กฏข้อที่ 1 : อย่าขาดทุน

สมัยตอนผมเริ่มขับรถใหม่ๆ คุณแม่จะคอยบอกผมอยู่เสมอว่าไม่ต้องขับเร็วมาก เพราะขับ 100 กับ 120 ก็ถึงบ้านต่างกันไม่กี่นาที แต่ปลอดภัยกว่ากันเยอะ และถ้าขับเร็วจนติดเป็นนิสัย พลาดพลั้งไปเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาจะไม่คุ้มกันเลย

Advertisements

สมัยตอนผมเริ่มขับรถใหม่ๆ คุณแม่จะคอยบอกผมอยู่เสมอว่าไม่ต้องขับเร็วมาก เพราะขับ 100 กับ 120 ก็ถึงบ้านต่างกันไม่กี่นาที แต่ปลอดภัยกว่ากันเยอะ และถ้าขับเร็วจนติดเป็นนิสัย พลาดพลั้งไปเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาจะไม่คุ้มกันเลย

ในการลงทุนก็เช่นเดียวกันครับ การที่เราพยายามทำอะไรที่เสี่ยง เพื่อให้ได้ผลตอบแทนมากขึ้นนั้น ในระยะยาวมักจะไม่ค่อยคุ้มกับกำไรที่เราได้รับมาในระยะสั้นเท่าไหร่ครับ เพราะ

  1. เราอาจจะทำถูกในบางครั้งและได้ผลตอบแทนจำนวนมาก แต่ในขณะเดียวกันเวลาเราลงทุนผิดพลาด ก็อาจจะทำให้เงินต้นเสียหายได้มากเช่นเดียวกัน ซึ่งความรู้สึกดีเวลาได้ผลตอบแทนจำนวนมากๆ เทียบไม่ได้กับ ความรู้สึกแย่เวลาที่เราขาดทุนมากๆครับ
  2. การลงทุนด้วยความเสี่ยงมากๆ จะทำให้เรามีความเครียดเกิดขึ้นได้มากกว่า บางครั้งอาจจะถึงขั้นกินไม่ได้ นอนไม่หลับเลยทีเดียว ซึ่งในระยะยาวอาจจะทำให้สุขภาพเราย่ำแย่
  3. ในเกมของการลงทุนนั้น จะเกิด Game Over ขึ้นได้กรณีเดียวก็คือ เงินต้นหายไปจนหมด ซึ่งการที่เราพยายามเสี่ยงมากเกินไป และถ้าหากเกิดความผิดพลาดร้ายแรงเพียงครั้งเดียวที่ทำให้เงินต้นเราหายไปเกือบหมด ก็เหมือนกับเราขับรถเร็วแล้วพลาดเกิดอุบัติเหตุทำให้พิการหรือเสียชีวิต ซึ่งไม่คุ้มกันเลยสักนิดเดียวกับการไปถึงที่หมายเร็วขึ้นไม่กี่นาที
  4. การลงทุนเป็นสิ่งที่เราต้องทำระยะยาวชั่วชีวิตอยู่แล้ว และจากประวัติศาสตร์ก็ทำให้เห็นแล้วว่า ไม่ว่าเราจะลงทุนแบบไหน สุดท้ายแล้ว ผลตอบแทนทบต้นก็จะอยู่ที่ประมาณ 20% ต่อปีเท่านั้น ดังนั้นการรีบร้อนลงทุนด้วยความเสี่ยง กับ การลงทุนด้วยความระมัดระวัง สุดท้ายในระยะยาวก็ทำเงินได้พอๆกัน แต่ความสุขในชีวิตจะต่างกันเยอะมาก

ผมลองทำ Excel ออกมา เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า ในการลงทุนระยะยาวนั้น การขาดทุนหนักๆเพียงไม่กี่ครั้ง อาจจะทำให้ผลตอบแทนที่ได้น้อยลงอย่างมากครับ โดยผมได้จำลองเหตุการณ์ออกมา 3 กรณี ดังนี้

  1. ลงทุนแบบไม่เสี่ยง และได้รับผลตอบแทน 20% ต่อปีไปเรื่อยๆ ด้วยเงินต้น $10,000 ผ่านไป 20 ปี จะกลายเป็นเงินทั้งสิ้น $383,376
  2. ลงทุนแบบเสี่ยงปานกลางโดยเวลาได้กำไร จะได้ 30% แต่เวลาขาดทุน จะขาดทุน 15% ซึ่งสมมติว่าทุกๆ 4 ปี จะได้กำไร 3 ปีและขาดทุน 1 ปี พบว่าจากเงินต้น $10,000 ผ่านไป 20 ปี จะกลายเป็นเงิน $227,114.53
  3. ลงทุนแบบเสี่ยงมาก เวลาได้กำไรได้ครั้งละ 50% แต่เวลาเสียก็เสียครั้งละ 50% เช่นเดียวกัน และทุกๆ 4 ปีจะขาดทุน 1 ปี ก็พบว่า ด้วยเงินต้น $10,000 ผ่านไป 20 ปี เราจะมีเงินทั้งสิ้นเพียง $136,841.84 เท่านั้น

