กฏข้อที่ 1 : อย่าขาดทุน

สมัยตอนผมเริ่มขับรถใหม่ๆ คุณแม่จะคอยบอกผมอยู่เสมอว่าไม่ต้องขับเร็วมาก เพราะขับ 100 กับ 120 ก็ถึงบ้านต่างกันไม่กี่นาที แต่ปลอดภัยกว่ากันเยอะ และถ้าขับเร็วจนติดเป็นนิสัย พลาดพลั้งไปเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาจะไม่คุ้มกันเลย

Advertisements

สมัยตอนผมเริ่มขับรถใหม่ๆ คุณแม่จะคอยบอกผมอยู่เสมอว่าไม่ต้องขับเร็วมาก เพราะขับ 100 กับ 120 ก็ถึงบ้านต่างกันไม่กี่นาที แต่ปลอดภัยกว่ากันเยอะ และถ้าขับเร็วจนติดเป็นนิสัย พลาดพลั้งไปเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาจะไม่คุ้มกันเลย

ในการลงทุนก็เช่นเดียวกันครับ การที่เราพยายามทำอะไรที่เสี่ยง เพื่อให้ได้ผลตอบแทนมากขึ้นนั้น ในระยะยาวมักจะไม่ค่อยคุ้มกับกำไรที่เราได้รับมาในระยะสั้นเท่าไหร่ครับ เพราะ

  1. เราอาจจะทำถูกในบางครั้งและได้ผลตอบแทนจำนวนมาก แต่ในขณะเดียวกันเวลาเราลงทุนผิดพลาด ก็อาจจะทำให้เงินต้นเสียหายได้มากเช่นเดียวกัน ซึ่งความรู้สึกดีเวลาได้ผลตอบแทนจำนวนมากๆ เทียบไม่ได้กับ ความรู้สึกแย่เวลาที่เราขาดทุนมากๆครับ
  2. การลงทุนด้วยความเสี่ยงมากๆ จะทำให้เรามีความเครียดเกิดขึ้นได้มากกว่า บางครั้งอาจจะถึงขั้นกินไม่ได้ นอนไม่หลับเลยทีเดียว ซึ่งในระยะยาวอาจจะทำให้สุขภาพเราย่ำแย่
  3. ในเกมของการลงทุนนั้น จะเกิด Game Over ขึ้นได้กรณีเดียวก็คือ เงินต้นหายไปจนหมด ซึ่งการที่เราพยายามเสี่ยงมากเกินไป และถ้าหากเกิดความผิดพลาดร้ายแรงเพียงครั้งเดียวที่ทำให้เงินต้นเราหายไปเกือบหมด ก็เหมือนกับเราขับรถเร็วแล้วพลาดเกิดอุบัติเหตุทำให้พิการหรือเสียชีวิต ซึ่งไม่คุ้มกันเลยสักนิดเดียวกับการไปถึงที่หมายเร็วขึ้นไม่กี่นาที
  4. การลงทุนเป็นสิ่งที่เราต้องทำระยะยาวชั่วชีวิตอยู่แล้ว และจากประวัติศาสตร์ก็ทำให้เห็นแล้วว่า ไม่ว่าเราจะลงทุนแบบไหน สุดท้ายแล้ว ผลตอบแทนทบต้นก็จะอยู่ที่ประมาณ 20% ต่อปีเท่านั้น ดังนั้นการรีบร้อนลงทุนด้วยความเสี่ยง กับ การลงทุนด้วยความระมัดระวัง สุดท้ายในระยะยาวก็ทำเงินได้พอๆกัน แต่ความสุขในชีวิตจะต่างกันเยอะมาก

ผมลองทำ Excel ออกมา เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า ในการลงทุนระยะยาวนั้น การขาดทุนหนักๆเพียงไม่กี่ครั้ง อาจจะทำให้ผลตอบแทนที่ได้น้อยลงอย่างมากครับ โดยผมได้จำลองเหตุการณ์ออกมา 3 กรณี ดังนี้

  1. ลงทุนแบบไม่เสี่ยง และได้รับผลตอบแทน 20% ต่อปีไปเรื่อยๆ ด้วยเงินต้น $10,000 ผ่านไป 20 ปี จะกลายเป็นเงินทั้งสิ้น $383,376
  2. ลงทุนแบบเสี่ยงปานกลางโดยเวลาได้กำไร จะได้ 30% แต่เวลาขาดทุน จะขาดทุน 15% ซึ่งสมมติว่าทุกๆ 4 ปี จะได้กำไร 3 ปีและขาดทุน 1 ปี พบว่าจากเงินต้น $10,000 ผ่านไป 20 ปี จะกลายเป็นเงิน $227,114.53
  3. ลงทุนแบบเสี่ยงมาก เวลาได้กำไรได้ครั้งละ 50% แต่เวลาเสียก็เสียครั้งละ 50% เช่นเดียวกัน และทุกๆ 4 ปีจะขาดทุน 1 ปี ก็พบว่า ด้วยเงินต้น $10,000 ผ่านไป 20 ปี เราจะมีเงินทั้งสิ้นเพียง $136,841.84 เท่านั้น

