พรทิพย์ กองชุน คว้ารางวัล Startup Evangelist of the Year 2018

{“source”: “Startup Thailand”,
“link”: “https://www.facebook.com/ThailandStartup/photos/a.1178594568817545.1073741829.1176359702374365/2057402047603455/?type=3&theater”,
“excerpt”: ‘COO พรทิพย์ กองชุน รับมอบรางวัล Startup Evangelist of the Year ในฐานะผู้ส่งเสริมการพัฒนาระบบนิเวศของสตาร์ทอัพ’}

Advertisements
Startup Thailand Prime Minister Award
ขอบคุณภาพจากเพจ Startup Thailand

 

พรทิพย์ กองชุน COO แห่ง Jitta คว้ารางวัล Prime Minister Award: National Startup 2018 สาขา Evangelist of the Year จากงานสตาร์ทอัพไทยแลนด์ ในฐานะผู้สนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนาระบบนิเวศของสตาร์ทอัพ

วันที่ 17 พฤษภาคม 2561 คุณพรทิพย์ ได้รับมอบรางวัลจากดร. สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี งานสตาร์ทอัพไทยแลนด์ ซึ่งจัดขึ้น ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ท่ามกลางผู้บริหารระดับสูงทั้งจากภาครัฐและเอกชน ร่วมแสดงความยินดี

คุณพรทิพย์ได้กล่าวขอบคุณผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัว:

“It was such a great honor to receive the Prime Minister Award 2018 “The Startup Evangelist of the year” from the Deputy PM Dr. Somkid Jatusripitak at The Startup Thailand 2018. It makes me feel great on being recognized for my contribution of Thailand Startup Ecosystem.

Thank you the startup committee for selecting me as the best Startup Evangelist of the year and honoring me with this award. Pun-Arj Chairatana Pariwat Wongsamran

A huge thanks to everyone who in the journey; Jitta Thailand Team, NIA : National Innovation Agency, @Stock Exchange of Thailandสำนักงาน กลต., Creative & Production Team of Startup 101, Startup Coaching and Startup Journey as well as The startup Thailand Magazine Editor, my mentee เฮลท์สไมล์ : Health Smile ตรวจสุขภาพที่บ้าน, all startup warriors, and contributors.

So this award is not about me but is about each of you for all you are doing to build a strongest Thailand Startup Ecosystem together!”

รางวัล Prime Minister Award: National Startup จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2017 โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติและกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อประกาศเกียรติคุณของสตาร์ทอัพ บริษัท และบุคคลในธุรกิจสาขาต่างๆ ที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง ช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรม และสนับสนุนการพัฒนาระบบนิเวศของสตาร์ทอัพ

 

ช้อปของดี ที่อเมริกา

ตลาดหุ้นอเมริกายังน่าสนใจหรือไม่ ปู่วอร์เรน บัฟเฟตต์ มีคำตอบ

Mayweek1_blogcover-10

ประเทศไทยของเรามีตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีไม่น้อยหน้าใคร

แต่สำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตไปหาโอกาสการลงทุนที่กว้างขึ้น หลากหลายขึ้น และแข็งแกร่งขึ้น สหรัฐอเมริกาคงอยู่ในความสนใจอันดับต้นๆ แน่ๆ เพราะหุ้นมีมูลค่าเป็นแสนล้านดอลล่าร์ และมีฐานลูกค้าทั่วโลก

ทว่า…คุณอาจจะได้ยินข่าวคราวมากมายหลายแง่ทั้งบวกและลบ จนเริ่มสับสนว่า ตกลงตลาดนี้ดีจริงหรือเปล่า

เช่น อัตราการว่างงานในสหรัฐฯ ลดต่ำลงเกือบจะที่สุดในรอบ 17 ปีครึ่ง ส่งสัญญาณดีว่าเศรษฐกิจของประเทศยังคงเดินหน้าตามเป้า ตามมาด้วยข่าวประธานาธิบดีทรัมป์ถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันผันผวนกระทบผลประกอบการ

สิ่งเหล่านี้ไม่อาจทำให้ปรมาจารย์วอร์เรน บัฟเฟตต์ สะทกสะท้านแต่อย่างใด!

คุณปู่ยังบอกกับที่ประชุมผู้ถือหุ้น Berkshire Hathaway เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาอยู่เลยว่า

“ผมเต็มไปด้วย ความหวังและมั่นใจในอนาคตของสหรัฐฯ”

แถมย้ำในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นฉบับล่าสุด ด้วยว่า

“อเมริกายังคงเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์”

อุดมสมบูรณ์ขนาดไหน…ต้องลองพิจารณาตัวเลขกันดีๆ คุณจะพบว่าสิ่งที่คุณปู่พูดนั้น ไม่ได้ไกลจากความเป็นจริงเลย

เศรษฐกิจยังขยายตัวได้เรื่อยๆ

Mayweek1_forblog-1

ถ้าวัดจากผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือจีดีพี เศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกาถือว่าใหญ่เป็นอันดับ 1 ของโลก โดยใหญ่กว่าจีน ที่ตามมาเป็นอันดับ 2 ประมาณ 66% และใหญ่กว่าไทย 45 เท่า

final_mayweek1-021.png

ในช่วง 7 ถึง 8 ปีที่ผ่านมา อัตราการเติบโตของจีดีพีสหรัฐฯ อยู่ประมาณ 2% แล้ว อาจจะดูจิ๊บจ๊อย แต่ก็สามารถทำให้รายได้ต่อหัวของประชากรสหรัฐอเมริกาเพิ่มจาก $59,000 เป็น $79,000 ได้ภายในเวลาเพียง 25 ปี

แล้วสิ่งที่ขับเคลื่อนการเติบโตของจีดีพี ก็คือเทคโนโลยีและนวัตกรรม สองจุดแข็งของธุรกิจสหรัฐอเมริกา ที่ทำให้บริษัทขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง เติบโตได้อย่างก้าวกระโดด กลายเป็นธุรกิจระดับโลกแบบติดจรวด

“ตอนนี้ธุรกิจยิ่งแข็งแกร่งกว่านั้นอีก” คุณปู่บอกสำนักข่าว CNBC เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม ที่ผ่านมา “ดูจากดัชนีที่ใช้วัดการดำเนินธุรกิจต่างๆ ของ Berkshire Hathaway ตอนนี้แสดงถึงความแข็งแกร่งกว่าที่เคยเป็นมา และนับตั้งแต่ตอนตลาดแตกตื่น มันก็มีแต่จะดีขึ้นทุกปีๆ”

