สิ่งที่ควรทำยามตลาดหุ้นผันผวน

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา หลายๆ คนกำลังเคร่งเครียดกับพอร์ต หลังตลาดปรับตัวลงมาแรงๆ อยู่หรือเปล่าครับ

ผมเองก็ได้รับคำถามจากเพื่อนนักลงทุนเยอะเหมือนกันครับว่า

ช่วงนี้ควรทำอย่างไร? ควรขายหุ้นทิ้ง คัทลอสเลยมั้ย?

และผมก็ตอบเหมือนเดิมทุกครั้งว่า “นิ่งสงบ สยบเคลื่อนไหว” ครับ

เพราะในตลาดหุ้น คนเคาะซื้อขายบ่อยๆ สุดท้ายเสียเงินให้คนใจเย็นหมดครับ

ดังที่คุณปู่กล่าวไว้ว่า “The stock market is designed to transfer money from the active to the patient.” ตลาดหุ้นถูกออกแบบมาให้โยกเงินจากคนอยู่ไม่นิ่งไปให้คนอดทน

เหมือนเวลาต้มแกง ยิ่งคน ไปเปิดฝาดู มันก็ยิ่งเดือดยาก สู้อดทนปล่อยทิ้งไว้ แป๊บเดียวก็ได้กินแล้วใช่มั้ยครับ

การลงทุนก็เช่นกัน!
ในสถานการณ์แบบนี้ Jitta จะไม่แนะนำให้จับจังหวะตลาดเพื่อขายทำกำไรหรือคัทลอส เพราะไม่มีใครทราบได้แน่นอนครับว่าตลาดหุ้นจะตกไปถึงไหน จะเด้งกลับขึ้นมาเมื่อไหร่…

ปีเตอร์ ลินซ์​ นักลงทุนที่ยิ่งใหญ่กล่าวไว้ว่า “A stock-market decline is as routine as a January blizzard in Colorado.” ตลาดหุ้นตกก็เหมือนพายุหิมะเดือนมกราคม

มันเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นประจำอยู่แล้ว ตลาดหุ้นมีขึ้นก็ต้องมีลงเป็นธรรมดา ตราบใดที่ยังลงทุน เราคงหลีกหนีวัฏจักรเหล่านี้ไปไม่พ้น แต่ถ้าคุณเข้าใจสัจธรรมข้อนี้เป็นอย่างดี คุณก็จะไม่ตัดสินใจแบบวู่วาม

ที่สำคัญคือ ไม่มีใครคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ย หรือแนวโน้มตลาดหุ้นได้อย่างแม่นยำ 100%

ปีเตอร์ ลินซ์​ จึงถือคติว่า จะลงทุนให้ได้ผลตอบแทนดี ต้องไม่ใส่ใจกับปัจจัยภายนอกมาก หันมามองปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจเป็นหลักดีกว่า แล้วขายหุ้นทำกำไรต่อเมื่อปัจจัยพื้นฐานของบริษัทเปลี่ยนแปลงไปเท่านั้น  

Jitta เลยเน้นพิจารณาสิ่งที่เราจับต้องและคาดการณ์ได้ชัวร์ๆ มากกว่า ซึ่งก็คือผลประกอบการที่บริษัททำได้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน บริษัทที่ดี กิจการจะเติบโตขึ้น กำไรมากขึ้น และราคาหุ้นจะขึ้นด้วย พอตลาดหุ้นหายตกใจ พอร์ตคุณก็จะกลับมาเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เองครับ

เวลาเราจัดอันดับ Jitta Ranking ให้คุณนำไปใช้ประกอบการลงทุน เราใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์หุ้นแบบ VI โดยดูผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของธุรกิจแทนการทำนายอนาคต ถ้าคุณซื้อหุ้นตาม Jitta Ranking Top 10 20 หรือ 30 หุ้นที่อยู่ในมือคุณก็จะเป็นธุรกิจแข็งแกร่ง ที่มีโอกาสฝ่าฟันวิกฤติต่างๆ ได้ดีกว่าหุ้นอื่นๆ คุณถึงอุ่นใจได้ครับว่า เมื่อระยะเวลาผ่านไป พอร์ตของคุณน่าจะเติบโต สร้างกำไรที่ดีให้คุณไปได้เรื่อยๆ โดยไม่ต้องไปวุ่นวายกับเค้าเลย

แต่ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่รู้สึกตะหงิดๆ ว่าต้องทำอะไรสักอย่างช่วงตลาดตกๆ แบบนี้ละก็