ซึ่งก็จะเห็นได้ชัดเลยว่า การลงทุนที่แม้จะได้ผลตอบแทนสูงๆถึงครั้งละ 50% แต่เวลาขาดทุนก็เสียเยอะเหมือนกันนั้น ในระยะยาวแล้วกลับให้ผลตอบแทนที่น้อยที่สุดเลยครับ ยังไม่นับรวมสุขภาพและเวลาที่เราต้องเสียไปกับการลงทุนแบบเสี่ยงๆนี้ด้วยครับ

และนี่เลยเป็นที่มาของกฏการลงทุนง่ายๆที่ Warren Buffett บอกเอาไว้ครับว่า
1. อย่าขาดทุน
2. กลับไปอ่านข้อ 1 ให้เข้าใจ

เพราะถ้าหากเราไม่ขาดทุนหนักๆแล้ว เราก็มีโอกาสสร้างผลตอบแทนทบต้นได้ไปเรื่อยๆ และก็สามารถไปถึงจุดหมายทางการเงินที่ตั้งใจไว้ได้แน่นอนครับ จริงๆเพียงแค่ทำผลตอบแทนทบต้นได้ 20% ต่อปี ก็สามารถเปลี่ยนเงินจาก 1 ล้านให้เป็น 100 ล้านได้ ภายในประมาณ 25 ปีแล้วครับ

และเชื่อผมเถอะครับว่า การมองเห็นเงินของเราโตขึ้นปีละ 20% ไปเรื่อยๆนั้น ให้ความรู้สึกที่ดีกว่าการนั่งมองดูเงินหายไป 50% ในบางปีอย่างแน่นอนครับ

Rule No. 1: Don’t make a Loss

When I first started driving, my mom would always remind me not to drive too fast. She would say the traveling time between driving at a 100 km/hr speed and 120 km/hr is not that different. So really speeding up isn’t all that worth it if an accident happens.

When I first started driving, my mom would always remind me not to drive too fast. She would say the traveling time between driving at a 100 km/hr speed and 120 km/hr is not that different. So really speeding up isn’t all that worth it if an accident happens.

It’s the same for investment. In the long-run, it is not worth it to do something risky for short-term returns.

Why?

  1. We may hit the mark sometimes and gain great returns, but at the same time, when we make mistakes, the stakes are equally high. And the feeling of gaining great returns doesn’t compare with the feeling when you lose the same amount. Trust me.
  2. Making too-risky investments creates stress. So much that sometimes it physically affects us. We can’t eat, we can’t sleep. Not ideal.
  3. In the game of investment, Game Over happens when our entire invested capital is gone. If we take on too much risk and made a mistake, we could lose almost our entire original capital. This is like driving too fast and having a near fatal accident, which is so not worth it for driving fast and getting there a few minutes earlier.
  4. Investing is something we are doing for the long-term, for the rest of our lives. History has already shown us that no matter which technique used, in the end the compounded return is around 20% per year. So rushing to make fast money with high risk versus investing carefully in the long-run will generate you the similar results. The only difference is how you would feel throughout the entire journey.

I’ve created an Excel sheet here so that it’s easier to see that making only a few big losses might actually significantly decrease your returns. I’ve created three hypothetical situations here:

  1. A low-risk investment strategy will generate a 20% return per year. With an starting capital of $10,000, 20 years later it will become $383,376.
  2. A moderate-risk investment strategy will generate a 30% return. However, when making a loss it will be a 15% loss. So let’s say that in every 4 years, 3 years will profit and one will make a loss. We will find that the original $10,000 becomes $227,114.53.
  3. A high-risk investment strategy will generate a 50% profit each time of profit, however, it will also make a 50% loss. With the same 4-year situation of making a loss once every four years, after 20 years the starting $10,000 will be a mere $136,841.84.

Clearly, we can see that even though a high-return investment strategy yields a 50% profit each time, every time you make a loss, it is also equally significant. And in the long-run, this strategy generates the least return, not to mention all the time and stress that we have to waste in doing so.

And so this sums up the simple rules of investment by Warren Buffett, who suggests: 1) Don’t make a loss and 2) Read #1 again.

If we don’t make big losses, then we will be able to make compounded returns constantly and accomplish our investing goals. By just making a 20% return per year, we can change our 1 million into 100 billion within 25 years.

And believe me, looking at our money growing 20% per year every year feels much better than seeing our money disappear 50% a time in some years.

ทำไมกองทุนลงทุนต่างกับ Jitta

มีคำถามมาจากคุณ Tawan Banchuen ที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับทุกคน เพื่อให้เข้าใจมุมมองการลงทุนและเข้าใจ Jitta ได้ดีขึ้น ผมเลยขอนำมาตอบในโพสต์ใหม่นี้นะครับ จะได้อ่านคำถาม คำตอบได้ง่ายๆ

มีคำถามมาจากคุณ Tawan Banchuen ที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับทุกคน เพื่อให้เข้าใจมุมมองการลงทุนและเข้าใจ Jitta ได้ดีขึ้น ผมเลยขอนำมาตอบในโพสต์ใหม่นี้นะครับ จะได้อ่านคำถาม คำตอบได้ง่ายๆ

