หลักการลงทุนที่ปลอดภัยในยามที่ตลาดหุ้นผันผวนวุ่นวาย

หลักการลงทุนที่ปลอดภัยในยามที่ตลาดหุ้นผันผวนวุ่นวาย นอกจากการลงทุนในธุรกิจที่ดีที่มีการจ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอหรือเพิ่มขึ้นทุกปีแล้ว อีกวิธีนึงที่ดีก็คือ การลงทุนแบบหาส่วนต่างกำไรจากราคาหุ้น (Stock Arbitrage) แบบชัวร์ๆครับ

Advertisements

หลักการลงทุนที่ปลอดภัยในยามที่ตลาดหุ้นผันผวนวุ่นวาย นอกจากการลงทุนในธุรกิจที่ดีที่มีการจ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอหรือเพิ่มขึ้นทุกปีแล้ว อีกวิธีนึงที่ดีก็คือ การลงทุนแบบหาส่วนต่างกำไรจากราคาหุ้น (Stock Arbitrage) แบบชัวร์ๆครับ

ที่ว่าแบบชัวร์ๆก็คือ เราต้องมั่นใจได้ว่า เมื่อเราซื้อหุ้นไปแล้ว เราสามารถนำไปขายได้เมื่อไหร่ในอนาคต ในราคาเท่าไหร่ และจะได้ผลตอบแทนจากการลงทุนเท่าไหร่ครับ (ซึ่งจะแตกต่างจากการซื้อหุ้นแล้ว หวังให้หุ้นขึ้นในระยะสั้นๆแล้วขาย แบบไม่มีเหตุผลนะครับ)

วิธีการนี้นักลงทุนจำนวนมากใช้กันเสมอเมื่อมีโอกาส แม้กระทั่ง Warren Buffett เองก็ใช้ทุกครั้งที่มีโอกาส (ในสมัยหนุ่มๆที่เงินลงทุนยังไม่มากมายเหมือนทุกวันนี้ครับ)

วิธีการลงทุนแบบ Stock Arbitrage ที่ง่ายที่สุดและชัวร์ที่สุดนั้น ก็คือ

  • การคอยดูว่าจะมีบริษัทไหนในตลาดหลักทรัพย์ที่ประกาศการถูกเข้าซื้อกิจการบ้าง
  • ราคาหุ้นที่ถูกเสนอซื้ออยู่ที่เท่าไหร่ และจะมีการทำคำเสนอซื้อวันไหน
  • ราคาหุ้นในตลาดหุ้นอยู่ที่เท่าไหร่ และเราจะได้ผลตอบแทนประมาณเท่าไหร่

ยกตัวอย่างง่ายๆเช่น ตอนที่ CPALL ประกาศว่าจะซื้อ MAKRO ในราคา 787 บาท ในช่วงที่กำลังรอผู้ถือหุ้นอนุมัติการซื้อกิจการครั้งนี้ ราคาหุ้นอยู่ที่ราวๆ 756 บาท เท่ากับว่าถ้าหากดีลนี้ได้รับการอนุมัติ และการควบรวมกิจการสำเร็จได้ด้วยดีในอีก 4 เดือนข้างหน้า

เราจะได้กำไรประมาณ (787-756)/756 = 4.1% ภายในเวลา 4 เดือน หรือเทียบได้ประมาณ 12.3% ต่อปีครับ

(ตัวเลขราคากับระยะเวลา อาจจะไม่ถูกต้องเป๊ะตามที่เขียนนะครับ ผมเขียนเอาจากความทรงจำ เพื่อยกเป็นตัวอย่าง แต่น่าจะอยู่ที่ราวๆนี้ครับ รวมทั้งไม่ได้นำเรื่องค่าธรรมเนียมในการซื้อขายหุ้นมาคิดรวม เพื่อความง่ายในการคำนวณครับ)