ผมก็มีข้อเสนอแนะดังนี้ครับ

1. เข้าใจวัฏจักรตลาดหุ้นว่ามีขึ้นก็มีลง

ไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่าตลาดจะขึ้นหรือลงไปแค่ไหน เมื่อตลาดกลับมาปกติ เงินจะไหลเข้าหุ้นที่ดีมากกว่าหุ้นที่แย่ แล้วราคาหุ้นที่ดีก็จะกลับขึ้นมาสูงกว่าเดิม สุดท้ายในระยะยาว ผลกำไรจากการลงทุนของคุณจะมาจากหุ้นดีๆ ที่คุณถืออยู่ในพอร์ตเป็นหลักครับ

2. ทบทวนดูหุ้นในพอร์ตของคุณ

ว่าเป็นหุ้นที่ดี มีรายได้และกำไรสม่ำเสมอหรือเปล่า เมื่อคุณลงทุนในธุรกิจดีๆ ไปเรื่อยๆ ผลตอบแทนจะสูงกว่าฝากเงินไว้ในธนาคาร หรือพยายามซื้อๆ ขายๆ หุ้นแน่นอน ถ้าคุณเลือกธุรกิจดีๆ เข้ามาอยู่ในพอร์ตตั้งแต่ต้น ก็ไม่ต้องกังวลกับความผันผวนของตลาดในช่วงเวลาแบบนี้เท่าไหร่ครับ

3.  มองภาพใหญ่ของการลงทุนและหลักการลงทุนมากขึ้น

แทนที่จะมองราคาหุ้นที่ขึ้นๆ ลงๆ รายวัน คุณอาจจะมองว่าช่วงที่หุ้นตกแบบนี้เป็นโอกาสลงทุนในหุ้นดีราคาถูกกว่าเดิมก็ได้ ถ้ามีเงินพร้อมลงทุนเพิ่มเติม การลงทุนช่วงนี้อาจช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลตอบแทนในอนาคตให้มากขึ้นได้ครับ

ผมเชื่อครับว่า อีกไม่นาน…ช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นผันผวนแบบนี้จะผ่านไป ตลาดหุ้นจะมีเหตุการณ์ใหม่เข้ามาให้ตื่นเต้นเรื่อยๆ ทั้งที่ทำให้คึกคัก และที่ทำให้หดหู่

ถ้าคุณลงทุนด้วยหลักการที่ถูกต้องอยู่แล้ว ก็ไม่มีอะไรน่ากังวลครับ เพราะทรัพย์สินของคุณจะเพิ่มมูลค่าทบต้นไปเรื่อยๆ ในระยะยาว ไม่ต้องเสียอารมณ์ ไม่ต้องว้าวุ่นกับตลาดหุ้นที่คุ้มดีคุ้มร้ายเลย สบายใจได้ครับ

ขอให้มีความสุขกับการลงทุนนะครับ

— ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์  

Advertisements

Mr. Market

สิ่งหนึ่งที่ Ben Graham ปรมาจารย์ด้านการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ใช้สอน Warren Buffett และนักลงทุนทั้งหลายเกี่ยวกับพฤติกรรมของตลาดหุ้น และ สิ่งที่นักลงทุนผู้ชาญฉลาดควรทำเพื่อสร้างผลกำไรจากตลาดหุ้นก็คือ ตัวละครสมมติที่ชื่อว่า Mr. Market หรือ นายตลาด

สิ่งหนึ่งที่ Ben Graham ปรมาจารย์ด้านการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ใช้สอน Warren Buffett และนักลงทุนทั้งหลายเกี่ยวกับพฤติกรรมของตลาดหุ้น และ สิ่งที่นักลงทุนผู้ชาญฉลาดควรทำเพื่อสร้างผลกำไรจากตลาดหุ้นก็คือ ตัวละครสมมติที่ชื่อว่า Mr. Market หรือ นายตลาด

โดย นายตลาด คือ หุ้นส่วนคนหนึ่งในบริษัทของเรา ซึ่งเป็นคนที่มีปัญหาทางด้านการควบคุมอารมณ์อย่างรุนแรง วันไหนที่อารมณ์ดี ก็จะมองเห็นทุกอย่างสดใสไปหมด แต่วันไหนที่รู้สึกหดหู่ ก็จะรู้สึกเหมือนว่าโลกกำลังจะล่มสลาย
ทั้งนี้นายตลาดจะเข้ามาหาเราทุกวัน พร้อมทั้งเสนอซื้อหรือขายหุ้นที่เค้ามีอยู่ให้กับเรา ตามอารมณ์ของเค้าในวันนั้น ถ้าหากนายตลาดอารมณ์ดีมาก ก็จะมองเห็นแต่อนาคตที่สดใสของบริษัท และก็จะพยายามขอซื้อหุ้นบริษัทจากเราในราคาที่แพงเป็นพิเศษ แต่ถ้าหากวันไหนที่นายตลาดรู้สึกหดหู่ มองเห็นแต่อะไรร้ายๆ ก็จะคิดว่าบริษัทมีปัญหาหลายๆอย่าง และอยากที่จะขายหุ้นของตนเองในบริษัทออกไปให้หมด ก็จะมาหาเราพร้อมเสนอขายหุ้นในราคาที่ต่ำมากๆให้กับเรา
ดังนั้นสิ่งที่เราควรจะทำคือ อย่าปล่อยให้ความคิดของนายตลาดมาครอบงำความคิดของเรา เราต้องอ่านอารมณ์ของนายตลาดให้ออก และฉวยประโยชน์จากข้อเสนอที่ผิดพลาดของนายตลาดเมื่อมีโอกาส รวมทั้งไม่ได้สนใจนายตลาด ถ้าหากว่าข้อเสนอของเค้าไม่ได้ทำประโยชน์อะไรให้กับเรา