เมื่อวานนี้เอา jitta ให้กับผู้จัดการกองทุนของ JP Morgan ดู แปลกดีที่ matrix ของ jitta เกือบจะตรงกันข้ามกับกองทุนนั้นเลย หุ้นไทยที่ได้ jitta score สูงสุดตอนนี้เช่น BEC BBL ทางกองทุนไม่มองเลย แต่กำลังซื้อ PTTGC กับ SCC ซึ่งได้ jitta score ต่ำมาก อยากจะลองถามทางทีมงานว่าทำไม PTTGC กับ SCC ถึงได้คะแนนต่ำครับ ขอบคุณครับ
– Tawan Banchuen

จริงๆในคำถามนี้ มีหลายๆอย่างให้เราต้องทำความเข้าใจครับ จะได้ทำให้เข้าใจคำตอบและหลักการลงทุนของ Jitta ได้ดีขึ้นดังนี้ครับ

1. Jitta Score ที่สูงนั้น หมายถึง บริษัทนั้นเป็นบริษัทที่ดี

มีการบริหารจัดการที่ยอดเยี่ยม มีความสามารถในการแข่งขันระยะยาว และจะนำความมั่งคั่งมาสู่ผู้ถือหุ้นในระยะยาวครับ อย่างที่ผมพูดไปเสมอนะครับว่า Jitta Score นั้น มองในมุมมองของธุรกิจเป็นหลักว่าบริษัทไหนดี บริษัทไหนไม่ดี ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นเลยสักนิดครับ

ดังนั้นในกรณีของ BEC และ BBL นั้น การที่ Jitta Score สูง ก็คือ ทั้งสองบริษัทนี้เป็นบริษัทที่ดีมาก คุ้มค่ากับการลงทุนระยะยาว เพราะทั้ง 2 บริษัทจะส่งผ่านความมั่งคั่งมาให้กับผู้ถือหุ้นได้ปีแล้วปีเล่าครับ

ซึ่งอย่างที่เรารู้ๆกันว่าทั้ง BEC และ BBL นั้น ทำธุรกิจมาได้ยาวนานมากกว่า 40 ปีกันทั้งคู่ ธุรกิจผ่านวงจรเศรษฐกิจดีและแย่มาหลายครั้ง ซึ่งทั้ง BEC และ BBL ก็ยังสามารถบริหารธุรกิจให้มีรายได้และกำไรเพิ่มขึ้นมาได้เรื่อยๆ และผู้ถือหุ้นของบริษัททั้ง 2 ก็มีความมั่งคั่งขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะครอบครัวผู้ก่อตั้งทั้ง มาลีนนท์ และ โสภณพาณิชย์ ที่มีความมั่งคั่งในระดับต้นๆของประเทศไทยครับ

สำหรับในกรณีของ PTTGC กับ SCC ที่ได้คะแนน Jitta Score ต่ำนั้น จริงๆ Mek Srunyu Stittri ได้ตอบไปแล้วนะครับ ผมก็นำมาสรุปตรงนี้อีกครั้งนึง

PTTGC นั้น ชัดเจนว่าบริษัทเพิ่งเข้า IPO ดังนั้นข้อมูลการเงินที่มีจึงน้อยมาก ทำให้มองได้ยากว่าบริษัทจะมีคุณภาพและศักยภาพมากน้อยแค่ไหนในระยะยาวครับ และจากข้อมูลงบการเงินที่มีตั้งแต่ปี 2010-2013 นั้น ก็จะเห็นได้ว่า บริษัทไม่ได้มีความสามารถในการแข่งขันที่แข็งแกร่งมาก เพราะรายได้และกำไรมีการลดลงอย่างหนักในบางปี และไม่สามารถรักษาต้นทุนในการทำธุรกิจได้ รวมทั้งมี ROE ที่ไม่สม่ำเสมอ ทำให้ในระยะยาวแล้วการลงทุนในธุรกิจแบบนี้ ผู้ถือหุ้นจะไม่ได้รับมั่งคั่งเพิ่มขึ้นสักเท่าไหร่ครับ

ส่วนกรณี SCC นั้น ก็เป็นบริษัทที่ดีครับ เพียงแต่อาจจะไม่ดีเท่ากับ BEC และ BBL ในช่วงที่ 10 ที่ผ่านมา และจะเห็นได้ว่าในช่วงตั้งแต่ปี 2008-2013 นั้น ในขณะที่ BEC และ BBL มีการเติบโตของรายได้อย่างสม่ำเสมอนั้น SCC มีช่วงตกต่ำหนักๆในปี 2008, 2011, 2012 ครับ

รวมทั้ง Net Profit Margin และ ROE ของ SCC ก็มีความผันผวนค่อนข้างมาก เมื่อเทียบกับ BEC และ BBL ทำให้เรารู้ได้ว่าความสามารถในการแข่งขัน และ การบริหารจัดการต่างๆนั้น BEC และ BBL ทำได้ดีกว่า SCC ในช่วงที่ผ่านมาครับ

ถ้าหากเราดูที่การสร้างมูลค่าเพิ่มของบริษัท โดยดูมูลค่าที่แท้จริงที่เพิ่มขึ้น (Jitta Line ที่เพิ่มขึ้น) ก็จะเห็นได้ว่าตั้งแต่ช่วงปี 2006-2013 นั้น SCC บริหารงานและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบริษัทจากประมาณ 355 บาทต่อหุ้นเป็น 435 บาทต่อหุ้น หรือ เพิ่มขึ้นประมาณ 22.53%

