles, these are the following things we need to study:

1. Looking at the return of the port from YTD (Year To Date)

We will see that in the Summary of Jitta Portfolio, underneath the Tab Performance, the look is like a standard port that we generally see, showing us the returns from each stock that we invested in, and overall how much are we gaining or losing (at Gain and Gain %)

From the 10 stocks in the port, there are 6 stocks that are making over 20% profits’ 3 stocks that are profiting less than 20%, and 1 stock that is making a loss at 4.28%.

This information cannot tell us much about our investment performance, because what’s missing is the time frame in which we started investing in each stock. Remember that when we are evaluating our return on investment, we are measuring by year, and we have to compare our return with the return from other investments, such as bank savings, bonds, or the overall market return.

For example, for the stock that generates a 55.42% profit, we have been holding onto it for five years, which means we get a compounded return of 9.22% per year. Or if we had been holding the stock for three years, we would make a compounded return of 15.83% per year (if our goal is at 20% return per year, the we re considerably lower than our target with this investment)

Therefore, the Total Gain value is just an illusion that tricks us into feeling happy that we are profiting. It does not truly reflect our ability in investment, or whether our returns match up to our target or not. If we cannot evaluate in this sense, then we cannot learn from our investment.

To fix this, Jitta’s Portfolio includes the YTD Return at the top left hand corner to allow you to see your return clearly -since the beginning of the year, what is our return (%), in the case of YTD Return of 2014, the return is at 28.19%, compared to the SET 50 index’s 18.98%, showing that we outperform the market at almost 10%, which is pretty good. If our target was at 20% per year, it means that we exceed our target by 10% as well.

To calculate YTD Return you look at the Total Assets at that beginning of the year (starting from the last price on the last day of last year) and the Current Asset (current stock price). This reveals this year’s investment, regardless of how long you have been holding that stock.

Having the YTD Return figure is going to reduce the hassle of investing, because we wouldn’t be too fixated on the fluctuating stock price in each day, or which stocks profit or lose most, etc. None of these things are of a great concern to us because as long as the YTD Return figure still beats our target, we would be satisfied. Once our emotions are stable, we would view a loss as an investment norm and a lesson for us to figure out as to why we had that loss, what did we do wrong; to improve our investment methods in the future.

2. Always set aside cash for investment and include it as part of your portfolio.

For investors, one thing you should do is the separate your personal account from your investment account, so that you are able to calculate your returns accurately.

You will see that from the bottom image of Jitta Portfolio, there will always be a cash figure that is included in the Total Portfolio, because it is considered an asset aside from stocks. When we calculate return, we have to include all of our assets. Let’s say we have a total of $1 million, and we use $300,000 to buy stocks, and overall make a profit of $150,000. We might be happy that our return is 50%, when in reality, looking at the overall return that includes other assets, we only make 15% from stocks. Therefore, including cash into the AUM (Asset Under Management) will produce the most reflective and accurate YTD Return.

Jitta Portfolio allows you to Deposit/Withdraw cash from the portfolio, so that you are able to calculate your returns accurately. In the Transaction page, we also display the Deposit/Withdraw amounts for you to see how much money you put in or take out, and at which points in time.

Another important thing to take note is, by planning your investment and setting clear Deposits/Withdrawals, it would be easier for us to take out some money from our profits for personal use. For example, if we set the target at 20% per year, and in some year, we make 35%, at the end of that year, we can remove 15% of our profits (the amount that exceeds our target), and we can write it down as a Bonus. With this, we can enjoy investing and have fun trying to beat our own target every year.

3. Examine at the strength of our portfolio like examining a business.

As Warren Buffet suggested, “Something that is reasonable in a business will be reasonable in investing.” So when we make decisions in investing, always approach it using a business perspective.

The reason people make losses from the stock market is because when they sell stocks, they tend to sell good stocks that have high profits, and keep the bad stocks that are making losses. In the end, their money is stuck in these bad stocks whose prices are constantly deceasing (while the good stocks that they already sold are painfully increasing in prices as well).

The reason this happens is because a lot of people only look at the stock price, their initial investment capital, and profit in their portfolio, without further information to assist in analyzing the investments. Therefore, Jitta Portfolio displays information regarding quality and suitable value of the entire portfolio and each individual stock, so that users know when to adjust their port and which stocks to sell.

From the portfolio image, you will see that on the Summary page, there will be a Jitta Score on the top righthand corner (Jitta Score = 7.07 and the overall market value of the port is lower than the suitable value at 37.48% -below the Jitta Line) In calculating the portfolio’s Jitta Score and Jitta Line, we use the approach as though we are the mother company that holds stakes in these many subsidiaries in different proportions. Therefore, we will be able to see the strength of the overall portfolio, and we should adjust is so that the Jitta Score and Jitta Line are in the strong standard value that we want, for example, Jitta Score over 7 and is always 10% below the Jitta Line.

Whenever our portfolio’s Jitta Score is at 6.1 (or the port’s value is 5% Above the Jitta Line), it is a warning sign that we should consider readjusting the port. How will we adjust the port using Jitta Portfolio? Very simple. We have the Tab Fundamental, which displays the quality of each company’s stock (Jitta Score, Jitta Factor) and the high/low price of each stock (Above/Below Jitta Line).