จึงไม่แปลกที่คุณปู่ จะมองเห็นแต่โอกาส โอกาส และโอกาส

ธุรกิจเติบโตไม่หยุดยั้ง

Mayweek1_forblog-2

ที่ Berkshire Hathaway ของคุณปู่เติบโตมาถึงหลัก $80 พันล้านได้ ก็เพราะเขาลงทุนในธุรกิจของสหรัฐฯ ถึง 90% ของพอร์ต เมื่อคุณปู่เองไม่ใช่คนชอบซื้อๆ ขายๆ หุ้นเพื่อเอากำไรระยะสั้นอยู่แล้ว จึงสรุปได้เลยว่าความมั่งคั่งของ Berkshire นั้น เพราะลงทุนในการเติบโตของธุรกิจสหรัฐอเมริกา ล้วนๆ

ธุรกิจสหรัฐฯ เติบโตมากขนาดไหน ก็ดูได้ไม่ยาก…

ถ้าคุณลงทุนตามดัชนี S&P500 ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดการเติบโตของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตั้งแต่ช่วงปีค.ศ. 1940 ด้วยเงินเริ่มต้น $10,000 วันนี้เงินของคุณจะกลายเป็น $51 ล้าน โดยที่คุณไม่ต้องคิดอะไรมากเลย     

final_mayweek1-031.png

แม้จะผ่านวิฤตเศรษฐกิจมากี่ครั้ง สงครามกี่หน ธุรกิจของสหรัฐฯ ก็ยังกลับมาผงาดได้เหมือนเดิม แถมยังมีทีท่าว่าจะไปได้ไกลกว่าเดิมอีก

เมื่อเห็นแนวโน้มระยะยาวที่ชัดเจนขนาดนี้แล้ว คุณก็ไม่จำเป็นต้องกังวลกับข่าวสาร หรือสถานการณ์ตึงเครียดต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างทาง เหมือนบัฟเฟตต์ที่ประสบความสำเร็จขนาดนี้ เพราะเขาไม่ค่อยใส่ใจกับเสียงรบกวนเหล่านี้มากนัก  

ยิ่งตลาดหุ้นผันผวน เพราะความวิตกของนักลงทุนมากเท่าไหร่ เขายิ่งใช้มันเป็นโอกาสในการซื้อหุ้นดีๆ ในราคา outlet พอตลาดหายตื่นตระหนก พอร์ตของเขาก็กลับมาทำกำไรมหาศาล แถมผลกำไรมีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ด้วย   

ดังนั้น เมื่อคุณเลือกลงทุนในธุรกิจที่แข็งแกร่ง ในราคาที่เหมาะสมแล้ว เงินลงทุนของคุณก็จะผ่านร้อนผ่านหนาวในทุกๆ วิกฤตไปได้ พร้อมเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา

มีบริษัทแข็งแกร่งให้เลือกเหลือเฟือ

Mayweek1_forblog-3.png

เมื่อคุณมองไปรอบๆ คุณจะเห็นแบรนด์สัญชาติอเมริกันมากมาย ตั้งแต่ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด เสื้อผ้า ไปจนถึงของใช้ทั่วไปในบ้าน ธุรกิจที่สามารถขยายตัวออกไปหาฐานลูกค้าทั่วโลกได้แบบนี้ ดูแว้บเดียวก็รู้ว่ามีแววพาเงินลงทุนของคุณเติบโตไปด้วย

ยิ่งคุณเข้าไปตรวจสอบ Jitta Score ซึ่งเป็นการให้คะแนนหุ้นตามความแข็งแกร่งของพื้นฐานธุรกิจ คุณจะยิ่งเห็นเลยว่าโอกาสการลงทุนในธุรกิจที่ดีในสหรัฐอเมริกา นั้นมีเยอะมากๆ

หุ้นกว่า 4,800 ตัวในตลาด NYSE และ NASDAQ ประกอบไปด้วยหุ้นที่มี Jitta Score 7-10 สูงระดับบริษัทที่ยอดเยี่ยมถึง 205 ตัว หรือ 4.25% ของหุ้นในตลาดทั้งหมด ในขณะที่ประเทศไทยมีหุ้นในช่วงคะแนนดังกล่าวเพียง 22 ตัว เท่านั้น

เพราะ Jitta Score เป็นการวิเคราะห์พื้นฐานธุรกิจแบบเข้มงวดมากๆ ยังไม่มีธุรกิจใดใน 7 ประเทศที่ Jitta ให้บริการข้อมูล ทำคะแนนเต็ม 10 ได้เลย พอได้เห็นธุรกิจในสหรัฐอเมริกา ทำคะแนนได้สูงสุดถึง 9.63 ก็ค่อนข้างชัดเจนเลยว่าธุรกิจในสหรัฐฯ นั้นแข็งแกร่งมากจริงๆ

final_mayweek1-04.png

โอกาสดีๆ เยอะขนาดนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่คุณปู่ยังเลือกที่จะลงทุนกับธุรกิจในสหรัฐฯ ก่อนเป็นอันดับแรก

เริ่มลงทุนในสหรัฐอเมริกา

คุณเองก็มีส่วนร่วมเป็นเข้าของธุรกิจดีๆ ที่มีโอกาสเติบโตไปทั่วโลกได้เหมือนกัน แค่เปิดพอร์ตหุ้นกับโบรกเกอร์ที่ให้บริการลงทุนต่างประเทศ แล้วเริ่มซื้อขายด้วยตนเองได้เลย หรือถ้าไม่อยากวุ่นวาย ก็ซื้อหน่วยกองทุนรวมที่ลงทุนในสหรัฐฯ ได้

แต่ถ้าอยากไปลงทุนที่สหรัฐฯ ในสไตล์วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป๊ะๆ นั่นคือซื้อหุ้นดีราคาถูก แล้วถือไว้ยาวๆ Jitta ก็มีบริการกองทุนส่วนบุคคล Jitta Wealth ที่จะช่วยเลือกหุ้น จัดพอร์ต กระจายความเสี่ยง และปรับพอร์ตให้คุณตามหลักการของคุณปู่

เราจะเลือกซื้อหุ้นดีราคาถูกที่น่าลงทุนที่สุด 30 ตัวแรกในสหรัฐฯ ตามการจัดอันดับของ Jitta Ranking ถ้าคุณเข้าไปดูการจัดอันดับหุ้นสหรัฐฯ ของ Jitta Ranking ที่นี่ จะเห็นได้เลยว่าหุ้นดีราคาถูกที่น่าลงทุนที่สุดในตลาดสหรัฐฯ ตอนนี้คือบริษัท Torchmark Corporation ซึ่งก็เป็นบริษัทที่ Berkshire Hathaway ของคุณปู่ถืออยู่ในพอร์ตเช่นกัน

เมื่อถือหุ้นทั้ง 30 ตัวครบ 1 ปีแล้ว Jitta จึงจะปรับพอร์ตเพื่อซื้อหุ้นดีราคาถูกที่น่าลงทุนที่สุด 30 ตัวแรกของวันนั้น ด้วยความที่เราใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารพอร์ตให้คุณ และซื้อขายหุ้นน้อยมาก ทำให้ Jitta Wealth มีค่าธรรมเนียมต่ำกว่า และยังให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าที่ดัชนี S&P500 ทำได้อีกด้วย (ดูผลตอบแทน Jitta Ranking ในประเทศสหรัฐฯ)