ซึ่งก็จะเห็นได้ชัดเลยว่า การลงทุนที่แม้จะได้ผลตอบแทนสูงๆถึงครั้งละ 50% แต่เวลาขาดทุนก็เสียเยอะเหมือนกันนั้น ในระยะยาวแล้วกลับให้ผลตอบแทนที่น้อยที่สุดเลยครับ ยังไม่นับรวมสุขภาพและเวลาที่เราต้องเสียไปกับการลงทุนแบบเสี่ยงๆนี้ด้วยครับ

และนี่เลยเป็นที่มาของกฏการลงทุนง่ายๆที่ Warren Buffett บอกเอาไว้ครับว่า
1. อย่าขาดทุน
2. กลับไปอ่านข้อ 1 ให้เข้าใจ

เพราะถ้าหากเราไม่ขาดทุนหนักๆแล้ว เราก็มีโอกาสสร้างผลตอบแทนทบต้นได้ไปเรื่อยๆ และก็สามารถไปถึงจุดหมายทางการเงินที่ตั้งใจไว้ได้แน่นอนครับ จริงๆเพียงแค่ทำผลตอบแทนทบต้นได้ 20% ต่อปี ก็สามารถเปลี่ยนเงินจาก 1 ล้านให้เป็น 100 ล้านได้ ภายในประมาณ 25 ปีแล้วครับ

และเชื่อผมเถอะครับว่า การมองเห็นเงินของเราโตขึ้นปีละ 20% ไปเรื่อยๆนั้น ให้ความรู้สึกที่ดีกว่าการนั่งมองดูเงินหายไป 50% ในบางปีอย่างแน่นอนครับ

Rule No. 1: Don’t make a Loss

When I first started driving, my mom would always remind me not to drive too fast. She would say the traveling time between driving at a 100 km/hr speed and 120 km/hr is not that different. So really speeding up isn’t all that worth it if an accident happens.

When I first started driving, my mom would always remind me not to drive too fast. She would say the traveling time between driving at a 100 km/hr speed and 120 km/hr is not that different. So really speeding up isn’t all that worth it if an accident happens.

It’s the same for investment. In the long-run, it is not worth it to do something risky for short-term returns.

Why?

  1. We may hit the mark sometimes and gain great returns, but at the same time, when we make mistakes, the stakes are equally high. And the feeling of gaining great returns doesn’t compare with the feeling when you lose the same amount. Trust me.
  2. Making too-risky investments creates stress. So much that sometimes it physically affects us. We can’t eat, we can’t sleep. Not ideal.
  3. In the game of investment, Game Over happens when our entire invested capital is gone. If we take on too much risk and made a mistake, we could lose almost our entire original capital. This is like driving too fast and having a near fatal accident, which is so not worth it for driving fast and getting there a few minutes earlier.
  4. Investing is something we are doing for the long-term, for the rest of our lives. History has already shown us that no matter which technique used, in the end the compounded return is around 20% per year. So rushing to make fast money with high risk versus investing carefully in the long-run will generate you the similar results. The only difference is how you would feel throughout the entire journey.

I’ve created an Excel sheet here so that it’s easier to see that making only a few big losses might actually significantly decrease your returns. I’ve created three hypothetical situations here:

  1. A low-risk investment strategy will generate a 20% return per year. With an starting capital of $10,000, 20 years later it will become $383,376.
  2. A moderate-risk investment strategy will generate a 30% return. However, when making a loss it will be a 15% loss. So let’s say that in every 4 years, 3 years will profit and one will make a loss. We will find that the original $10,000 becomes $227,114.53.
  3. A high-risk investment strategy will generate a 50% profit each time of profit, however, it will also make a 50% loss. With the same 4-year situation of making a loss once every four years, after 20 years the starting $10,000 will be a mere $136,841.84.

Clearly, we can see that even though a high-return investment strategy yields a 50% profit each time, every time you make a loss, it is also equally significant. And in the long-run, this strategy generates the least return, not to mention all the time and stress that we have to waste in doing so.

And so this sums up the simple rules of investment by Warren Buffett, who suggests: 1) Don’t make a loss and 2) Read #1 again.

If we don’t make big losses, then we will be able to make compounded returns constantly and accomplish our investing goals. By just making a 20% return per year, we can change our 1 million into 100 billion within 25 years.

And believe me, looking at our money growing 20% per year every year feels much better than seeing our money disappear 50% a time in some years.