From the example above, if our port has a Jitta Score of 6.1 and is 5% Above Jitta Line, and if we would like to adjust it back to having a Jitta Score of more than 7 and 10% Below the Jitta Line, we just have to sell stocks with low Jitta Scores and with higher prices than the Jitta Line, in addition to buying new stocks that have Jitta Scores above 7 and prices 10% below Jitta Line.

This all sounds very simple. But before Jitta, this is no easy task at all. It takes a lot of imagination, plus a visualization of so many different figures in excel. Aside from this, even though our portfolio has no bad signs, we can simply adjust the individual stocks to improve our port’s strength, because Jitta Portfolio will display the Jitta Score, Jitta Factor, and Jitta Line of specific stocks at 3 points in time: the day we first invested, the past trimester, and the present time.

This way, we will be able to spot the stocks whose Jitta Score or Jitta Factor have started declining and whose prices have started to become expensive (which we might decide to sell out). Or if we want the mother company (in this case, our portfolio) to grow and have a competitive edge, we should sell stocks that have low Growth Opportunity and Competitive Advantage, and buy ones that have high-performing values of over 70 instead. Of course, overall your portfolio should be based on the strength of Jitta Score and Jitta line that you want; don’t just keep adjusting when it turns out that the Jitta Score becomes lower than 7. This is obviously not ideal.

With this framework, our portfolio adjustments will become much more logical and systematic, not unlike the creation of a business, and one day, our portfolios will have such strength that rivals that of the great companies around the world.

4. Effectively manage Asset Allocation.

To be continued (this article is getting too long, and I suspect this topic is going to be another long one!)

Loss Chance มีประโยชน์อย่างไร

จากคำถามของ Sakont Mitthai เกี่ยวกับ Loss Chance บน Jitta ว่ามีประโยชน์ในการเลือกลงทุนยังไง วันนี้ผมเลยขอมาอธิบายเรื่องนี้เพิ่มเติมให้ทุกคนได้รับทราบนะครับ

จากคำถามของ Sakont Mitthai เกี่ยวกับ Loss Chance บน Jitta ว่ามีประโยชน์ในการเลือกลงทุนยังไง วันนี้ผมเลยขอมาอธิบายเรื่องนี้เพิ่มเติมให้ทุกคนได้รับทราบนะครับ

หลักๆก็คือ Loss Chance เป็นค่าที่บอกว่า โอกาสที่เราซื้อหุ้นที่มี Jitta Score แบบนี้ และมีค่า Above/ Below Jitta Line แบบนี้ไป 100 ตัว แล้วถือหุ้นไปอีก 1 ปีจะมีหุ้นที่มีโอกาสขาดทุนกี่ตัวครับ

เช่น ถ้าหากเราไปเจอหุ้นที่มี Jitta Score 7.5 และมีราคา 5% Below Jitta Line และมีเขียน Loss Chance ว่า 35%
หมายความว่า ถ้าหากเราซื้อหุ้นที่มี Jitta Score 7.5 และมีราคา 5% Below Jitta Line แบบนี้ทั้งหมด 100 ตัว ถือหุ้นทั้งหมดไป 1 ปี จะพบว่ามี 35 ตัวที่ขาดทุน และ 65 ตัวที่กำไรครับ

ดังนั้นจากที่ Peter Lynch บอกครับว่า

ในการลงทุนนั้นขอให้เราถูกต้องประมาณ 60% ก็สามารถสร้างความมั่งคั่งจากตลาดหุ้นได้แล้ว
– Peter Lynch

ดังนั้นเวลาลงทุนพยายามเลือกหุ้นที่มี Loss Chance ต่ำกว่า 50% ก็จะปลอดภัยครับ เพราะถ้าหากเราลงทุนในทุกตัวด้วยเงินที่เท่าๆกัน โอกาสที่เราจะกำไรในระยะยาวก็จะมีสูงครับ

ที่พวกผมทำตัว Loss Chance ขึ้นมา ก็เพราะรู้ดีว่าธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงเสมอครับ ทำให้คุณภาพและมูลค่าที่เหมาะสมของธุรกิจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ธุรกิจที่ดีในวันนี้ อาจจะไม่ดีในอีก 6 เดือนข้างหน้าก็ได้ เลยจัดทำค่า Loss Chance ขึ้นมาเพื่อบอกนักลงทุนว่า ไม่ได้มีอะไร Perfect 100% การลงทุนทุกอย่างมีความเสี่ยง แม้จะเลือกลงทุนในธุรกิจที่ดีแล้วก็ตามครับ ก็ยังคงต้องเฉลี่ยการลงทุนให้มากพอ (อย่างน้อย 5-10 หุ้น) เพื่อให้ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นไม่สร้างความเสียหายให้กับเรามากนัก