ที่เหลือคุณก็แค่ปล่อยพอร์ตหุ้นของคุณให้เติบโตไปเรื่อยๆ อย่างสบายใจ มั่นใจในผลตอบแทนที่ดีกว่าระยะยาวอย่างที่คุณปู่พร่ำบอกมาตลอด และไม่ต้องว้าวุ่นกับตลาดหุ้นที่ผันผวนอีกต่อไป

สมัครลงทุนกับ Jitta Wealth ได้ที่ wealth.jitta.com

ทำไมไม่สามารถดูหุ้นบน Jitta ได้

อาจจะเป็นเพราะว่าคุณได้ใช้งาน Jitta.com ผ่านเบราเซอร์ Internet Explorer 11 ที่เว็บไซต์ของเรายังไม่สามารถรองรับได้อย่างสมบูรณ์แบบ รบกวนคุณใช้งานผ่านเบราเซอร์เช่น Chrome Firefox หรือ Safari

หากยังคงไม่สามารถดูหุ้นบน Jitta ได้ ติดต่อทีมงานที่ได้ที่อีเมล support@jitta.com

งบชัดจัดตรงหุ้นรายกลุ่ม

บริษัทอะไร…ทำธุรกิจแต่ไม่มีรายได้จากการขายเลย?!?!

เป็นใครก็ต้องตกใจแบบผมครับ…อ่านงบเพลินๆ อยู่ดีๆ ดันมาเจองบการเงินที่ช่อง revenue เป็น 0

ตั้งสติสักพักถึงได้ร้องอ๋อครับว่า ธุรกิจแต่ละอุตสาหกรรมก็มีโครงสร้างแตกต่างกันออกไป วิธีการบันทึกรายรับรายจ่ายต่างๆ แม้จะเป็นมาตรฐานเดียวกัน แต่ก็ไม่เหมือนกันซะทีเดียว

เช่น ธุรกิจที่มี revenue เป็น 0 แบบนี้ เป็นไปได้ว่าเค้าทำธุรกิจที่รายได้มาจากอย่างอื่นที่ไม่ใช่การขาย เช่น ธุรกิจประเภทประกัน ที่รายได้มาจาก premiums หรือเบี้ยประกันเป็นหลัก

เพราะฉะนั้น จะหาคำตอบว่าบริษัททำธุรกิจอะไร มีรายได้จากไหน ใช้จ่ายกับอะไรบ้าง ถือสินทรัพย์อะไรบ้าง หนี้สินเยอะมั้ย ฯลฯ เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงและความน่าลงทุนของบริษัท ก็ต้องรู้วิธีอ่านงบการเงินสำหรับแต่ละอุตสาหกรรมด้วย

คุณเริ่มต้นได้ง่ายๆ ที่หน้า Financials ของ Jitta ครับ เพราะงบการเงินบนแท็บ Financials ได้ถูกปรับให้เหมาะสมกับแต่ละอุตสาหกรรม แจกแจงรายละเอียดทางการเงินต่างๆ อย่างละเอียด สอดคล้องกับโครงสร้างธุรกิจแต่ละประเภทเป็นอย่างดี

มองปราดเดียวก็เข้าใจลักษณะธุรกิจและวิเคราะห์พื้นฐานบริษัทได้เห็นภาพ ไม่ต้องเสียเวลาหาคำตอบว่า revenue หายไปไหน…

ซึ่งรูปแบบงบการเงินตามอุตสาหกรรมที่เราได้ปรับไว้ให้ มี 4 ประเภท ดังนี้ครับ

1. กลุ่มธุรกิจธนาคาร (Banks)

Screen Shot 2561-04-11 at 3.07.13 PM

ธนาคารเป็นกลุ่มธุรกิจที่แปลกครับ ในขณะที่บริษัทอื่นๆ มองดอกเบี้ยเงินกู้เป็นรายจ่าย พวกธนาคารกลับมองเป็นรายได้ นั่นก็เพราะธนาคารเป็นตัวกลางช่วยหมุนเงิน โน้มน้าวให้คนนำเงินมาฝากกับตัวเองแลกกับดอกเบี้ยเงินฝากซึ่งธนาคารถือเป็นรายจ่าย จากนั้นก็เอาเงินที่คนฝากไว้ไปปล่อยกู้ต่อ แล้วคิดค่าธรรมเนียมเป็นดอกเบี้ยเงินกู้ จึงสรุปได้ว่ารายได้ของธนาคารไม่ได้มาจากการขายอะไรเลย แต่มาจากดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมของธุรกรรมทางการเงินต่างๆ

งบการเงินของกลุ่มธนาคารในเว็บไซต์ Jitta เลยแจกแจงรายได้เหล่านี้ให้เฉพาะเจาะจงขึ้น คุณเห็นทันทีว่ารายได้จากดอกเบี้ยเงินกู้เป็นเท่าไหร่ รายได้ส่วนอื่นๆ มาจากไหนบ้าง และรายจ่ายที่เป็นดอกเบี้ยเงินฝากมีเท่าไหร่ จะได้มองภาพของธุรกิจธนาคารแต่ละแห่งได้ชัดเจนยิ่งขึ้น


2. กลุ่มธุรกิจประกันภัย (Insurance)

Screen Shot 2561-04-11 at 2.58.56 PM

ธุรกิจประกันอาจจะดูเข้าใจยาก แต่จริงๆ แล้วมีวิธีการทำธุรกิจที่ไม่ซับซ้อนครับ หน้าที่หลักๆ ของบริษัทประกันคือคุ้มครองความเสียหายของเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุ เจ็บป่วย หรือเสียชีวิต โดยมีข้อแม้ว่าคุณต้องจ่าย “เบี้ยประกัน” แลกกับการได้รับเงินชดเชยเป็นก้อนหากเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้คุณสูญเสียหรือเสียหาย ดังนั้น รายได้ที่เห็นได้ชัดเจนของธุรกิจประกันคือค่าเบี้ยประกัน หรือ premium ที่คุณจ่ายให้บริษัท ส่วนรายจ่ายที่บริษัทต้องควบคุมไม่ให้มากเกินไปก็คือค่าชดเชย ที่จะจ่ายให้คุณเมื่อเกิดความเสียหายครับ

เมื่อดูงบการเงินของบริษัทประกันใน Jitta คุณจะเห็นความเสี่ยงที่บริษัทประกันแต่ละแห่งแบกรับอยู่ครับ ว่าแต่ละแห่งจ่ายเงินชดเชยไปเป็นเท่าไหร่ของรายได้เบี้ยประกันที่เรียกเก็บ และกำไรสุทธิที่ได้จากเบี้ยประกันคุ้มค่ากับความเสี่ยงที่ต้องแบกรับหรือไม่


3. กลุ่มธุรกิจสาธารณูปโภค (Utilities)