เรียนรู้จากการลงทุนที่ผิดพลาด

ในช่วงต้นปี สิ่งที่นักลงทุนควรจะต้องทำก็คือ การวัดผลการลงทุนในปีที่ผ่านมา ว่าดีร้ายอย่างไร ได้ตามเป้าหมายหรือเปล่า และเรียนรู้จากความผิดพลาดในปีที่ผ่านมา เพื่อให้สามารถลงทุนได้ดีขึ้นในปีต่อไป

ในช่วงต้นปี สิ่งที่นักลงทุนควรจะต้องทำก็คือ การวัดผลการลงทุนในปีที่ผ่านมา ว่าดีร้ายอย่างไร ได้ตามเป้าหมายหรือเปล่า และเรียนรู้จากความผิดพลาดในปีที่ผ่านมา เพื่อให้สามารถลงทุนได้ดีขึ้นในปีต่อไป

สำหรับผมเอง วันนี้ตื่นเช้ามาก็เริ่มต้นด้วยการอัพเดทผลตอบแทนการลงทุนในปีที่ผ่านมาเช่นกัน (เพราะตลาด US เพิ่งปิดไปเมื่อคืน) แล้วก็ได้นั่งไล่ดูประวัติการลงทุนเก่าๆ ซึ่งก็มีทั้งการลงทุนที่ดีและไม่ดี แต่มีสิ่งนึงที่น่าสนใจนำมาเล่าให้ทุกคนฟัง เพื่อเป็นความรู้ และ ของขวัญปีใหม่จากผมครับ

การลงทุนระยะยาวนั้น มีสิ่งหนึ่งที่ยากมากกว่ากิจกรรมอื่นๆก็คือ กว่าเราจะได้รู้ว่าเราตัดสินใจถูกหรือผิดนั้น บางทีต้องใช้เวลาที่นานมากเพื่อพิสูจน์ และบางครั้งการตัดสินใจที่ดูเหมือนจะถูก (ผิด) ในระยะสั้น อาจจะผิด (ถูก) ในระยะยาวก็ได้

วันนี้ผมก็ขอยกตัวอย่าง 2 ความผิดพลาดในการลงทุนของผม (จากความผิดพลาดเยอะแยะมากมาย) ซึ่งอันนึงได้กำไร อีกอันนึงขาดทุน อันนึงผมดีใจ อันนึงผมเสียใจ ที่เรื่องนี้น่าสนใจก็คือ เมื่อเวลาผ่านไป จนถึงวันนี้ หุ้นที่กำไร กลับทำให้ผมเสียใจ และ หุ้นที่ผมขาดทุน กลับทำให้ผมรู้สึกดีใจ ครับ

1. หุ้นที่ได้กำไร แต่ กลับทำให้เสียใจ

เมื่อราวๆกลางปี 2010 ผมได้ลงทุนในหุ้น MNST (สมัยซื้อยังใช้ชื่อย่อว่า HANS อยู่เลย) ซึ่งเป็นบริษัทขาย Energy Drink ที่ว่ากันว่า เป็นคู่แข่งกับ Red Bulls ในอเมริกานั่นเลย

ซึ่งเมื่อมองด้วยตัวเลขทางการเงินในอดีตที่ผ่านมาแล้วก็เป็นบริษัทที่ดีมาก และเมื่อมองดูคุณภาพของตัวธุรกิจเองก็ยอดเยี่ยมมาก และ มีอนาคตที่จะเติบโตได้อีกเยอะ

https://www.jitta.com/stock/mnst

ผมซื้อหุ้นนี้ช่วงเดือนพฤษภาคมในราคาหุ้นละ $17.63 จากนั้นก็ขายไปในเดือนพฤศจิกายนในราคาหุ้นละ $24.7 ได้กำไรประมาณ 40.1%

ในตอนที่ผมขายนั้นก็เห็นว่ากำไรในปีนั้นไม่ค่อยเติบโต และราคาก็สูงกว่า fair price ประมาณ 30% แล้ว ทุกอย่างก็แลดูเป็นการตัดสินใจที่ดี

แต่หลังจากนั้นกิจการก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับราคาหุ้นที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนปีนี้ Coca Cola ก็ให้ความสนใจและซื้อหุ้น MNST ไป 16.7% ทำให้ราคาหุ้นปัจจุบันขึ้นไปอยู่ที่ $108.35 ครับ ซึ่งถ้าหากผมถืออยู่มาจนปัจจุบันก็จะได้กำไรราวๆ 500% ครับ

ซึ่งเมื่อมองย้อนกลับไปแล้ว แม้การลงทุนใน MNST ของผมจะได้กำไรระยะสั้นที่สวยงามมาก แต่ผมก็มองว่าเป็นความผิดพลาดของผมที่ปล่อยให้ธุรกิจดีๆหลุดมือเร็วไปหน่อย และผมก็ได้แต่เฝ้ามองราคาหุ้น MNST สูงขึ้นเรื่อยๆทุกปี และแน่นอนว่าต่อให้ราคาหุ้น MNST ตกมาอยู่ที่ fair price ตอนนี้ก็ยังคงสูงกว่าราคาที่ผมขายออกไปอยู่ดีครับดังนั้นก็เลยทำให้ผมเข้าใจคำพูดของ Warren Buffett ที่ว่า

ถ้าเราได้ลงทุนในธุรกิจที่ดี ที่มาพร้อมกับผู้บริหารที่ยอดเยี่ยมแล้ว ระยะเวลาในการถือหุ้นของเราคือ ตลอดไป
– Warren Buffett