และก็เป็นตัวที่ช่วยพิสูจน์ด้วยว่า ในกลุ่มของบริษัทที่ดีในราคาที่เหมาะสมนั้น โอกาสขาดทุนจะมีน้อยกว่า 50% ครับ ทำให้ถ้าเราลงทุนเฉพาะบริษัทในกลุ่มนี้และมีการเฉลี่ยการลงทุนที่มากพอ ก็สามารถคาดหวังผลตอบแทนที่ดีได้ระดับนึงครับ

สำหรับแนวทางในการคิด Loss Chance ก็มาจากรูปด้านบนนี้ครับ

ถ้ายังจำรูปนี้กันได้ นี่คือ สิ่งแรกๆที่ฮันท์กับผมใช้สำหรับพิสูจน์ว่า Jitta Score กับ Jitta Line ที่เราคิดกันขึ้นมานั้น สามารถใช้ลงทุนได้จริง ว่าถ้าหากเอาหุ้นทั้งหมดใน US มาพล็อตกราฟตาม คุณภาพบริษัท (แกน x) และ มูลค่าที่เหมาะสม (แกน y) หลังจากลงทุนในบริษัทที่คุณภาพดีและราคาต่ำกว่ามูลค่าที่เหมาะสม เราควรจะมีโอกาสทำกำไรได้มากกว่าขาดทุน

ซึ่งก็เป็นจริงตามนั้นครับ จุดแต่ละจุดคือ หุ้นที่มี Jitta Score และ Above/ Below Jitta Line ณ เวลาปัจจุบัน และสีเขียวคือ หุ้นที่กำไร สีแดงคือ หุ้นที่ขาดทุน หลังจากถือหุ้นไป 5 ปีครับ ก็จะเห็นได้ว่ากลุ่มหุ้นทางด้านบนขวา (Wonderful company at a fair price) จะค่อนข้างมีแต่หุ้นที่ทำกำไร (คิดจาก capital gain อย่างเดียวนะครับ) และเมื่อค่อยๆเลื่อนมาทางล่างซ้ายก็จะมีหุ้นที่ขาดทุนมากขึ้นๆครับ

หลังจากที่ได้รับรู้ว่า Jitta Score กับ Jitta Line น่าจะใช้ได้ผลในการลงทุนจริงแล้ว พวกผมก็เลยคิดเพิ่มด้วยความอยากรู้ว่า แล้วหุ้นที่อยู่ในแต่ละช่อง ที่มีค่า Jitta Score กับ Above/ Below Jitta Line ใกล้เคียงกันนั้น (สมัยก่อนเรียกแต่ละช่องว่า Matrix เช่น Matrix 7,7 เป็นต้นครับ) มีโอกาสที่จะเกิดสีเขียวสีแดงหรือกำไรขาดทุนของแต่ละช่องเป็นเท่าไหร่กันบ้าง
ก็เลยทำการคิดย้อนหลังและเก็บสถิติของหุ้นที่อยู่ในแต่ละช่องเพื่อนำมาสรุปว่า โดยเฉลี่ยแล้ว ถ้าหากลงทุนในหุ้นที่อยู่ใน Matrix เดียวกัน 100 ตัว ผ่านไป 1 ปี จะมีขาดทุนกี่ตัว และ กำไรกี่ตัว ซึ่งก็เลยกลายมาเป็นที่มาของ Loss Chance นั่นเองครับ

และ Jitta ก็จะทำการเก็บข้อมูลตรงนี้ทุกปี (เพราะทุกปีที่ผ่านไป Jitta ก็จะได้ Sampling จำนวนหุ้นที่อยู่ในแต่ละ Matrix มาเพิ่ม) เพื่อนำมาสร้างค่าเฉลี่ยใหม่ให้แม่นยำมากขึ้นเรื่อยๆครับ

(สำหรับใครที่ยังไม่เคยอ่านเรื่องที่มาของรูปนี้ ลองไปอ่านเพิ่มเติมได้ที่ บทความนี้

ทั้งนี้สมัยก่อนก็ยังมี Estimate Gain เพื่อบอกว่า ถ้าหากซื้อหุ้นในแต่ละ Matrix แล้วถือไว้เป็นเวลา 1 ปี มีโอกาสได้กำไรกี่เปอร์เซ็นต์ด้วยครับ แต่ตอนหลังก็ได้นำค่านี้ออกไป หลังจากที่ได้คิดค้น Jitta Ranking ขึ้นมา เพราะว่าดูเข้าใจได้ง่ายกว่าแบบ Matrix และได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า เพราะสามารถนำเอาปัจจัยอื่นๆมาร่วมคำนวณเพื่อจัด Ranking ได้ด้วย ในขณะที่แบบ Matrix จะคิดแค่จาก Jitta Score และ Jitta Line อย่างเดียวครับ

ปัจจุบันจึงไม่ได้แสดงค่า Estimate Gain บน Jitta แล้ว คงเหลือไว้แค่ Loss Chance เพื่อให้เห็นโอกาสที่ลงทุนไปแล้วจะผิดพลาดได้ ซึ่งใน Jitta Ranking นั้นไม่ได้มีบอกไว้ครับ ซึ่งก็คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับนักลงทุนที่ใช้งาน Jitta ทุกคนครับ