ในขณะที่ BEC เพิ่มมูลค่าจาก 9.95 บาทต่อหุ้นเป็น 34.12 บาทต่อหุ้น หรือ เพิ่มขึ้น 242% และ BBL เพิ่มมูลค่าจาก 100.07 บาทต่อหุ้นเป็น 206.23 บาทต่อหุ้น หรือเพิ่มขึ้น 106% ครับ

ดังนั้นเรามองในมุมมองธุรกิจอย่างเดียวนั้น (โดยไม่เกี่ยวกับราคาหุ้นในตลาดหุ้น)ก็จะเห็นได้ว่า BEC ดีกว่า BBL และดีกว่า SCC อย่างชัดเจนครับ เพราะผู้ถือหุ้นจะมีความมั่งคั่งมากกว่ากันอย่างเห็นได้ชัดครับ

ถ้ามองให้ลึกไปอีกจะพบว่าในช่วงปี 2006-2013 นั้น SCC ทำเงินกำไรสะสมได้ประมาณ 188.07 บาทต่อหุ้น แต่กลับเพิ่มมูลค่าให้บริษัทได้เพียงแค่ 80 บาทต่อหุ้น แสดงว่าบริษัทหมดเงินไปกับอะไรหลายอย่างที่ไม่ได้เพิ่มมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้นเลยครับ หรือ บริษัทต้องจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันให้คงอยู่ต่อไปได้ ซึ่งทำให้ความมั่งคั่งที่ผู้ถือหุ้นจะได้ ลดน้อยลงไปด้วยครับ

ส่วน BBL ทำกำไรสะสมได้ที่ 104.1 บาทต่อหุ้น และสร้างมูลค่าเพิ่มได้ที่ 106.16 บาทต่อหุ้น แสดงว่า BBL อยู่ในธุรกิจที่มีการแข่งขันกันสูงมาก และ BBL ไม่ได้มีความได้เปรียบในการแข่งขันกว่าคู่แข่งอื่นๆมากมาย เงินกำไรไม่สามารถนำไปสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันให้มากขึ้นได้สักเท่าไหร่ แต่ผู้บริหารก็ยังคงสามารถนำเงินกำไรที่ได้มาสร้างความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นให้กับผู้ถือหุ้นได้ครับ

ในขณะที่ BEC ทำกำไรสะสมในในช่วงปี 2006-2013 ได้ทั้งหมด 13.31 บาทต่อหุ้น และเพิ่มมูลค่าบริษัทได้ 24.17 บาทต่อหุ้น เท่ากับว่าเงินกำไรทุกๆ 1 บาทที่ BEC ทำได้นั้น ผู้บริหารสามารถนำกลับไปสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจได้อีกเกือบๆ 1 บาท แสดงว่าบริษัทอยู่ในอุตสาหกรรมที่ดี และ อยู่ในจุดที่ได้เปรียบมากในอุตสาหกรรม สามารถนำเงินกำไรที่ได้มาขยายกิจการและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่มากขึ้นเรื่อยๆ

ดังนั้นในแง่การนำเงินกำไรกลับไปสร้างมูลค่าเพิ่มและเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขันระยะยาว รวมทั้งการส่งมอบความมั่งคั่งให้กับผู้ถือหุ้นในช่วงตั้งแต่ปี 2006-2013 นั้น BEC ดีกว่า BBL และ SCC อย่างมากครับ เลยทำให้ Jitta Score ปัจจุบันของ BEC > BBL > SCC ตามลำดับครับ

(การเปรียบเทียบนี้ตัด PTTGC ออกไปนะครับ เพราะบริษัทมีข้อมูลการเงินที่น้อยกว่าบริษัทอื่นๆมากครับ)

2. การที่ Jitta Score สูงนั้น บอกแค่ว่าบริษัทนั้นเป็นบริษัทที่ดี แต่ไม่ได้บอกว่าน่าลงทุนครับ

เพราะการลงทุนในบริษัทที่ดีในราคาที่สูงเกินไปนั้น ก็อาจจะเป็นการลงทุนที่ไม่ดีได้ เพราะผลตอบแทนที่ได้จะต่ำ

ดังนั้นเวลาลงทุนจึงต้องดู Jitta Score และ Jitta Line ควบคู่กัน และถ้าหากมีโอกาสพยายามลงทุนใน “ธุรกิจที่ดีในราคาที่เหมาะสม” ไว้ ก็จะทำให้เราได้รับผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวครับ อย่างในกรณีของ BEC แม้ Jitta Score จะสูงที่สุดเมื่อเทียบกับ BBL, SCC และ PTTGC แต่ราคาหุ้นก็อยู่สูงกว่ามูลค่าที่แท้จริงมากครับ ดังนั้นก็อาจจะไม่คุ้มค่ากับการลงทุนระยะยาวในราคานี้ครับ

ถ้าอยากดูอันดับในการน่าลงทุนจะต้องไปดูที่ Jitta Ranking ครับ ซึ่งเมื่อเราดูเทียบ Jitta Ranking กันแล้ว จะพบว่า อันดับความน่าลงทุน (ด้วยราคาปิด ณ วันที่เขียนนี้) นั้นเรียงตามลำดับดังนี้ครับ SCC > BBL > BEC > PTTGC ครับ