อย่างชัดเจนครับเพราะธุรกิจที่ยอดเยี่ยมมีน้อยมาก ถ้าหากเราได้มีโอกาสเป็นเจ้าของแล้ว พยายามอย่าให้หลุดมือไปนะครับ เพราะในระยะยาวแล้ว การถือหุ้นบริษัทที่ยอดเยี่ยมเหล่านี้ไว้ จะช่วยให้ผลตอบแทนของเราชนะตลาดแน่นอนครับ

2. หุ้นที่ขาดทุน แต่กลับทำให้ดีใจ

เมื่อราวๆต้นปี 2011 ผมได้ลงทุนในหุ้น ARO ที่ทำธุรกิจด้านขายเสื้อผ้าแฟชั่นที่จับกลุ่ม middle to low เป็นแบรนด์ที่วัยรุ่นอเมริกาชอบกันอยู่ช่วงนึง เพราะออกแบบคล้ายกับ American Eagle และ Abercrombie แต่ว่าราคาถูกกว่าพอสมควร

https://www.jitta.com/stock/aro

เมื่อมองดูตัวเลขทางการเงินย้อนหลังแล้ว ก็พบว่ายอดเยี่ยมมาก มองมุมไหนก็ดีไปหมด ผมก็เลยลงทุนไปในเดือนมกราคมในราคาหุ้นละ $25.13

หลังจากนั้นพองบ Q1 ออกมา ทุกอย่างก็ดูแย่ สินค้าเริ่มขายไม่ได้ ต้องลดราคาครั้งใหญ่ ทำให้ operating margin ที่เคยสูงถึง 16% ลดลงเหลือแค่ 5% และกำไรไตรมาส 1 ลดลงจาก $0.48 เหลือ $0.2 (เนื่องจากงบของ ARO มี fiscal year ไม่ตรงกับ calendar year นะครับ ดังนั้นในปี 2011 ต้องดูงบของปี 2012 แทนครับ)

ผมมาตัดสินใจขายไปตอนต้นเดือนสิงหาคมที่ราคาหุ้นละ $13.4 หลังจากที่งบ Q1 ออกมาแล้ว 2 เดือน เพราะได้อ่านข้อมูลต่างๆแล้ว เริ่มรู้สึกว่า ไม่สามารถคาดการณ์ได้เลยว่า สินค้าของ ARO จะกลับมาขายดีอีกไหม และจะกลับมาได้ด้วยกลยุทธ์อะไร

ซึ่งก็ทำให้ขาดทุนไปอย่างหนักครับ -46.67% เมื่อขายไปแล้วราคาหุ้นก็ตกลงไปแถวๆ $10 และค่อยๆวิ่งกลับขึ้นมาที่ $23 แต่ตอนนั้นไม่ได้รู้สึกคิดมากหรืออะไร เพราะเมื่อลองดูงบไตรมาสที่ออกตามมาอีก ธุรกิจก็ดูแย่ลงเรื่อยๆ ก็คิดว่า ถ้าเราไม่เข้าใจว่าราคาหุ้นขึ้นได้ยังไง ก็ต้องปล่อยวางครับ

วันนี้มาลองดูราคาหุ้นอีกที ก็พบว่าอยู่ที่ $2.32 มี Jitta Score อยูที่ 1.68 และ Jitta Line เป็นศูนย์ ซึ่งถ้าวันนั้นไม่สามารถตัดใจขายหุ้นได้ ตอนนี้ราคาหุ้นลดลงมาราวๆ 10 เท่า หรือจะขาดทุนถึง 90% เลยทีเดียวครับ

ซึ่งก็เลยทำให้รู้สึกดีใจ แม้ว่าจะขาดทุน เพราะเราตัดสินใจได้ถูกต้องตามหลักการแล้วนั่นเอง รวมทั้งการขาดทุนครั้งนั้นทำให้ผมได้เรียนรู้มากขึ้นเกี่ยวกับธุรกิจแฟชั่นด้วยว่า สำหรับสินค้าแบรนด์แฟชั่นของคนหมู่มาก (middle to low position) ที่ไม่ต้องซื้อซ้ำบ่อยมาก ถ้าไม่สามารถตามเทรนด์และออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆได้เร็วพอ จะเกิดความเสี่ยงในการอิ่มตัวได้ และ เมื่อนั้นก็ยากที่จะแก้ไข เพราะถ้าจุดเด่นหลักๆ คือ ราคาสินค้าที่ถูกกว่าคู่แข่ง ดังนั้นเพื่อให้ขายได้ก็จำเป็นต้องลดราคาไปเรื่อยๆครับ ธุรกิจก็ยากที่จะอยู่รอดได้ในระยะยาว

จากตัวอย่างความผิดพลาด 2 ครั้งที่ผมได้ยกขึ้นมา คงจะทำให้ทุกคนพอเป็นภาพการลงทุนมากขึ้นนะครับว่า ถ้าหากเราตั้งใจที่จะเป็นนักลงทุนระยะยาวแล้ว ควรจะต้องมองภาพการลงทุนในระยะยาวด้วย และ หมั่นคอยตรวจสอบการลงทุนในระยะยาวด้วยเสมอ เพราะจะทำให้เรามองเห็นภาพตามสิ่งที่ควรจะเป็นจริงๆครับ