แน่นอนครับว่า นายตลาด แท้จริงแล้ว ก็คือ ตลาดหุ้นนั่นเอง ในทุกๆวันก็จะมีข้อเสนอในการลงทุนมากมายมาให้เราเลือกลงทุน ดังนั้นสิ่งที่เราควรจะต้องทำในฐานะนักลงทุนก็คือ การรู้จักคุณภาพของทรัพย์สิน (Jitta Score) และราคาที่เหมาะสมของทรัพย์สิน (Jitta Line) ที่เราต้องการจะลงทุน เพียงแค่นี้เราก็จะไม่โดนครอบงำด้วยราคาที่นายตลาดคิดด้วยอารมณ์ในแต่ละวัน และสามารถทำกำไรจากนายตลาดได้แล้วครับ
ตัวอย่างพฤติกรรมของนายตลาดที่เห็นได้ชัดถึงอารมณ์ที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้ตลอดเวลาก็อย่างเช่น หุ้น GMCR ที่เราจะเห็นได้ว่าราคาที่นายตลาดเสนอมานั้น มีการแกว่งตัวไปมาอย่างสุดขั้วรุนแรงในแต่ละปี ในขณะที่ธุรกิจหลักก็ยังคงดำเนินการต่อไป และมีคุณภาพและราคาที่เหมาะสมค่อยๆปรับเพิ่มขึ้นทีละนิดๆ

ดังนั้นถ้าหากเรารู้จักคุณภาพและราคาที่เหมาะสมของ GMCR และเข้าใจอารมณ์ของนายตลาดแล้ว เราก็สามารถที่จะทำกำไรจากการซื้อหุ้นในวันที่นายตลาดมองโลกในแง่ร้ายและขายหุ้นคืนให้ในวันที่นายตลาดมองโลกในแง่ดีเกินไปครับ

Mr. Market

Ben Graham, the legendary father in value investing, taught Warren Buffett and many after him about the stock market and what smart investors should do to in order to profit from the market is… to imagine a character called Mr. Market.

Ben Graham, the legendary father in value investing, taught Warren Buffett and many after him about the stock market and what smart investors should do to in order to profit from the market is… to imagine a character called Mr. Market.

Mr. Market is one of the investors of our company. He is someone who has a hard time dealing with his emotions. On good days, everything is all well and wonderful. On bad days, though, it’s as if the world has come to an end. Everyday, Mr. Market will visit us, either offering to sell or buy stocks, depending on his mood on that particular day. If he’s in a really good mood, Mr. Market will see a bright future for the firm, and will ask to buy stocks from us at especially high prices. But on days that Mr. Market feels depressed, only sees the bad side of things, he will want to sell all of his stocks of the company. So he will offer his stocks to us at incredibly low prices. What we need to do is do not let Mr. Market’s opinions and emotions influence our own. We have to be able to read Mr. Market’s emotions, and take advantage of his miscalculations when we have the chance. In addition, we mustn’t fall prey and take him up on his offer if it does not benefit us.

Of course, the character of Mr. Market is the stock market itself. Everyday, there will be investment offers for us to choose. As investors, we must know the quality of that asset (Jitta Score) and its reasonable price (Jitta Line). From this understanding, we would not be influenced by what Mr. Market has calculated based on his emotions in each day. And we would then make profit. GMCR is a good example of the fluctuations of the market’s emotions. The price that the market offers swings greatly in each year, from top to bottom, even though the business still continues in the same manner; and its quality and reasonable price gradually increase incrementally.

Therefore, if we know the true quality and the price GMCR should have, and we understand the temperaments of Mr. Market, we will be able to make profit from Mr. Market’s bad days, when he is too pessimistic and sells his stocks, and on his good days, when he is too optimistic.