ดังนั้นสิ่งที่เราต้องวิเคราะห์ในการทำกำไรจากการลงทุนด้วยวิธีนี้คือ การซื้อกิจการนั้นมีโอกาสเกิดขึ้นจริงมากน้อยแค่ไหน และผลตอบแทนที่ได้รับต่อปีนั้นคุ้มค่ามากแค่ไหนครับ อย่างกรณีของ Warren Buffett นั้น ต้องการการลงทุนที่ปลอดภัยมากที่สุด ก็จะรอจนมั่นใจได้ว่า การควบรวมกิจการเกิดขึ้นแน่ๆ แล้วค่อยไปดูว่าราคาหุ้นในตลาด ณ วันนั้น ซื้อได้ในราคาเท่าไหร่ ถ้าหากว่าซื้อแล้วได้รับผลตอบแทนต่อปีอย่างน้อย 10% ก็สามารถลงทุนได้ครับ

ซึ่งด้วยวิธีแบบนี้ อารมณ์หรือความวุ่นวายของตลาดหุ้นจะไม่มีผลให้ราคาหุ้นแกว่งเท่าไหร่ครับ เพราะมีราคากำหนดตายตัวอยู่แล้วในวันที่จะทำเรื่องซื้อหุ้นเพื่อควบรวมกิจการในอนาคต ทำให้เราคาดการณ์ผลตอบแทนได้ชัดเจนมาก

มาดูตัวอย่างที่เพิ่งเกิดขึ้นจริงกับกรณีของบริษัทไทยพาณิชย์สามัคคีประกันภัย (SCSMG) ที่เพิ่งมีประกาศออกมาว่า ทางธนาคารไทยพาณิชย์ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เตรียมขายหุ้น SCSMG ให้กับ ACE Group ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทประกันภัยระดับโลก

โดยหลักๆก็สรุปได้ดังนี้

  • ACE จะซื้อหุ้น SCSMG ในราคาหุ้นละ 27.6 บาท จากธนาคารไทยพาณิชย์ และ ผู้ถือหุ้นทุกคน
  • การซื้อขายน่าจะเสร็จสิ้นภายในไตรมาส 2 ของปี 2557
  • การซื้อขายยังขึ้นอยู่กับเงื่อนไขบางประการ เช่น การได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การตรวจสอบสถานะกิจการของ SCSMG การได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้น เป็นต้น

ดังนั้นจากข้อมูลเหล่านี้ เราจะเห็นว่าดีลการซื้อกิจการนี้มีโอกาสค่อนข้างสูงมาก เพราะ

  1. บนหน้าเว็บของ SCSMG มีประกาศถึงเรื่องการขายกิจการครั้งนี้อย่างจริงจัง แสดงให้เห็นว่าธนาคารไทยพาณิชย์ต้องการขายหุ้น SCSMG ออกไปจริงๆ และ ธนาคารไทยพาณิชย์ถือหุ้นอยู่เกิน 50% ใน SCSMG อยู่แล้ว ดังนั้นไม่น่ามีปัญหาในการอนุมัติจากผู้ถือหุ้นเพื่อให้มีการขายกิจการ
  2. ACE Group เป็นกลุ่มบริษัทประกันภัยจากอเมริกาที่ใหญ่เป็นอันดับ 7 ของโลก (วัดตามมูลค่าการตลาด) ซึ่งก็กำลังอยู่ในช่วงขยายกิจการมาในแถบตลาดเกิดใหม่ และ ACE ก็มีฐานะทางการเงินที่ดี มีเงินเพียงพอที่จะซื้อหุ้น SCSMG ทั้งหมดจากผู้ถือหุ้นได้ไม่มีปัญหา พร้อมทั้งมีประวัติในการเข้าซื้อกิจการประกันในประเทศต่างๆสำเร็จด้วยดีมาแล้วมายมาย

เมื่อฝั่งผู้ขายอยากขาย ฝั่งผู้ซื้ออยากซื้อและมีเงินพร้อมซื้อ ก็น่าจะตกลงซื้อขายกันได้ไม่มีปัญหาอะไร ยกเว้นแต่เพียงมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นเท่านั้น เช่น อยู่ๆ ACE ไปเจออะไรที่ซุกซ่อนไว้ในงบการเงินของ SCSMG เลยขอระงับการเข้าซื้อกิจการเป็นต้น