3. หลักการลงทุนนั้นมีหลายแบบครับ แต่ละคนก็หลายหลายสไตล์

ของ Jitta ก็จะเน้นแนวการลงทุนแบบ Warren Buffett ที่เน้นกิจการที่ดีเป็นหลักไว้ก่อนครับ เพื่อป้องกันการขาดทุนหนักๆของนักลงทุน และเพื่อให้นักลงทุนไม่ต้องเสียเวลามาติดตามหุ้นมากมายครับ สามารถลงทุนในธุรกิจที่ดีมากๆ แล้วปล่อยให้ธุรกิจเติบโตต่อเนื่องไป พร้อมกับมูลค่าหุ้นที่จะสูงขึ้นตามกาลเวลาครับ

ซึ่งในกรณีของกองทุนนั้น การลงทุนใน SCC และ PTTGC ก็ไม่ได้ผิดอะไรครับ เพราะก็ลงทุนในหุ้นที่มีราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานอยู่แล้วครับ ซึ่งก็ดูได้จากการที่ราคาหุ้นของทั้ง SCC และ PTTGC นั้นอยู่ต่ำกว่า Jitta Line ครับ

เพียงแต่การลงทุนใน SCC และ PTTGC อาจจะไม่ใช่การลงทุนในบริษัทที่เราจะถือยาวและสร้างผลตอบแทนทบต้นในระดับมากกว่า 15% ต่อปีไปได้อย่างต่อเนื่องยาวนานครับ เมื่อราคาเข้ามาใกล้หรือมากกว่ามูลค่าที่แท้จริงก็ควรจะขายออกไปและไปลงทุนในหุ้นตัวอื่นแทนครับ

ดังนั้นในโลกของการลงทุนนั้น วิธีไหนที่สามารถใช้สร้างผลตอบแทนที่ดีและต่อเนื่อยงยาวนานได้นั้น ก็ดีหมดครับ อย่างเพื่อนร่วมสำนักของ Warren Buffett ชื่อว่า Walter Schloss ก็ใช้หลักการลงทุนในการซื้อหุ้นที่ราคาต่ำกว่าราคาที่แท้จริง โดยไม่สนใจคุณภาพของกิจการ ก็ยังกลายเป็นตำนานของนักลงทุนคนนึงเหมือนกันครับ ทำผลตอบแทนทบต้นได้ที่ 15.3% ต่อปี ตลอดระยะเวลา 45 ปีที่เปิดกองทุนมาครับ

4. กองทุนนั้นบริหารโดยคนจริงๆ

ซึ่งแน่นอนว่าสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าหรือ รู้ข่าวสารต่างๆได้มากกว่า Jitta ครับ เพราะ Jitta นั้นคิดจากผลการดำเนินงานของบริษัทที่รายงานผ่านงบการเงินเป็นหลักครับ

อย่างในกรณีของ BBL นั้น ก็อยู่ในธุรกิจธนาคารที่มีความผันผวนตามเศรษฐกิจระดับนึง และมีการปรับลดดอกเบี้ย มีความเสี่ยงในช่วงเศรษฐกิจขาลงที่ไทยกำลังเผชิญอยู่ และ BEC ก็อยู่ในช่วงที่อุตสาหกรรม มีความผันผวนจากเรื่องของ Digital TV ค่าโฆษณาจะหายไปเยอะแค่ไหน ก็ยังไม่มีใครรู้ ก็อาจจะทำให้ผู้จัดการกองทุนไม่อยากจะลงทุนในทั้ง 2 อุตสาหกรรมนี้ครับ

ในขณะที่อาจจะรู้ว่า PTTGC หรือ SCC นั้น ธุรกิจกำลังจะมีอะไรที่ดีขึ้นมาก หรือ อุตสาหกรรมอาจจะกลับมาเติบโตได้ดี ก็เลยให้น้ำหนักการลงทุนมากเป็นพิเศษได้ครับ

ซึ่งการคาดการณ์ล่วงหน้าแบบนี้คือ สิ่งที่ Jitta ไม่รู้ครับ Jitta จะรู้ว่าบริษัทดีขึ้นหรือแย่ลง เมื่อ สิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆนั้นมีผลกระทบกับบริษัทในทางดีและร้ายจริงๆ ซึ่งก็จะสะท้อนผ่านงบการเงินออกมาครับ แต่ก็จะเป็นสิ่งที่ชัวร์ที่สุดเพราะเกิดขึ้นจริงแล้วครับ

อย่างที่ Warren Buffett บอกครับว่า

ผมไม่เคยตีลูกที่ยังไม่ออกจากถุงมือพิชเชอร์
– Warren Buffett

ดังนั้น Jitta อาจจะช้าไปบ้างที่ต้องรองบการเงินออกมา แต่ก็ได้ความมั่นใจว่าธุรกิจดีขึ้นหรือแย่ลงจริงๆ โดยไม่ใช้การคาดการณ์ใดๆทั้งสิ้นครับ

5. กองทุนนั้นมีเงื่อนไขต่างๆมากมาย ไม่เหมือนกับนักลงทุนรายย่อยครับ แ

ละแต่ละกองก็จะมีแนวทางการลงทุนที่แตกต่างกันไปครับ ดังนั้นการเลือกลงทุนก็จะต้องพิจารณาถึงกฏเกณฑ์หลักของกองทุนนั้นๆด้วยครับ