Screen Shot 2561-04-11 at 3.16.03 PM

ธุรกิจสาธารณูปโภคจะมีลักษณะการดำเนินงานแตกต่างกันไป แล้วแต่บริการ เช่น พลังงานไฟฟ้า ก๊าซธรรมชาติ ไอน้ำ ประปา แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันและเป็นสิ่งที่คุณสังเกตได้ง่ายๆ เลยก็คือ ธุรกิจเหล่านี้จะมีค่าใช้จ่ายเพื่อขยายหรือปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น (Operations and Maintenance) หรือค่าพลังงานหรือเชื้อเพลิง (Fuel & Purchased Power) ที่สูงมากๆ และเป็นเรื่องปกติที่หนี้สินจะสูงด้วยเช่นกัน ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินและเงินทุนหมุนเวียนของบริษัท ได้รับผลกระทบจากการขึ้นลงของอัตราดอกเบี้ยมากเป็นพิเศษ เพราะหนี้สินที่กู้มาครับ


4. กลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ (Industrials)

Screen Shot 2561-04-11 at 3.09.58 PM

ที่เหลือก็จะเป็นกลุ่มที่ผลิตสินค้ามาแล้วขายไป มีโครงสร้างที่ค่อนข้างตรงไปตรงมา ธุรกิจในกลุ่มนี้จึงมีหน้าตางบการเงินแบบที่คุณคุ้นเคย เน้นวิเคราะห์รูปแบบการทำธุรกิจของแต่ละบริษัทว่ามีต้นทุนเปรียบเทียบกับรายได้เท่าไหร่ ยั่งยืนหรือไม่ และมีความผันผวนมากแค่ไหน


 

หน้าตาของงบการเงินที่ Jitta ปรับให้แตกต่างกันไปตามประเภทอุตสาหกรม นอกจากจะช่วยให้คุณแยกหุ้นออกเป็นกลุ่มธุรกิจได้อย่างรวดเร็วง่ายดายแล้ว ยังเผยให้เห็นลักษณะเฉพาะของแต่ละกลุ่มธุรกิจอย่างทะลุปรุโปร่ง การวิเคราะห์หุ้นของคุณจึงทำได้ละเอียดและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

Startup Journey: Jitta

{“source”: “Startup Thailand”,
“link”: “https://youtu.be/pi5HJfrd6I8”,
“excerpt”: ‘กว่า Jitta จะได้รับความเชื่อมั่นในหมู่นักลงทุนทั่วโลก ผู้บริหารของเรามีวิธีคิด กลยุทธ์ และวางแผนขยายธุรกิจอย่างไรบ้าง’}

4 หัวใจหลักชี้ชัดภาพธุรกิจ

เหนื่อยแกะงบทำไม…เคล็ดลับวิเคราะห์ธุรกิจให้เห็นภาพไว ตัดสินใจได้ในพริบตา

หลายคนคิดว่าการวิเคราะห์งบการเงินยาก ต้องเก่งเลข ต้องจำสูตรคำนวณ ต้องเข้าใจวิธีการทำบัญชีอย่างลึกซึ้ง

จริงๆ แล้วไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ

การวิเคราะห์งบการเงินเพื่อดูความสามารถในการเติบโต ความแข็งแกร่ง และข้อเสียของแต่ละบริษัท ก็คือการเอาตัวเลขดิบๆ ในงบการเงินมาหารเปรียบเทียบกัน เพื่อหาอัตราส่วนเท่านั้นเอง

เช่น เอากำไรมาเปรียบเทียบกับหนี้ดูว่า บริษัททำกำไรได้พอจ่ายหนี้ในแต่ละปีได้หรือเปล่า หรือเอาราคาตลาดของหุ้นมาเปรียบเทียบกับกำไรสุทธิดูว่า ถ้าซื้อหุ้นที่ราคานั้นๆ แล้วบริษัทจะทำกำไรสุทธิมาคืนทุนให้คุณได้ในเวลากี่ปี

ซึ่งอัตราส่วนหลักๆ ที่นักลงทุนนิยมใช้กัน ถ้าเข้าใจที่มาที่ไป ก็นำไปใช้วิเคราะห์ธุรกิจเบื้องต้นได้แล้วครับ ไม่ต้องนั่งจำสูตร ไม่ต้องนั่งจำว่าค่าแต่ละค่าควรจะเป็นเท่าไหร่ถึงดี เท่าไหร่ถึงไม่ดี

แบบคลิกเข้าไปดู Jitta FactSheet แล้วเห็นอัตราส่วนต่างๆ ที่ Jitta คำนวณไว้ให้ปุ๊บ คุณก็จะเข้าใจและมองภาพรวมธุรกิจออกเลย แถมยังเอาไปอ้างอิงเปรียบเทียบกับอัตราส่วนเดียวกันของบริษัทอื่นๆ ได้ เพื่อการตัดสินใจลงทุนที่มั่นใจมากขึ้นด้วย

เพื่อให้เข้าใจประโยชน์ของอัตราส่วนแต่ละอันอย่างลึกซึ้ง คุณสามารถแบ่งหน้าที่ของมันออกเป็น 4 ประเภท แต่ละประเภทแสดงถึงสถานะธุรกิจในมิติที่ต่างกัน ดังนี้

1. บริษัทมีฐานะทางการเงินมั่นคงแค่ไหน

ถ้าคุณอยากรู้ว่าบริษัทจะล้มง่ายมั้ย ก็ต้องมาวิเคราะห์สภาพคล่องกันครับ การวิเคราะห์สภาพคล่องคือการดูว่า บริษัทมีเงินใช้คล่องมือหรือไม่ มีเงินเข้ามาพอใช้หรือเปล่า ถ้าเงินขาดมือบ่อยๆ แบบนี้มีปัญหาในดำเนินธุรกิจแน่ๆ โดยอัตราส่วนที่ใช้วิเคราะห์ความมั่นคงทางการเงินคือ

  • อัตราส่วนทุนหมุนเวียน (current ratio) แสดงความสามารถในการจ่ายหนี้ระยะสั้น

อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน = สินทรัพย์หมุนเวียน / หนี้สินหมุนเวียน

current Ratio = current Assets / current liabilities

ถ้าน้อยกว่า 1 แสดงว่าธุรกิจมีสินทรัพย์หมุนเวียนเช่น เงินสด ลูกหนี้ทางการค้า สินค้าคงเหลือ ฯลฯ ไม่พอจ่ายหนี้ระยะสั้น ซึ่งเป็นหนี้ที่ต้องจ่ายภายใน 1 ปี ดูท่าแล้วเงินน่าจะขาดมือ

ส่วนบริษัทที่มี current ratio มากกว่า 1 แปลว่าสภาพคล่องสูง แต่ถ้าสูงกว่า 1 มากๆ นี่ก็น่าคิดครับ ต้องไปดูเพิ่มเติมว่าบริษัทมีการใช้ทรัพย์สินหมุนเวียน
ให้เกิดประโยชน์สูงสุดหรือเปล่า เช่น ถือเงินสดเกินความจำเป็นไม่นำไปลงทุน