ดังนั้นถ้าหากว่าเรามั่นใจว่าการซื้อขายครั้งนี้เกิดขึ้นแน่นอน เราก็ไปดูราคาหุ้น SCSMG ในตลาดหลักทรัพย์ก็จะเห็นว่าราคาอยู่ที่ 26.75 บาท ณ วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2557 ดังนั้น ถ้าหากเราคิดว่าการควบรวมครั้งนี้จะเสร็จสิ้นภายในเดือนมิถุนายน (ตามที่บริษัทให้ข้อมูล) แสดงว่า ถ้าหากเราซื้อหุ้น SCSMG วันนี้ที่ 26.75 บาท แล้วไปขายตอนวันที่ 3 มิถุนายน ในราคา 27.6 บาท เราจะได้ผลตอบแทนการลงทุนประมาณ 3.17% ภายในระยะเวลา 4 เดือน หรือประมาณ 9.53% ต่อปีครับ ซึ่งก็ถือว่าเป็นผลตอบแทนที่ค่อนข้างดีครับ แต่ก็ยังไม่ถึง 10% ต่อปีตามเกณฑ์การลงทุนที่ดีครับ

ดังนั้นถ้าเจอแบบนี้เราก็อาจจะรอไปอีกสักพัก เพื่อให้ใกล้เวลาที่จะควบรวมมากขึ้น แล้วไปดูราคาอีกทีก็ได้ครับ ถ้าหากว่าคุ้มค่าก็ค่อยเข้าไปลงทุนตอนนั้นก็ได้ เช่น สมมติวันที่ 4 เมษายน มีการประกาศซื้อกิจการเรียบร้อย และราคาหุ้นอยู่ที่ 27 บาท เท่ากับว่า เราจะได้ผลตอบแทน 2.22% ในระยะเวลา 2 เดือน หรือเท่ากับประมาณ 13.33% ต่อปี ก็ถือว่าคุ้มค่าในการลงทุนแล้วครับ

แต่บางทีรอไปใกล้ๆ ก็อาจจะทำให้ราคาขึ้นสูงจนใกล้ราคาเสนอซื้อ จนผลตอบแทนลดลงก็ได้ครับ ดังนั้นก็ขึ้นอยู่กับแผนการลงทุน และ ผลตอบแทนในการลงทุนที่เราต้องการครับว่าจะซื้อหรือไม่ และ ซื้อในช่วงเวลาไหนครับ อย่างผมเองก็ยึดแนว Warren Buffett เป็นหลักครับ คือ รอให้มั่นใจและค่อยไปดูราคา ถ้าหากได้ผลตอบแทนมากกว่า 10% ต่อปี ก็ค่อยลงทุนครับ

ทั้งนี้ผมยกเรื่องของ SCSMG มาให้ดูเป็นตัวอย่างง่ายๆนะครับ ถ้าหากใครสนใจก็ลองไปวิเคราะห์เพิ่มเติมได้นะครับ พร้อมทั้งอาจจะเข้าไปดู Jitta Score กับ FactSheet ของหุ้น SCSMG และ ACE ใน Jitta ประกอบด้วยก็ได้ ซึ่งจะเห็นได้ว่า ACE เป็นบริษัทประกันที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง ดังนั้นก็ไม่น่าจะมีปัญหาในการเข้าซื้อ SCSMG แน่นอน และ SCSMG มีผลการประกอบกิจการที่ไม่ค่อยดี ดังนั้นไทยพาณิชย์อยากขายแน่นอนครับ

สรุปการลงทุนแบบ Stock Arbitrage ก็ปลอดภัยดีครับ เหมาะกับคนที่ไม่ชอบความเสี่ยง แต่จะลงทุนได้ก็ต้องคอยติดตามข่าวและต้องมีการวิเคราะห์เพิ่มเติม เพราะการลงทุนในกรณีนี้ควรจะลงทุนเมื่อมั่นใจได้เกือบๆ 100% ว่าการซื้อขายกิจการจะไม่มีอะไรผิดพลาดครับ ถ้าแค่ออกมาเป็นข่าวลืออะไรพวกนี้ไม่ควรจะไปเชื่อครับ รอให้บริษัทประกาศออกมาเป็นทางการจะมั่นใจได้มากกว่าเยอะครับ

แต่ถ้าหากเราไม่ต้องการวุ่นวายกับเรื่องเหล่านี้ ก็ยึดมั่นในหลักการ

Buy a wonderful company at a fair price
– Warren Buffett

และใช้ Jitta ในการมองหาบริษัทที่ยอดเยี่ยมเพื่อลงทุนระยะยาวเหมือนเดิมต่อไปได้อยู่ดีครับ เพราะในระยะยาวแล้วผลตอบแทนที่ได้ก็ยังเหนือกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้นอยู่ดีครับ