แต่หลักๆแล้ว กองทุนจะมีข้อเสียเปรียบหลายๆข้อที่ทำให้เลือกลงทุนในบริษัทที่ดีในราคาที่เหมาะสมเหมือนกับนักลงทุนทั่วไปไม่ได้ครับ โดยเฉพาะข้อที่ว่า กองทุนต้องพยายามทำผลตอบแทนระยะสั้นให้ได้ดีที่สุด เพราะไม่อย่างนั้นคนจะถอนเงินออกไปกองทุนอื่น และผู้จัดการกองทุนที่ทำผลตอบแทนได้ต่ำกว่าคู่แข่งก็อาจจะโดนไล่ออกไปได้ครับ

ดังนั้นเหมือนกับที่ Theera Piroonratana บอกครับว่า ผู้จัดการกองทุนเลยต้องเน้นการลงทุนที่เอาชนะเงินเฟ้อและ Index ให้ได้เป็นหลัก และไม่พยายามลงทุนในอะไรที่สวนทางกับความคิดของคนหมู่มาก (โดยเฉพาะกองทุนคู่แข่งอื่นๆ) เพราะถ้าเกิดลงทุนผิดพลาดไป ก็ยังไม่โดนไล่ออก เหมือนคำพูดที่ว่า “ไม่เคยมีผู้จัดการกองทุนโดนไล่ออกเพราะซื้อหุ้น IBM”

และนั่นเลยเป็นเหตุผลที่ระยะยาวแล้ว กองทุนมากกว่าครึ่งนึงเลยมีผลตอบแทนรวมที่ต่ำกว่า Index ครับ Warren Buffett เลยแนะนำว่า ถ้าเราไม่มีความรู้ในการลงทุนและการเลือกกองทุน ก็ให้ซื้อ Index Fund ไปจะทุกปีจะง่ายกว่าและได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการซื้อกองทุนครับ

แต่แน่นอนครับว่า มีผู้จัดการกองทุนหลายๆคนที่เก่งมาก และสามารถทำอัตราผลตอบแทนทบต้นได้มากกว่า Index เยอะมาก ซึ่งถ้าหากเราเจอผู้จัดการกองทุนเหล่านั้น การฝากเงินลงทุนทั้งหมดให้เค้าดูแล จะสร้างผลตอบแทนที่มากกว่าการซื้อ Index Fund อย่างมากมายมหาศาลครับ

เขียนมายาวเลย ขอสรุปสั้นๆอีกครั้งนะครับ

  1. Jitta Score บอกคุณภาพของบริษัท แต่ไม่ได้บอกว่าน่าลงทุน เวลาดูจะต้องดูราคาเทียบกับ Jitta Line ด้วยเสมอ และพยายามลงทุนในธุรกิจที่ Jitta Score สูงๆและราคาอยู่ไม่เกิน Jitta Line ครับ ในระยะยาวแล้ว จะทำให้เราได้ผลตอบแทนทบต้นที่มากกว่า Index ครับ
  2. ถ้าอยากดูอันดับความน่าลงทุนของ Jitta ให้ไปดูที่ Jitta Ranking
  3. การลงทุนทำได้หลายแบบ นักลงทุนไม่จำเป็นต้องเลือกลงทุนในหุ้นตัวเดียวกัน ก็สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาดเหมือนกันได้ครับ

ซึ่งหลักการลงทุนของ Jitta นั้นก็นำมาจาก Warren Buffett ที่พิสูจน์มาแล้วว่าในระยะยาวสามารถสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าตลาดได้อย่างต่อเนื่องยาวนานครับ

สำหรับผลตอบแทนของ Jitta ในช่วงที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2009 ก็ทำได้ดีกว่าทั้ง SET และ S&P 500 พอสมควรครับ เข้าไปดูหุ้นที่เลือกลงทุนและผลตอบแทนแต่ละปีได้ที่ library.jitta.com/th/ranking นะครับ

How are Funds different from Jitta?

I let the fund manager of JP Morgan take a look at Jitta. Turns out that Jitta’s matrix is almost opposite from the fund’s. For example, the good Thai stocks with high Jitta Scores like BEC and BBL are overlooked by the fund. Furthermore, they’re buying stocks like PTTGC and SCC, which have low Jitta Scores. So I would like to ask your team: Why do PTTGC and SCC have low scores?

We received a question from K. Tawan Banchuen which I think should benefit everyone and help better understand investment perspectives and Jitta itself. So here goes:

I let the fund manager of JP Morgan take a look at Jitta. Turns out that Jitta’s matrix is almost opposite from the fund’s. For example, the good Thai stocks with high Jitta Scores like BEC and BBL are overlooked by the fund. Furthermore, they’re buying stocks like PTTGC and SCC, which have low Jitta Scores. So I would like to ask your team: Why do PTTGC and SCC have low scores?

There are many parts to answering this question, which will help you understand the answer and Jitta’s investment principles.

  1. A high Jitta Score means that that company is a good company. It has good management and operations and a long-term comptitive advantage. Therefore, it will strengthen the wealth of its shareholders in the long-run. Like I always say, the Jitta Score is based on a business perspective on whether that company is good or bad, not related to what’s going on in the stock market.

So in the case of BEC and BBL, the fact that these two companies have high Jitta Scores means that they are good companies, worthy of long-term investment, because they will pass on their wealth to shareholders year after year.