และอย่าปล่อยให้ตนเองหวั่นไหวกับ กำไร-ขาดทุน ในระยะสั้นมากเกินไป เพราะสุดท้ายแล้ว ไม่มีใครสามารถคาดการณ์ราคาหุ้นในระยะสั้นได้ครับ ดังนั้นถ้าหากเราเข้าใจภาพรวมของการลงทุน และ ลงทุนตามหลักการที่ดีไปเรื่อยๆแล้ว การสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวก็เป็นเรื่องที่ไม่ได้ยากเย็นเลยครับ

Learn from Past Investment Mistakes

What investors should do at the beginning of each year is to evaluate their investment in the prior year, how well they performed, whether they met their target, and what mistakes they made so that they can learn and improve their investment in the next year.

What investors should do at the beginning of each year is to evaluate their investment in the prior year, how well they performed, whether they met their target, and what mistakes they made so that they can learn and improve their investment in the next year.

At the beginning of this year, I woke up and started updating my returns from last year, and so I went back to study my past investment records, which had both good and bad investments… but there was one interesting thing I found, which I would like to share with you all in this article.

One of the hardest things about long-term investments is that it takes a very long time to discover if our investment decisions were right or wrong, and sometimes, these decisions might seem like the right ones (or wrong) in the short-run, but are actually the opposite of what the seem in the long-run.

Today, I would like to share with you two of my past mistakes (from the many mistakes I’d made). One was making me profits, the other a loss. One was making me happy, the other was making me sad. Ironically, the stock that was making profits is now making me sad today, and the stock that was making a loss turned out to be making me happy.

1. The stock that was making profits, yet making me sad.

Around the middle of 2010, I bought the stock, MNST (back then it was called HANS), which was an Energy Drinks company in the United States, which could rival the likes of Red Bulls.

When we look at the past financial figures, this was a winning company, and when we look at it quality-wise, the business is a very good one with a promising future for expansion.

I bought this stock in May at $17.63 and sold it in July at $24.7, making around a 40% profit.

When I sold it, I saw that the company’s profit that year had not grown so much and the stock price was about 30% higher than the fair price. So my decision to sell it seemed like quite a reasonably good one.

However, after that the business grew with its increasing price until this year, Coca Cola purchased 16.7% of MNST, driving up the price to $108.35. If only I had kept holding on to it until today, I would make a profit of around 500%.

Looking back, even though my investment of MNST generated a nice profit figure in the short-run, it was a mistake to let go of this good business so fast. And now all I can do is keep seeing MNST’s price rise higher and higher every year. Of course, even when MNST has now fallen to its fair price, it is still higher than the price I sold. So now I truly understand Buffet’s philosophy where if you get to invest in a good business with good management, the time period in which we should hold on to that stock is forever.

There are just a handful of great businesses. If we get the chance to own them, try not to let them go because in the long-run, holding onto these stocks will surely allow us to beat the market.

2. The stock that was making a loss, yet was making me happy.

At the beginning of 2011, I invested in a stock called ARO, a fashion clothing company selling to the middle-lower target, a brand that was a hit amongst teens in the US for some time. Its designs were quite similar to American Eagle and Abercrombie, but it was considerably cheaper.
http://www.jitta.com/stock/aro

Looking back at its past financial figures, this was a great company. It looked good from every angle, so I invested in ARO in January at $25.13.

However, after Q1’s performance was reported, everything seemed bad. They were unable to sell their products, making them give out a large discount, causing their operating margin (which used to be at 16%) to fall to around 5%; the first trimester’s profit fell from $0.48 to $0.2 (since ARO’s fiscal year is different from the calendar year, we have to look at year 2012 for 2011)

I decided to sell it in August when the price was at $13.4, two months after Q1’s figures were released, because I felt like I couldn’t predict whether ARO’s product would regain its popularity or not, and by using what strategy.

I made a huge loss of -46.67%. After I sold it, the price fell down to about $10 and slowly rose to $23. But at that point, I wasn’t fixating too much because when I was looking at the financial figures in the next trimester, they were still badly performing; and if you don’t know what’s making the stock price rise, the you just have to let it go.

Today, ARO’s price is at $2.32. It has a Jitta Score of 1.68 and a Jitta Line at zero. If I hadn’t sold ARO that day, today, the stock price would have fallen around 10 times, and I would make a loss of up to 90%.

So I did have some reconciliation in the fact that I sold it, and even if I made a loss back then, it was the right decision to sell. That loss also taught me an important lesson about fashion brands. For fashion brands targeted at the mass (middle-low), in which you do not have to purchase products regularly, if they are unable to follow the latest trends and produce new products quickly, there is a high risk in saturation. And by that time it would be too late to fix, because if the only key strength of the company is it’s cheap price, it would have to keep decreasing the price to attract buyers -it would be difficult to sustain this business in the long-run.