สำหรับตัวผมเองก็จะเลือกลงทุนระยะยาวในธุรกิจที่ยอดเยี่ยมก่อนเสมอครับ เพราะในระยะยาวแล้วจะสร้างผลตอบแทนได้ดีที่สุด และ ทำให้เรามีเวลาว่าง และ สบายใจมากที่สุดครับ

แนวคิดหลักการซื้อขายหุ้น

เมื่อวานเขียนเรื่องธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ขายบริษัทไทยพาณิชย์สามัคคีประกันภัย (SCSMG) ให้กับ ACE Group (ACE) ไป เลยคิดถึงมุมมองอีกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้จากตัวอย่างนี้ครับ เลยอยากมาแชร์ให้ทุกคนฟัง

เมื่อวานเขียนเรื่องธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ขายบริษัทไทยพาณิชย์สามัคคีประกันภัย (SCSMG) ให้กับ ACE Group (ACE) ไป เลยคิดถึงมุมมองอีกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้จากตัวอย่างนี้ครับ เลยอยากมาแชร์ให้ทุกคนฟัง

ในโลกของธุรกิจแล้ว เวลาที่ผู้บริหารจะขายธุรกิจในเครือออกไป ผู้บริหารก็จะขายธุรกิจที่ย่ำแย่หรือไม่ทำกำไรออกไป เพื่อลดการขาดทุนของกลุ่ม พร้อมทั้งจะเก็บธุรกิจในเครือที่เป็นดาวรุ่งและสร้างกำไรมากๆไว้ตลอดไป

อย่าง SCB ก็มีธุรกิจประกันในเครือเป็น ธุรกิจประกันภัย คือ SCSMG กับธุรกิจประกันชีวิตคือ บริษัทไทยพาณิชย์ประกันชีวิต (SCBLIF) ซึ่งถ้าหากเราเข้าไปอ่านงบการเงินดูสภาพทางธุรกิจของทั้งสองบริษัท ก็จะตัดสินใจได้ง่ายๆเลยว่า SCBLIF มีเศรษฐศาสตร์ทางธุรกิจดีกว่า สามารถทำกำไรได้สม่ำเสมอ และคาดการณ์ได้ง่ายกว่า SCSMG เยอะ

ถ้าเข้าไปดู Jitta ก็จะเห็นได้ชัดว่า Historical Jitta Score ของ SCBLIF มากกว่า 5 ทุกปี ในขณะที่ของ SCSMG น้อยกว่า 5 ในทุกปี รวมทั้ง Jitta Factors, Jitta Signs นั้น ทุกอย่างของ SCBLIF ดีกว่า SCSMG ทั้งสิ้น แสดงให้เห็นชัดเลยว่า ผลงานทางธุรกิจของ SCBLIF นั้นชนะ SCSMG ขาดลอยครับ

ดังนี้แล้ว ถ้าหากเราเป็นผู้บริหารธนาคารไทยพาณิชย์ เราจะขายธุรกิจไหน และ เก็บธุรกิจไหนเอาไว้ครับ?

ตอบได้ไม่ยากเลยใช่ไหมครับ ก็ควรจะต้องขายธุรกิจประกันภัยของ SCSMG ทิ้งไป และเก็บธุรกิจประกันชีวิตที่ดีกว่าอย่าง SCBLIF เอาไว้

สิ่งที่เกิดขึ้นก็เป็นไปตามที่เราคิดครับ ในปี 2011 SCB ตัดสินใจซื้อหุ้น SCBLIF ประมาณ 40% จาก New York Life เพื่อให้ตัวเองเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 94.66% ในขณะที่ปี 2013 ก็ตัดสินใจขายหุ้นทั้งหมดของ SCSMG ให้กับ ACE Group ครับ

ซึ่งก็ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องมากในมุมมองของธุรกิจครับ ขายธุรกิจที่ไม่ดีทิ้งไป และ เก็บแต่ธุรกิจที่ดีเอาไว้