  • อัตราส่วนทุนหมุนเวียนเร็ว (quick ratio หรือ acid test) หมุนเวียนเร็วสุดก็เงินสดครับ ตัวนี้เลยใช้ดูว่า ทรัพย์สินที่เอามาเปลี่ยนเป็นเงินสดได้เร็วๆ เพื่อนำไปจ่ายหนี้ระยะสั้น มันมีเยอะน้อยแค่ไหน

อัตราส่วนสินทรัพย์คล่องตัว = (สินทรัพย์หมุนเวียน – สินค้าคงเหลือ) / หนี้สินหมุนเวียน

quick Ratio = (current Assets – inventory) / current Liabilities

ที่ต้องตัดสินค้าคงเหลือ (inventory) ออกจากการคำนวณก็เพราะมันแปลงเป็นเงินสดได้ช้ากว่าสินทรัพย์หมุนเวียนอื่นๆ แถมอาจจะลดมูลค่าลงด้วย เหมือน iPhone รุ่นเก่าที่ขายไม่ออก จะให้รีบขายเอาเงินไปจ่ายหนี้ก็ทำได้ยากครับ ส่วนเกณฑ์การดูก็เหมือนกับ current ratio ครับ เพียงแต่ใช้วัดสภาพคล่องได้ตรงจุดกว่า

  • อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (debt to equity ratio, D/E) อัตราส่วนยอดฮิตของนักลงทุนตัวนี้แสดงสัดส่วนการกู้หนี้ยืมสินว่าเป็นกี่เท่าของส่วนของผู้ถือหุ้นครับ

อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น = หนี้สิน / ส่วนของผู้ถือหุ้น

debt to equity ratio = debt / equity

ถ้าอัตราส่วนนี้สูงมีโอกาสที่กิจการจะไม่สามารถในการชำระดอกเบี้ย จนอาจถูกฟ้องล้มละลายได้ เนื่องจากถ้าการมีภาระหนี้สินที่สุง ทำให้จำเป็นต้องชำระดอกเบี้ยที่สูงตามไปด้วย ไม่ว่ากิจการนั้นจะกำไรหรือขาดทุน

การพิจารณาค่า D/E ละเอียดนั้นไม่มีค่าตายตัวว่าสามารถกู้เกินได้กี่เท่าของสินทรัพย์ที่มีแต่พิจารณาจาก Business model ธุรกิจมีนโยบาลการทำธุรกิจอย่างไร บางบริษัท มีการเติบโตสูงอาจจะต้องกู้เงินมาใช้ดำเนินงาน ซึ่งถ้าบริษัทสามารถควบคุมความเสี่ยงได้ การกู้เงินมาลงทุนก็อาจจะเป็นโอกาสทำให้บริษัทเติบโตได้เร็ว หรืออย่างในกลุ่มธนาคารที่ธุรกิจมีการกู้เงินมาเพื่อปล่อยกู้ อาจะทำให้มีค่า D/E สูงถึง 10 เท่าได้

  • เงินทุนหมุนเวียน (working capital) ใช้ดูว่าพวกสินทรัพย์หมุนเวียนทั้งหมดที่เรามี หักลบกลบหนี้ระยะสั้นออกไปแล้ว เหลือเป็นสินทรัพย์ให้เราไปใช้ทำธุรกิจ เช่น ซื้อวัตถุดิบ ลงทุน ฯลฯ เท่าไหร่

เงินทุนหมุนเวียน  = สินทรัพย์หมุนเวียน – หนี้สินหมุนเวียน

working capital = current assets – current liabilities

ถ้าสินทรัพย์หมุนเวียนกับหนี้สินหมุนเวียนใกล้เคียงกันมาก หักลบกันออกมาแล้วเหลือเป็นเงินทุนหมุนเวียนไม่เท่าไหร่ บริษัทอาจถูกปิดได้ เพราะไม่มีเงินสดในการดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างรายได้เข้าบริษัทครับ

  • กระแสเงินสดอิสระ (free cash flow) ใช้ดูว่าหลังจากหักเงินที่ต้องเอาไปหมุนเพื่อต่อยอดธุรกิจ และค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่นเงินเดือน ภาษี ดอกเบี้ย แล้ว เหลือเป็นเงินสดที่เอาออกมาจ่ายปันผล ซื้อหุ้นคืน หรือเก็บไว้ขยายธุรกิจ เท่าไหร่

กระแสเงินสดอิสระ = กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน – ค่าใช้จ่ายในการซื้อสินทรัพย์

free cash flow = operating cash flow – CAPEX

Free cash flow ใช้ประเมินหามูลค่าที่แท้จริงของธุรกิจได้ด้วยนะครับ โดยการคิดลดแบบ discounted cash flow (DCF) เป็นการประเมินมูลค่าที่อิงความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดเข้าบริษัทครับ

  • วงจรเงินสด (cash conversion cycle) ใช้ดูความเร็วในการหมุนเงินของบริษัทครับว่าใช้เวลานานมั้ย ตั้งแต่คิดไอเดีย ซื้อวัตถุดิบ ผลิต ขาย และได้เป็นเงินสดกลับมา ยิ่งเร็วก็ยิ่งดี ส่วนเวลาจ่ายเงินยิ่งยืดไปได้นานก็ไหร่ก็ยิ่งดี สรุปว่า รับเงินไว จ่ายเงินช้าครับ

วงจรเงินสด = ช่วงเวลาขายสินค้า + ช่วงเวลาได้รับเงิน – ช่วงเวลาที่จ่ายเงิน

cash conversion cycle = inventory conversion period + receivable conversion period – payable conversion period

นี่เป็นอีกตัวที่ไม่มีเกณฑ์บ่งชี้แน่นอน เลยต้องดูเปรียบเทียบกับอดีตของบริษัทเองว่าที่ผ่านมารักษาความเร็วในการหมุนเงินไว้ได้ดีขนาดไหน ถ้าแนวโน้มคงที่หรือลดลงก็จะดีมากครับ แต่ถ้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็อาจจะส่งผลต่อความสามารถในการดำเนินกิจการระยะยาวได้ แล้วก็อย่าลืมเอาไปเปรียบเทียบกับคู่แข่งด้วยนะครับ เพราะถ้าคู่แข่งหมุนเงินได้เร็วกว่า ก็เป็นไปได้ว่าประสิทธิภาพในการทำงานของเค้าดีกว่า อาจจะน่าลงทุนกว่าครับ

2. บริษัทมีศักยภาพในการเติบโตแค่ไหน

รู้ว่าบริษัทมั่นคงแล้ว ก็ต้องดูด้วยว่าบริษัทมีความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนให้ต่ำ และสร้างกำไรเติบโตต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มมูลค่าให้บริษัทและเงินลงทุนของคุณมากแค่ไหน โดยวิเคราะห์จากอัตราส่วนเหล่านี้