I hope that these two mistake cases have helped shape your perspective in investment; if we want to be long-term investors, we should view our investments in the long-run, and keep track of them in the long-run as well. It will help us picture the real reality of that stock.
Also, we shouldn’t get swayed by short-term losses and gains because in the end, nobody can predict the stock price in the short-run. Therefore, if we understand the big picture of investment and invest according to good principles, building long-term wealth is not going to be that difficult.

# 4 : Learning from your past investments

สิ่งสำคัญที่จะทำให้เราพัฒนาการลงทุนได้ดีขึ้นเรื่อยๆก็คือ การเรียนรู้อย่างไม่สิ้นสุด โดยเฉพาะการเรียนรู้และหาคำตอบให้ได้ว่า การลงทุนของเราที่ผ่านมาทั้งหมดนั้น ทำไมถึงกำไร ทำไมถึงขาดทุน องค์ประกอบ ปัจจัยแต่ละอย่างที่ทำให้เรากำไรหรือขาดทุน มีอะไรบ้าง เพื่อนำมาปรับปรุงให้การลงทุนครั้งใหม่ของเราดีขึ้น มีโอกาสขาดทุนน้อยลง และ มีโอกาสได้กำไรมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นเองครับ

สิ่งสำคัญที่จะทำให้เราพัฒนาการลงทุนได้ดีขึ้นเรื่อยๆก็คือ การเรียนรู้อย่างไม่สิ้นสุด โดยเฉพาะการเรียนรู้และหาคำตอบให้ได้ว่า การลงทุนของเราที่ผ่านมาทั้งหมดนั้น ทำไมถึงกำไร ทำไมถึงขาดทุน องค์ประกอบ ปัจจัยแต่ละอย่างที่ทำให้เรากำไรหรือขาดทุน มีอะไรบ้าง เพื่อนำมาปรับปรุงให้การลงทุนครั้งใหม่ของเราดีขึ้น มีโอกาสขาดทุนน้อยลง และ มีโอกาสได้กำไรมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นเองครับ

ผมเคยมีพูดไว้ใน Jitta 101 แล้วครับว่า ถ้าหากเราต้องการสร้างความมั่งคั่งจากการลงทุนแล้วล่ะก็ เราจะต้องหาวิธีหรือรูปแบบในการทำกำไรให้ได้ และ วิธีนั้นจะต้อง

  • Repeatable : คือ เมื่อเงื่อนไขเหมือนเดิม ควรจะต้องทำกำไรซ้ำได้ทุกครั้ง (หรือเกือบทุกครั้ง)
  • Scalable : คือ เมื่อมีเงินมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ยังสามารถใช้วิธีเดิมในการทำกำไรได้ ทำให้ความมั่งคั่งเติบโตได้เรื่อยๆ

ฟังดูง่ายครับ แต่นี่คือ สิ่งที่หลายๆคนไม่เคยได้ทำและคิดทบทวนเลย เพราะคนจำนวนมากมองตลาดหุ้นเป็นเรื่องของการเสี่ยงโชค หรือ เรื่องของการเล่นตามข่าววงใน ทำให้เมื่อมีกำไรก็ดีใจ เมื่อขาดทุนก็เสียใจ แค่นั้น แต่ไม่เคยมานั่งวิเคราะห์เลยว่า จะทำยังไงให้ได้กำไรตลอด

ดังนั้นใน Jitta Portfolio จึงได้มีฟังค์ชั่นที่เน้นออกแบบมา เพื่อให้เราได้เรียนรู้และพัฒนากลยุทธ์การลงทุนของเราให้ดีขึ้นได้เสมอ ดังนี้

1. Gainer/Loser

เป็นหนึ่งในข้อมูลสำคัญที่อยู่ในหน้า Statistic จะแสดงให้เราเห็นว่า ตั้งแต่ที่เราลงทุนมาทั้งหมดนั้น เราได้กำไรกี่ครั้ง ขาดทุนกี่ครั้ง และเมื่อคิดเป็น % แล้ว เรามีโอกาสได้กำไร (Winning Chance) กี่ครั้ง และขาดทุน (Loss Chance) กี่ครั้ง จากการลงทุน 100 ครั้ง (นับเฉพาะการลงทุนที่มีการซื้อขายจบหมดแล้ว เพื่อให้รับรู้กำไรขาดทุนที่ realized เรียบร้อยแล้วเท่านั้น)

จากรูปตัวอย่าง (ที่นำมาจากการลงทุนใน Jitta Ranking ตั้งแต่สิ้นปี 2008) ก็จะเห็นได้ว่า เราลงทุนไป 35 ครั้ง ได้กำไร 27 ครั้ง คิดเป็นโอกาสในการกำไร 77.1% และขาดทุน 8 ครั้ง คิดเป็นโอกาสในการขาดทุน 22.9% และครั้งที่กำไรและขาดทุนมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ หุ้นอะไร กำไรขาดทุนแค่ไหน