สิ่งที่ตัดสินใจง่ายในทางธุรกิจแบบนี้ แต่พอมาเป็นโลกของการลงทุนในตลาดหุ้น คนกลับลืมสิ่งเหล่านี้ครับ และทำในสิ่งที่ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือ คนส่วนมากเวลาต้องขายหุ้นนั้น มักจะเลือกขายหุ้นที่กำไรมากๆไว้ก่อน เพราะถือว่าได้กำไรแล้ว และเก็บหุ้นที่ขาดทุนไว้ เพราะทำใจไม่ได้ที่จะต้องขายขาดทุนและหวังว่าสักวันนึงราคาหุ้นจะกลับขึ้นมา

การตัดสินใจแบบนี้ ทำให้สุดท้ายแล้วเราจะขาดทุนในระยะยาวครับ เพราะเงินจะไปจมอยู่กับบริษัทที่แย่ๆ ทำให้เงินไม่งอกเงยขึ้นมาตามที่ควรจะเป็นถ้าหากเราเปลี่ยนเงินจำนวนเดียวกันนี้ไปลงทุนในบริษัทที่ดีครับ

ดังนั้นตามที่ Warren Buffett บอกไว้ครับว่า

อะไรที่สมเหตุสมผลในโลกธุรกิจ ก็สมเหตุสมผลในโลกของการลงทุน
– Warren Buffett

เราควรจะตัดสินใจซื้อขายหุ้นของเราเหมือนกับการตัดสินใจทางธุรกิจ คือ เวลาจะซื้อหรือขายหุ้นนั้น อย่าไปคิดถึงเรื่องกำไรขาดทุนจากราคาหุ้นมากครับ เพราะมันไม่ได้บอกอะไรกับเราเท่าไหร่เลย สิ่งที่เราควรจะต้องทำก็คือ

  1. วิเคราะห์คุณภาพและมูลค่าของธุรกิจ
  2. พยายามเก็บหุ้นของบริษัทดาวรุ่งที่มูลค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเอาไว้
  3. ขายหุ้นของบริษัทที่ธุรกิจย่ำแย่ออกไป

ในระยะยาวแล้วพอร์ตการลงทุนโดยรวมของเราจะเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆตามมูลค่าของบริษัทดีๆที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆเองครับ อย่าลืมว่ามหาเศรษฐีเกือบทุกคนบนโลกนี้นั้น รวยขึ้นมาได้จากการถือหุ้นของบริษัทดีๆไว้เพียงแค่ไม่กี่บริษัทเท่านั้นเองครับ

ในกรณีของ SCBLIF และ SCSMG นั้นจะเห็นได้ว่า มูลค่าทางธุรกิจ หรือ ราคาหุ้นนั้น ก็สะท้อนผลงานของบริษัทอย่างเต็มที่ โดย SCBLIF นั้น มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 5 เท่า ภายใน 6 ปีทีผ่านมา ในขณะที่ SCSMG นั้นมูลค่าแทบไม่ได้เพิ่มขึ้นเลยนับจากปี 2007

ดังนั้นถ้าหากเราถือหุ้น 2 ตัวนี้อยู่ ไม่ว่าจะช่วงเวลาไหนตั้งแต่ปี 2007 เป็นต้นมา ไม่ว่าราคาหุ้นของทั้งสองบริษัทนี้จะขึ้นลงยังไง ไม่ว่าเราจะได้กำไรจากบริษัททั้งสองนี้มากน้อยแค่ไหน การตัดสินใจทางการลงทุนที่ถูกต้องก็คือ การเก็บหุ้นของ SCBLIF เอาไว้ และขาย SCSMG ออกไป เหมือนกับการตัดสินใจที่เราจะทำถ้าหากเราเป็นผู้บริหารของ SCB นั่นเองครับ

แต่ให้ดีที่สุด เพียงแค่เราดู Historical Jitta Score เราก็ไม่ควรไปลงทุนใน SCSMG ตั้งแต่แรกอยู่แล้วครับ

ปล. จะเห็นว่าหลักการลงทุนจริงๆง่ายมากครับ แต่ในสมัยที่ยังไม่มี Jitta ก็ถือได้ว่าเป็นงานที่ค่อนข้างหนักเอาการนะครับ กับการที่ต้องคอยมานั่งวิเคราะห์ธุรกิจต่างๆและคำนวณมูลค่าที่เหมาะสมอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้สามารถตัดสินใจลงทุนได้อย่างถูกต้องตามมุมมองทางธุรกิจครับ