  • อัตราส่วนกำไรขั้นต้น (gross profit margin) ใช้ประเมินประสิทธิภาพของธุรกิจโดยดูว่า รายได้ที่ได้จากการขาย พอหักต้นทุนวัตถุดิบในการผลิตออกแล้ว เหลือเป็นกำไรเท่าไหร่

อัตรากำไรขั้นต้น (%) = ขายสุทธิ – ต้นทุนขาย / ขายสุทธิ

gross profit margin (%) = sales – COGS / sales 

อัตราส่วนกำไรขั้นต้นแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการทำกำไรขั้นพื้นฐาน ไม่มีมาตรวัดที่แน่นอน แต่ใช้เปรียบเทียบกับหุ้นอื่นในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน ว่าทำกำไรได้มากกว่าคู่แข่งหรือไม่ครับ

  • อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (operating margin) แสดงประสิทธิภาพในการดำเนินงานและการตั้งราคาสินค้า โดยดูว่า สัดส่วนรายได้จากการขายที่เหลืออยู่หลังหักค่าใช้จ่ายทุกอย่างที่เกี่ยวกับการผลิต รวมถึงค่าจ้างแรงงาน เป็นเท่าไหร่

อัตรากำไรจากผลการดำเนินงาน (%) = กำไรจากการดำเนินงาน / ขายสุทธิ

operating profit margin (%) = operating profit margin / sales 

ถ้าแนวโน้มของ operating margin ลดลงเรื่อยๆ ก็เป็นไปได้ว่าต้นทุนอาจจะสูงขึ้น แต่ปรับราคาขึ้นไม่ได้ ทำให้กำไรขั้นต้นลดต่ำลง หรือค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นแต่ยอดขายไม่เพิ่มขึ้นตามครับ

  • อัตราส่วนกำไรสุทธิ (net profit margin ratio) ใช้ดูว่ารายได้แต่ละบาทที่บริษัททำได้ มีกำไรอยู่เป็นสัดส่วนเท่าไหร่

อัตรากำไรสุทธิ (%) = กำไรสุทธิ / ขายสุทธิ

Net Profit Margin (%) = net profit / sales

อัตราส่วนที่เกี่ยวข้องกับการทำกำไรทั้ง 3 ตัว ถ้ามีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องกันหลายๆ ปี ก็ถือเป็นสัญญาณที่ดี แสดงให้ว่าบริษัทน่าจะมีความสามารถทำกำไรให้คุณไปเรื่อยๆ ในระยะยาว

3. บริหารธุรกิจได้มีประสิทธิภาพแค่ไหน

นอกจากคุณจะต้องมั่นใจว่าธุรกิจนั้นมีฐานะทางการเงินที่มั่นคง สามารถทำกำไรไปได้ยาวๆ แล้ว คุณก็อาจจะอยากรู้ด้วยว่า เหล่าผู้บริหารใช้เงินลงทุนของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพแค่ไหน ไม่ได้เอาเงินคุณไปผลาญเล่นจนค่าใช้จ่ายบาน กำไรต่อเงินลงทุนแต่ละบาทของคุณลดลงเรื่อยๆ ใช่ไหมครับ คุณสามารถวัดประสิทธิภาพในการบริหารเงินของบริษัทได้จาก

  • อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (return on assets หรือ ROA) บอกคุณว่าทรัพย์สินที่บริษัทมีแต่ละบาท สามารถนำไปแปรสภาพเป็นกำไรได้ดีแค่ไหน หรือพูดง่ายๆ คือ บริษัทใช้ทรัพย์สินที่ตนเองมีอยู่แล้วไปต่อยอดธุรกิจได้คุ้มค่ามั้ย

ผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ = กำไรสุทธิ / สินทรัพย์ หรือ กำไรสุทธิ / (ส่วนผู้ถือหุ้น + หนี้สิน )

return on assets = net income / assets or net income / (equity + liabilities)

ROA ยิ่งสูงยิ่งดี เพราะแสดงว่าบริษัทสามารถทำกำไรและสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นจากสินทรัพย์ที่มีอยู่ในบริษัทได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก แต่มีข้อควรระวังอย่างหนึ่งคือ ถ้า ROA สูงๆ มาพร้อมกับหนี้สินสูงๆ ด้วยแล้วละก็ แสดงว่าผลตอบแทนที่ได้สร้างมาจากการกู้ยืม ไม่ใช่เงินลงทุนครับ แบบนี้ค่อนข้างอันตรายเหมือนกัน

  • อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (return on equity หรือ ROE) ROE จะเจาะลงไปให้คุณเห็นเลยว่า นี่คือสัดส่วนกำไรที่บริษัทสร้างให้คุณต่อ 1 บาทที่คุณลงทุนไป

ผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (%) = กำไรสุทธิ / ส่วนของผู้ถือหุ้น

return on equity (%) = net profit / equity

อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นหรือรักษาความสม่ำเสมอของผลตอบแทนในระดับสูงไว้ได้ บ่งบอกถึงความสามารถในการเติบโต และแข่งขันในตลาด รวมถึงมีความใส่ใจที่จะสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้น

  • SG&A to Sale จะบอกคุณว่ารายได้ 1 บาทที่บริษัททำได้ จะต้องใช้จ่ายเป็นค่าเกี่ยวกับการบริหารจัดการ เช่น ค่าจ้างพนักงาน ค่าโฆษณาสินค้า ค่าซื้ออุปกรณ์สำนักงาน ค่าน้ำค่าไฟ ฯลฯ เท่าไหร่

ค่าใช้จ่ายในการบริหารต่อยอดขาย = ค่าใช้จ่ายในการขาย ค่าใช้จ่ายทั่วไป
และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการทำธุรกิจ /  รายได้

SG&A to Sale (%) = selling, general & administrative expense / revenue

ยิ่งสัดส่วนค่าใช้จ่าย SG&A น้อยเท่าไหร่ ยิ่งดี เหลือเป็นกำไรให้ธุรกิจนำไปต่อยอดเยอะขึ้น แถมถ้าเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ บริษัทก็ยังคงประคับประครองตัวเองไปได้โดยต้องปลดพนักงาน

  • อัตราการหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ (inventory turnover) แสดงให้เห็นถึงความเร็วในการหมุนสินค้าของบริษัท โดยดูว่าเมื่อบริษัทลงทุนไปแล้วเท่านี้ บริษัทจะขายของได้กี่ครั้ง ยิ่งเยอะ ก็หมายความว่าบริษัทขายของได้เร็ว โดยปกติแล้วจะเปรียบเทียบกับอดีตแค่นั้นไม่ได้ ต้องดูเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมด้วยครับ ถึงจะเห็นประสิทธิภาพที่แท้จริงของบริษัท

อัตราการหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ = ต้นทุนสินค้าขาย / สินค้าคงเหลือเฉลี่ย