As we know, BEC and BBL have been operating for more than 40 years. These are businesses that have weathered economic crises, and both were able to manage and grow their revenue and profits every year, hence their shareholders also become wealthier, especially the founding families of Maleenont and Sophonpanich who have become two of the wealthiest families in Thailand. As for PTTGC and SCC which have low Jitta Scores, (Mek Srunyu Stittri has actually addressed this but I’m going to recap it for you here again): PTTGC has just gone through IPO, and so their financial data is still very limited, making it hard to evaluate the quality and capability of the company in the long-run. And based on the financial information from 2010-2013, we can see that the company is not that competitive, because the revenue and profit have decreased greatly in some years; they were also unable to maintain their costs, in addition to having a fluctuating ROE. Holding a stock like this in the long-run will not earn investors much wealth.

In the case of SCC, it is undeniably a good company, but it is not as good as BED and BBL. In the past 10 years, we can see that from 2008-2013, while BEC and BBL manage to grow their revenues regularly, SCC has fallen short in 2008,2011, and 2012. Their Net Profit Margin and ROE fluctuated quite a lot when compared to BEC and BBL. This shows that BEC and BBL are more competitive than SCC in the past period.

If we look at the growing value of the company by looking at the true value (the increasing Jitta Line), we will see that from 2006-2013, SCC increased its company value from around 355 Baht per share to 435 Baht, an increase of around 22.53%, while BEC increased from 9.95 Baht per share to 34.12 Baht, an increase of 242%. BBL also increased from 100.07 Baht per share to 206.23 Baht, a growth of 106%. Therefore, if we look at them from solely a business perspective (without considering the stock prices in the stock market), we will see that BEC and BBL are clearly better than SCC, as their shareholders’ wealth have clearly grown much more.

If we study deeper, we will also see that from 2006-2013, SCC generated retained earnings of around 188.07 Baht per share. However, it was only able to increase its value by just 80 Baht per share. This shows that the company spent money on things that did not help increase value for shareholders, or that the company must spend a lot of money to maintain its competitiveness, hence decreasing the wealth of shareholders.

For BBL, the company’s retained earnings was at 104.1 Baht per share, and increased their value to 106.16 Baht per share. BBL is operating in an environment of high competition and they do not have an upper-hand advantage against their competitors -they were unable to use their profit in creating a competitive advantage, however, management was still able to use it to grow the wealth of their shareholders.

Meanwhile, BEC’s retained earnings from 2006-2013 was at 13.31 Baht per share and their value was at 24.17 Baht per share. This means that with every 1 Baht profit BEC made, management was able to increase the business’s value by almost 1 Baht. This shows that the company is in a thriving industry and it has a competitive advantage. They effectively used the profit to expand their business and increase their competitiveness.

Therefore, in terms of creating a long-term competitive advantage and increasing shareholder wealth from company profits (during 2006-2013), BEC is much better than BBL and SCC. This is why the Jitta Scores are ranked respectively: BEC > BBL > SCC. (Note: PTTGC has been excluded from this comparison due to lesser financial data availability)

  1. A high Jitta Score only indicates that the company is a good one, however, it does not indicate that investors should invest in it. Because investing in a good company with a high price may not be a good investment, as the returns would be lower.

This is why when investing, we should look at both the Jitta Score and Jitta Line together. And if you have the opportunity, try to invest in “good businesses that have suitable prices”. This will generate good long-term returns. For example, in the case of BEC: even though the Jitta Score is higher than BBL, SCC, and PTTGC, it’s stock price is much higher than its true value. Therefore, this price might not be worth it for a long-term investment. If you want to rank stocks in terms of their attractiveness to invest, you must look at Jitta Ranking. When we compare their Jitta Ranking, we will find that the investing-attractiveness (at the closing price of the recorded date) ranks the following: SCC > BBL > BEC > PTTGC.

  1. There are many investment principles. Each person has a different style. Jitta focuses on Warren Buffet principles that are centered around good businesses. This is to prevent heavy losses and investors from spending too much time tracking stocks; and to help them invest in good businesses and let the company and stock value grow with time.

In the case of funds, investing in SCC and PTTCG is not wrong because it’s investing in stocks that have lower prices than their true value anyway. We can see from the stock prices of SCC and PTTGC, which fall below the Jitta Line. It’s just that SCC and PTTGC might not be companies that we want to hold in the long-run to generate a compounded return of more than 15%. So when the price nears or exceeds the true value, we should sell them out and invest our capital elsewhere. Therefore, in the world of investment, any method that can continuously generate good returns in the long-run are all good. For example, Walter Schloss uses the method of buying stocks with lower prices than their true value, regardless of their business quality, yet he was able to generate compounded returns of about 15.3% per year for 45 years, making him one of the legendary investors today.

  1. Funds are managed by real people, which, of course, means that they are able to predict or gain more news information than Jitta; because Jitta is calculated from the company’s financial reports.

In BBL’s case, the company is in a banking industry where there are always fluctuations in the economy, decreases in interest, and risks during an economic downturn (which Thailand is currently going through). As for BEC, it is going through its own industry’s uncertainties advertising income with the commencement of Digital TV. Fund managers may be doubtful when deciding to invest in these two industries because of all these uncertainties, while with PTTGC and SCC, the businesses might improve or the industries might come back with strong growths, making them seem more attractive to invest in.