ซึ่งตามที่ Peter Lynch กล่าวไว้ก็คือ ในการลงทุนนั้น ควรจะต้องกำไรอย่างน้อย 6 ครั้ง จากการลงทุน 10 ครั้งครับ ซึ่งถ้าหากเราลงทุนแล้วได้มีโอกาสได้กำไรที่ 77.1% ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีแล้วครับ

นอกจากนั้นก็มีบอก Average Holding Period (หรือ ระยะเวลาในการถือหุ้นโดยเฉลี่ย) ของหุ้นที่เรากำไรและหุ้นที่เราขาดทุนไว้ด้วย เพื่อให้เรามองเห็นภาพว่า กลยุทธ์การถือหุ้นของเราที่ทำให้ได้กำไรนั้น อยู่ที่ประมาณกี่วัน

ซึ่งตัวอย่างที่ใช้มาจาก Jitta Ranking (ซื้อหุ้นแล้วถือไป 12 เดือน) ดังนั้นตัวเลขเลยอยู่ที่ประมาณ 365 วันทั้งฝั่งกำไรและฝั่งขาดทุนครับ แต่ถ้าหากใครที่มีกลยุทธ์การซื้อขายแบบอื่นๆ ตัวเลขนี้ก็จะสะท้อนให้เห็นได้ว่า ระยะเวลาแค่ไหนที่เราลงทุนไปแล้วจะได้กำไรสูงๆครับ

และถ้าหากใครที่ต้องการเข้าไปดูรายละเอียดมากขึ้นว่า ในอดีตที่ผ่านมาทั้งหมด เราทำกำไรได้จากหุ้นตัวไหน และ ขาดทุนจากหุ้นตัวไหนบ้าง ก็สามารถคลิกที่ Gainer หรือ Loser ได้เลย ทาง Jitta Portfolio ก็จะแสดงรายละเอียดของหุ้นที่เรากำไร หรือ ขาดทุน ทั้งหมดออกมาให้เราได้นำไปวิเคราะห์ต่อได้ทันทีครับ

2. Notes

ใน Jitta Portfolio จะมีให้เราสามารถใส่ข้อความเข้าไปในทุก transactions ของเราได้ ดังนั้นเมื่อเราได้กำไร หรือ ขาดทุน และเข้าใจว่าเพราะอะไรถึงเป็นแบบนั้น ก็สามารถบันทึกไว้ได้ตลอด โดยเฉพาะการลงทุนครั้งที่ทำให้เรากำไรมากๆหรือขาดทุนมากๆ เราควรจะเขียนให้ละเอียดและเก็บเป็นบรรทัดฐานไว้ เมื่อเรากลับมาอ่านทบทวนบ่อยๆ ก็จะทำให้เราตัดสินใจลงทุนได้ดีขึ้นแน่นอนครับ

ถ้าเมื่อไหร่ที่เรากำไรมากๆ แล้วไม่สามารถอธิบายได้ แสดงว่ากำไรที่ได้มาน่าจะเป็นเพราะโชคช่วยมากกว่าทักษะในการลงทุนครับ และในกรณีที่เราขาดทุนมากๆแล้วไม่สามารถอธิบายได้ ก็เป็นเพราะว่าเราขาดทักษะหรือตัดสินใจบางอย่างผิดไป ไม่ใช่เพราะว่าโชคร้ายครับ

3. Transaction History

สำหรับใครที่อยากดูประวัติการลงทุนทั้งหมดของตนเอง Jitta Portfolio ก็จะมี Transaction History ให้กลับมาย้อนดูเป็นรายปีได้เลยครับว่า เกิดอะไรขึ้นกับการลงทุนของเราบ้าง ปีไหนที่เราขาดทุนหนักๆ เป็นเพราะเราไปลงทุนพลาดในหุ้นอะไร ก็เข้าไปดู ไปอ่าน Note ที่เราเขียนบันทึกไว้ได้เลยครับ
ทั้งนี้ Transaction History ก็จะเลือกมุมมองได้ 2 แบบ คือ

All Transactions : มุมมองประวัติการซื้อขายหุ้นทั้งหมดของเรา เรียงตามลำดับการซื้อขายปรกติ

Profil/Loss : มุมมองประวัติการซื้อขายหุ้น เป็นรายหุ้น

เพื่อให้เราทราบว่าเราได้กำไรหรือขาดทุนจากหุ้นตัวไหน มากน้อยแค่ไหน

(และในหน้า Transaction นี้ ก็มีให้เลือก Advanced Mode ได้ สำหรับใครที่ต้องการจะเพิ่มเติมหรือแก้ไขข้อมูลต่างๆอย่างรวดเร็วครับ)

ดังนี้แล้ว ถ้าหากเราบันทึกประวัติการลงทุนของเรามาเรื่อยๆ เราก็จะสามารถกลับเข้ามาเรียนรู้ หาข้อดีข้อเสีย ข้อผิดพลาดในการลงทุนของเราได้ง่ายๆตลอดเวลาใน Jitta Portfolio ครับ