สินค้าคงเหลือเฉลี่ย = (สินค้าต้นงวด + สินค้าปลายงวด) / 2

inventory turnover = cost of good sold / avg. inventory

  • อัตราหมุนเวียนของสินทรัพย์ถาวร (fixed asset turnover) สินทรัพย์ถาวรคือสินทรัพย์จำพวกที่ดิน โรงงาน ตึกออฟฟิศ ซึ่งอัตราส่วนนี้ก็จะบอกให้คุณรู้ว่า บริษัทใช้สินทรัพย์เหล่านี้ในการสร้างรายได้ ได้คุ้มแค่ไหน

อัตราหมุนเวียนของสินทรัพย์ถาวร  = ขายสุทธิ / สินทรัพย์ถาวร

fixed asset turnover = sales / fixed asset

เช่นกันครับว่า อัตราหมุนเวียนของสินทรัพย์ถาวรไม่มีเกณฑ์ตัวเลขที่แน่นอน คุณจำเป็นต้องเปรียบเทียบตัวเลขปัจจุบันกับอดีตเพื่อดูแนวโน้มของบริษัท และเปรียบเทียบกับคู่แข่ง และค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมด้วยครับ

  • อัตราการหมุนเวียนของสินทรัพย์รวม (total assets turnover) คือบริษัทสามารถใช้สินทรัพย์ที่มีอยู่ทั้งหมดสร้างยอดขายได้กี่เท่า ถ้าสูงถือว่าสร้างได้มาก แต่ถ้าต่ำบริษัทไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ หรืออาจจะแปลได้ว่า บริษัทมีสินทรัพย์ที่ไม่สร้างรายได้อยู่ก็ได้

อัตราส่วนการหมุนเวียนของสินทรัพย์รวม = ขายสุทธิ  / สินทรัพย์รวม

total Assets turnover = sales / average assets

4. นักลงทุนได้ผลตอบแทนคุ้มค่ามั้ย

หลังจากวิเคราะห์คุณภาพของบริษัทใน 3 มิติไปแล้วว่าบริษัทมีความศักยภาพที่จะเติบโตในระยะยาวมากเพียงใด ที่เหลือคุณแค่ต้องตอบตัวเองให้ได้ว่า บริษัทน่าลงทุนหรือไม่ ซึ่งสิ่งสุดท้ายที่จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ ก็คือดูว่าหากคุณเข้าไปลงทุนในฐานะบริษัท คุณจะได้อะไรกลับมาบ้าง แล้วคุ้มค่าแค่ไหน

  • อัตราส่วนราคาต่อกำไร (price to earning ratio หรือ P/E) อัตราส่วนยอดนิยมตัวนี้จะบอกคุณว่า ราคาหุ้นเป็นกี่เท่าของกำไรที่บริษัทสร้างได้ ซึ่งส่งผลถึงระยะเวลาที่ต้องใช้ในการคืนทุนของคุณเองด้วย เช่น บริษัทมี P/E 10 เท่า หมายความว่า ณ ราคาหุ้น 10 บาท บริษัททำกำไรได้ 1 บาท ถ้าบริษัทยังคงสถิติการกำไรปีละ 1 บาทไปเรื่อยๆ ในปีที่ 10 คุณจะได้เงินกลับคืนมา 10 บาท หรือคืนทุนนั่นเอง

อัตราส่วนราคาต่อกำไร  = ราคาปัจจุบัน / กำไรต่อหุ้น

 price to earning ratio = price / earning per share

คุณอาจจะเคยได้ยินนักวิเคราะห์พูดกันว่าหุ้นนี้ควรมี P/E เท่านั้นเท่านี้ แต่จริงๆ แล้วค่า P/E ไม่ได้มีเกณฑ์มาตรฐานที่แน่นอน ขึ้นอยู่กับค่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรม และค่า P/E ในอดีตของบริษัทเองด้วย เมื่อเปรียบเทียบแล้วผลออกมาว่า

P/E สูงกว่าปกติหรือเพิ่มขึ้น เป็นไปได้ว่า มีคนกำลังแห่ซื้อหุ้นตามข่าว ทำให้ราคาพุ่ง แต่กำไรที่ทำได้ยังเหมือนเดิม หรือหุ้นกำลังเติบโต มีกำไรเพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้คนสนใจซื้อเพิ่มขึ้น

P/E Ratio ต่ำกว่าปกติหรือลดลง เป็นไปได้ว่า คุณได้ค้นพบหุ้นดีราคาถูก! แต่ก็ต้องสังเกตดีๆ เพราะบางบริษัททำกำไรเพิ่มลดไม่แน่นอน พอกำไรเพิ่มขึ้นแต่ละที P/E ก็ลดลง ดูเป็นหุ้นดีราคาถูกได้ เช่น หุ้นก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์

  • อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าหุ้นทางบัญชี (price to book value ratio) เปรียบเทียบให้คุณเห็นว่า ถ้าคุณซื้อบริษัทวันนี้ คุณจะต้องใช้เงินมากหรือน้อยกว่าตอนที่เจ้าของบริษัทตั้งบริษัทขึ้นมาเท่าไหร่

อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี  = ราคาปัจจุบัน  /  มูลค่าทางบัญชี

 price to book value ratio = price / book value per shares

P/BV สูง หมายความว่า คุณต้องลงทุนสูงกว่าที่เจ้าของกิจการใช้ในการสร้างธุรกิจ ยิ่ง P/BV สูงมาก ยิ่งเท่ากับว่า คุณต้องใช้เงินลงทุนเยอะกว่าเจ้าของมาก ต้องดูให้ดีครับว่า ธุรกิจจะยังเติบโตและสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าต่อไปได้หรือไม่

P/BV ต่ำ หมายความว่า บริษัททำกำไรเติบโตต่อเนื่อง และคุณจะได้ลงทุนด้วยเงินเกือบเท่ากับที่เจ้าของใช้จริงๆ แต่ก็ต้องระวังว่า ถ้าค่า P/BV ต่ำเกินไป อาจเป็นเพราะมูลค่าทรัพย์สินบางอย่างในบริษัทลดลง

P/BV ไม่สามารถบอกประสิทธิภาพในการทำกำไรจากสินทรัพย์ที่บริษัทถือครองอยู่ได้เลย คุณจึงต้องพิจารณาจากค่าอื่นประกอบ และต้องดูความสม่ำเสมอ และแนวโน้มของ P/BV ของบริษัทเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมด้วย

  • มูลค่าสุทธิของกิจการ (enterprise value) คือ มูลค่าของธุรกิจเมื่อคำนึงถึงหนี้ที่บริษัทได้ก่อไว้ด้วย เป็นอัตราส่วนที่ช่วยคุณประเมินว่าบริษัทนี้กำลังถูกซื้อขายในตลาดหุ้นด้วยราคาที่ถูกหรือแพงกว่ามูลค่าของกิจการเท่าไหร่ นั่นคือ ถ้า market cap ของบริษัทต่ำกว่ามูลค่าสุทธิของกิจการ ก็แสดงว่าหุ้นยังราคาถูกอยู่