These predictions are things that Jitta does not know. Jitta will know only whether a company is getting better or worse only when there is solid evidence from whatever that is happening in reality. This will be reflected on the financial reports, and therefore, true. No speculation involved. As Buffet says, “Don’t swing the bat if the ball hasn’t left the pitcher’s glove.”

So, Jitta might be a bit slow from waiting for the financial reports, but you can be sure whether a company is improving or worsening without any doubts and uncertainties from speculation.

  1. Unlike individual investors, funds have many terms and conditions. Each fund has its own rules and investment methods, therefore to choose to invest in a fund, one must also consider its rules and methods.

Funds have many disadvantages, mainly to do with not being able to choose to invest in good companies at reasonable prices the way investors can do so. They are concerned with making short-term returns because otherwise people would take their money and invest elsewhere, leaving the fund manager who has failed to beat their competitors in a rocky career state.

That’s why as K. Theera Piroonratana says, fund managers must try to beat the Index and not invest in ways that go against the mass opinion (especially competing funds) -because even if they fail, they won’t be fired. Just as the expression goes, “no fund manager has been fired for buying IBM shares.”

This is the reason why in the long-run, more than half the funds out there underperform compared to the Index. That’s why Warren Buffet suggests that if you don’t have any knowledge in investment, you should just purchase an Index Fund every year to gain better returns than investing in specific funds. Of course, there are many great fund managers who are able to beat the Index. If you find these managers, you should of course invest in their funds rather than the Index Fund.

Let me summarize the final points for you again:

  1. Jitta Score indicates the company’s quality, but it does not tell you whether you should or should not invest. When you are deciding, you should look at the stock price compared to the Jitta Line. Try to invest in stocks with high Jitta Scores and prices that do not exceed the Jitta Line. In the long-run, you will gain way more compounded returns than the Index.

  2. If you want to see the rankings of companies’ attractiveness to invest in, look at the Jitta Ranking.

  3. There are many methods of investment. Investors do not have to invest in the same stocks to gain higher returns than the market.

The principles that Jitta uses are from Warren Buffet’s rulebook that have been proven to successfully beat the market in the long-run. In the past year, since 2009, Jitta’s return beat SET and S&P 500 to quite an extent. You can view the stocks and their returns in each year at this following link: library.jitta.com/th/ranking

ตัวอย่างการลงทุนที่ไม่ต้องขายตลอด 25ปี

การลงทุนในบริษัทที่ดีในราคาที่เหมาะสม สามารถเปลี่ยนเงิน $9,000 เป็น $4,400,000 ได้โดยที่เราไม่ต้องทำการซื้อขายหุ้นเลยตลอด 25 ปีครับ (คิดเป็นผลตอบแทนทบต้นประมาณ 28.2% ต่อปีครับ)

การลงทุนในบริษัทที่ดีในราคาที่เหมาะสม สามารถเปลี่ยนเงิน $9,000 เป็น $4,400,000 ได้โดยที่เราไม่ต้องทำการซื้อขายหุ้นเลยตลอด 25 ปีครับ (คิดเป็นผลตอบแทนทบต้นประมาณ 28.2% ต่อปีครับ)

อันนี้คือหุ้น FAST นะครับ ขายพวกอุปกรณ์ น๊อต สกรู พวกนี้เป็นหลักครับ เป็นสิ่งของที่จำเป็นกับชีวิตประจำวันของเรามากครับ แม้เราจะมองไม่ค่อยเห็นมันเท่าไหร่ก็ตามครับ

ถ้าหากบริษัทสามารถทำกำไรเติบโตได้มากขึ้นเรื่อยๆ ราคาหุ้นก็จะขึ้นตามไปเรื่อยๆครับ จากภาพจะเห็นได้ว่าราคาหุ้นก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆมาตลอด 25 ปีครับ มีแค่ช่วง Crisis 2008-2009 ที่ราคาตกลงมาใกล้ๆ Jitta Line มากที่สุดครับ

ดังนั้นถ้าหากว่าเราสามารถลงทุนในธุรกิจที่ยอดเยี่ยมได้แล้ว ก็จะไม่มีเวลาไหนเลยที่เราจะต้องมาคิดเรื่องการขายหุ้นครับ ตราบเท่าที่ธุรกิจยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง และ ความสามารถในการแข่งขันยังเหนือกว่าคู่แข่งครับ

An Investment that we can Hold for 25 Years

Investing in a good company at a reasonable price can grow your money from $9,000 to $4,400,000 without you buying or selling its stock throughout 25 years (this is a compound return of 28.2% annually).

Investing in a good company at a reasonable price can grow your money from $9,000 to $4,400,000 without you buying or selling its stock throughout 25 years (this is a compound return of 28.2% annually).

This is the stock: http://www.jitta.com/stock/fast

The company sells knots and screws, things that are quite necessary in our lives even though we don’t think of them much.

If the company manages to grow its profits continuously, the stock price will continue to rise accordingly. From the image, we can see that the stock price has been continuously increasing for 25 years – only during the Crisis of 2008-2009 that the price dropped closest to the Jitta Line.

Therefore, if we were able to invest in a great business, there is no circumstance where we should think about selling the stock if the company is still growing and still holds a competitive advantage against its competitors.