และนั่นก็เป็นที่มาของ Jitta ที่เราอยากให้คนทั่วไปสามารถตัดสินใจลงทุนได้อย่างมีเหตุมีผลเหมือนกับการทำธุรกิจ เพื่อให้ผลตอบแทนการลงทุนของทุกคนดีขึ้น และที่สำคัญสบายใจในการลงทุนมากขึ้นครับ

Principles of Buying and Selling Stocks

In the business world, when management sells a business in its group, it means that that subsidiary is performing badly or is not making any profit. This is so that they can reduce the group’s loss, and keep only their rising star businesses to build more profits.

As I wrote about Siam Commercial Bank BKK:SCB selling off its subsidiary, BKK:SCSMG to BKK:ACE Group, I thought of another aspect of this story.

In the business world, when management sells a business in its group, it means that that subsidiary is performing badly or is not making any profit. This is so that they can reduce the group’s loss, and keep only their rising star businesses to build more profits.

BKK:SCB has an insurance business BKK:SCSMG and a life insurance business BKK:SCBLIF If we look at these businesses’ financial statements, we can see clearly that BKK:SCBLIF has much better economics, is able to generate constant profits, and is much more predictable than BKK:SCSMG

https://www.jitta.com/stock/bkk:scblif

http://www.jitta.com/stock/bkk:scsmg

If we look at the Historical Jitta Score of BKK:SCBLIF, we will also see that it has always been more than 5 every year, whereas BKK:SCSMG ’s scores have always been lower than 5 every year. This also includes other indicators like Jitta Factors and Jitta Signs -every indicator of BKK:SCBLIF is better than BKK:SCSMG. This reinstates that BKK:SCBLIF greatly outperforms BKK:SCSMG.

So if you were part of BKK:SCB’s management, which business would you sell and which would you keep?

The answer is blatantly clear. We should obviously sell BKK:SCSMG and keep the better business of life insurance like BKK:SCBLIF.

Of course, that is what BKK:SCB did. In 2011, they finally bought back about 40% of BKK:SCBLIF from New York Life, making them the biggest shareholder with 94.66%, while in 2013, they decided to sell all of BKK:SCSMG to the BKK:ACE Group.

This is the right move to make, in terms of doing business: sell the bad business out, and keep the good business.

It’s a very simple business mindset. But when it comes to the world of investment, people tend to forget this simple logic, and even do the opposite! Why? Most people sell stocks that are making high profits, because they think that they will gain once they sell them. And they tend to keep the stocks that are still making losses, because they cannot bear to sell these stocks at a loss, still hoping that one day, the price would turnaround.

Making decisions such as these will cost us in the long-run. Because our money would be sunken into bad businesses, instead of being invested in good businesses and growing with them.

So as Warren Buffett stated, “Anything that makes sense in the business world will make sense in the world of investment, too.” We should decide whether to buy or sell stocks under the same mindset as we would make business decisions: When we buy or sell stocks, do not fixate on the profit/loss from the stock price, because it does not really tell us much. What we should do are:

  1. Analyze the quality and value of that business
  2. Keep holding the stocks of rising star companies
  3. Sell stocks of badly performing companies

In the long-run, our overall investments will grow with the value of these businesses. Remember that almost every billionaire in the world have built their fortunes by holding stocks of only a few good companies.

In the cases of BKK:SCBLIF and BKK:SCSMG, we will see that the business valuation and the stock price reflect their performance. BKK:SCBLIF’s value increased 5-folds in the past 6 years, while BKK:SCSMG’s value barely increased from 2007.

Therefore, if we held these two stocks at any point in time from 2007, no matter how much the prices are or the profits are, the right investment decision would be to keep BKK:SCBLIF and sell BKK:SCSMG, a decision we would make if we were BKK:SCB’s management.

But the best case if you look at the Historical Jitta Score, would be to not invest in BKK:SCSMG in the first place.

P.s. Investing is very simple, really. But before Jitta, it is considered quite hard, because you would have to analyze all the different businesses and constantly calculate their value to make your decisions.

And that is why Jitta was developed -to enable normal people to make investment decisions like they would do when buying a business. We strive to help increase your returns and, importantly, to help ease your concerns so that you can invest happily.