ผมก็ขอจบบทความ Jitta Portfolio Series ไว้เพียงเท่านี้นะครับ ใครที่ยังไม่ได้อ่านบทความครั้งก่อนๆของ Jitta Portfolio ก็เข้าไปอ่านได้ที่

Jitta Portfolio Series # 1 : Portfolio Management
http://library.jitta.com/th/article/jitta-portfolio-series-1-portfolio-management

Jitta Portfolio Series # 2 : Asset Allocation
http://library.jitta.com/th/article/jitta-portfolio-series-2-asset-allocation

Jitta Portfolio Series # 3 : Tracking Your Results
https://library.jitta.com/th/article/jitta-portfolio-series-3-tracking-your-results

เมื่อศึกษาเรื่องการจัดการ การวัดผล และการปรับปรุง Portfolio ให้เข้าใจแล้ว ผมเชื่อว่าทุกคนจะสามารถเรียนรู้และพัฒนากลยุทธ์การลงทุนให้ดีขึ้นได้เรื่อยๆอย่างแน่นอนครับ

# 4 : Learning from your past investments

One thing that can help us improve our investment is continuous learning, especially finding explanations as to why our past investment has profited and lost, what were the components and factors for our success and failure in the past, so that we can improve our investments and decrease our chances of making a loss in the future.

One thing that can help us improve our investment is continuous learning, especially finding explanations as to why our past investment has profited and lost, what were the components and factors for our success and failure in the past, so that we can improve our investments and decrease our chances of making a loss in the future.

I have already mentioned this in Jitta 101 that if we want to build our wealth through investing, we have to find methods of making profits. These methods have to be:

  • Repeatable: if conditions are the same, the same method should be able to create profits every time (or almost every time)
  • Scalable: with more money, the same method should be able to create profits in the same manner

Sounds easy, but it is something many have overlooked or never practiced, because most people in the stock market view the whole thing as luck-based, or trading stocks from insider news. So when they profit, they’re happy, when they lose money, they’re sad -no analysis on how to profit continuously.

Therefore, Jitta Portfolio has created functions that help users improve and learn from their investment strategies.

1. Gainer / Loser

This is one of the important Statistics that tells us the amount of times we profit, ever since we started investing, and calculate the percentage of our Winning Chance (the opportunity for us to make profits) and Loss Chance. (Taking into account only the realized sales/purchases)

From the example (from the investing using Jitta Ranking since 2008), we will see that we invested 34 times, profiting 27 times; so the calculated chance of profit is 77.1%. We lost 8 times, so therefore, the loss chance is 22.9%. We can also see which are the top 3 stocks that have the highest profits and losses, and how much from each.

As Peter Lynch preached, in investment, you should profit at least 6 times from your 10-time investment. So if you have a 77.1% chance of profiting, it is considered to be quite good.

Apart from this, Jitta Portfolio also displays the Average Holding Period of the stocks that we profit and lose from, so that we can see the time period for when we made profits (i.e. around how many days), in which our example is the stocks from Jitta Ranking (holding them for 12 months); both profitable and non-profitable stocks are held around 365 days. But if somebody else has a different strategy in buying/selling stocks, this number will reflect the time period we invested that will yield the highest profit.

For those of you who want further details about how much we profit/lose and from which stocks in the past can click the Gainer/Loser icon on Jitta Portfolio. It will display this information.

2. Notes

In Jitta Portfolio, you can add in comments and notes in every transaction you make. So when you make profit/loss, you can see the reasons behind that, as you can record data constantly. Especially with times that we gained huge amounts or lose huge amounts, we should record the details so as to remind ourselves next time and improve our investment.

Whenever we make high profits but are unable to explain the cause, then perhaps this gain came from luck rather than skill. When we make huge losses and are unable to explain them, it shows that we lack skills or made a wrong decision (not because of bad luck).

3. Transaction History

For those who want to view their entire investment history, Jitta Portfolio has the Transaction History function for you to revert back and study each year carefully -what happened with your investment, which are the years we made losses, and why (we can read from our Notes).

Within Transaction History, we can view two types of information:

All Transactions : showing all of your transactions by order

Profit/Loss : showing your history of transactions by individual stocks, so that we will know how much profit/loss we made from each stock

(In addition, you can choose the Advanced mode on the Transaction page, for those who want to add or alter other information)

__

With all this, we would be able to record all our investment history, and can access them to learn, find strong and weak points in our investments in the Jitta Portfolio.

And that’s the end of our Jitta Portfolio Series! For those of you who haven’t read the previous ones, you can do so at these following links:

Jitta Portfolio Series # 1 : Portfolio Management

http://library.jitta.com/en/article/jitta-portfolio-series-1-portfolio-management

Jitta Portfolio Series # 2 : Asset Allocation

https://library.jitta.com/en/article/jitta-portfolio-series-2-asset-allocation

Jitta Portfolio Series # 3 : Tracking Your Results

https://library.jitta.com/en/article/jitta-portfolio-series-3-tracking-your-results

After studying up on how to manage, plan and improve your Portfolio, I have no doubt that everyone can learn from and improve their investment strategies for the future.