มูลค่าสุทธิของกิจการ = มูลค่าตลาด + หนี้สิน – เงินสด

enterprise value = market cap + debt – cash and investments

  • อัตราการจ่ายปันผล (dividend payout ratio) บอกคุณว่าบริษัทจ่ายปันผลเป็นสัดส่วนเท่าไหร่ของกำไรต่อหุ้นในแต่ละปี แต่สมมุติบริษัทจ่ายปันผลเป็นสัดส่วน 100% ไม่ได้หมายความว่าบริษัทเอากำไรต่อหุ้นในปีนั้นๆ มาจ่ายปันผลหมดเลยนะครับ อาจจะเอากำไรที่สะสมมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ปีก่อนๆ มาจ่าย

อัตราการจ่ายเงินปันผล = เงินปันผลต่อหุ้น / กำไรสุทธิต่อหุ้น

dividend payout (%) = dividend per share / earning per share

บริษัทปันผลน้อยเป็นสัดส่วนน้อยหรือมาก ไม่ได้บ่งบอกว่าธุรกิจดีหรือแย่ เพราะในกรณีที่ผู้บริหารมองเห็นความจำเป็นต้องนำกำไรไปต่อยอดขยายธุรกิจ ก็อาจจะไม่จ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นเลย แต่คุณจะได้รับผลตอบแทนแบบ capital gain ที่สูงขึ้นครับ

  • อัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน (dividend yield) บอกว่าหากคุณซื้อหุ้นที่ราคาหนึ่ง คุณจะได้รับเงินปันผลคิดเป็นสัดส่วนเท่าใดของราคาที่คุณจ่ายไป

อัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน  =   เงินปันผลต่อหุ้น / ราคาหุ้น

dividend yield (%) = dividend per share / price

บริษัทที่มี dividend yield สูงมักเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่ค่อนข้างอิ่มตัว ไม่ค่อยนำเงินไปลงทุนต่อยอดธุรกิจเพิ่มเติม ทำให้ผลตอบแทนจาก capital gain หรือการเพิ่มขึ้นของราคาไม่ค่อยเพิ่ม เหมาะกับคนที่อยากได้ passive income เป็นเงินปันผลทุกไตรมาส หรือทุกปี โดยไม่ต้องกังวลกับความเสี่ยงสูงๆ ครับ

จะเห็นได้ว่า เมื่อคุณวิเคราะห์คุณภาพของธุรกิจทั้ง 4 ด้านจากงบการเงิน ซึ่งเป็นข้อมูลในอดีต แสดงถึงความสำเร็จที่บริษัทได้ทำไว้แล้ว คุณก็มองเห็นแนวโน้มของธุรกิจในอนาคตได้พอสมควร โดยไม่ต้องคำนึงถึงความคิดเห็นของนักวิเคราะห์ ความคาดหวังของตลาด หรือคำสัญญาใดๆ ของผู้บริหารเลย ดังที่บัฟเฟตต์เคยกล่าวไว้ครับว่า

“กระจกมองหลัง ย่อมชัดกว่ากระจกมองหน้าเสมอ”

หากคุณตัดสินใจลงทุนด้วยข้อมูลที่เป็นจริงและเป็นกลางเช่นนี้ คุณก็มั่นใจได้ในระดับหนึ่งแล้วครับว่า การลงทุนของคุณจะมีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน

ถ้าอยากลองนำอัตราส่วนเหล่านี้ไปใช้วิเคราะห์หุ้นบ้างแล้วละก็ ล็อกอินเข้าใช้งาน www.jitta.com แล้วเลือกหุ้นที่คุณสนใจเพื่อดู Jitta FactSheet ได้เลยครับ

คุณจะเห็นอัตราส่วนเหล่านี้ย้อนหลัง 10 ปี 10 ไตรมาส แสดงบนตารางขาวสะอาดตา อ่านง่าย มีอัตราการเปลี่ยนแปลงของแต่ละค่าคำนวณไว้ให้คุณเรียบร้อย พร้อมกราฟแสดงแนวโน้มที่ชัดเจน ทำให้การวิเคราะห์งบการเงินง่ายขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

ที่สำคัญคือ…ใช้งานได้ทุกคนฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ครับ!

ลองดูงบการเงิน Jitta FactSheet เสริมจากการดู Jitta Score และ Jitta Line ดูนะครับ จะได้ตัดสินใจลงทุนอย่างมั่นใจยิ่งขึ้น!

Jitta คว้ารางวัล 2018 Frost & Sullivan Thailand Excellence Awards

{“source”: “ Frost & Sullivan”,
“link”: “bit.ly/2uJ0q6H”,
“excerpt”: ‘Jitta ได้รับเกียรติจาก Frost & Sullivan รับรางวัลในฐานะสตาร์ทอัพที่สามารถพัฒนาแนวคิดการลงทุนระยะยาวให้กลายเป็นเทคโนโลยีล้ำยุคที่สร้างประโยชน์แก่นักลงทุนได้อย่างแท้จริง’}

Jitta 1Jitta 2

Jitta ได้รับรางวัล  2018 Frost & Sullivan Thailand Excellence Awards – Companies to Action (Wealth Management) โดยรางวัลนี้ได้มอบแก่บริษัทสตาร์ทอัพที่ได้รับการยอมรับ และเป็นบริษัทที่นำเสนอนวัตกรรมที่ก้าวล้ำและนำแนวความคิดไปสู่ความสำเร็จที่บรรลุผล

ผู้ได้รับการเสนอชื่อจะถูกคัดเลือกจากเกณฑ์ดังต่อไปนี้:

◙ การนำเสนอผลงานใหม่ๆ ที่ปฏิวัติธุรกิจเดิม (Market disruption)

◙ การสร้างจุดแข็งและความแตกต่าง  (Competitive differentiation)

◙ โอกาสในการขยายกลุ่มเป้าหมายในตลาด (Market gaps)

◙ กลยุทธ์ทะเลสีครามที่เน้นถึงการสร้างความต้องการหรืออุปสงค์ขึ้นมาใหม่ (Blue ocean strategy)

◙ ความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างไม่ลดละ (Passionate persistence)

ซึ่ง Jitta โดดเด่น ด้วยการยกระดับเทคโนโลยีเพื่อขยายฐานนักลงทุนในประเทศไทย ทำให้สามารถเติบโตได้อย่างก้าวกระโดดภายใน 7 เดือนเท่านั้น

Shailendra Soni ประธานที่ปรึกษาของบริษัท Frost & Sullivan กล่าวถึง Jitta ว่า

“ในขณะที่ตลาด Fintech ในประเทศไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง กลุ่มของ WealthTech ในปีที่ผ่านมา ได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นหนึ่งในบริการสำคัญที่ผู้คนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก Jitta เป็นหนึ่ง Startup ที่พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อให้บริการ Wealth Management โดยสามารถดึงดูดลูกค้าได้มากถึง 2,500 รายในระยะเวลาเพียง 7 เดือนเท่านั้น ซึ่งบริษัทยังคงทำสถิติอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็วผ่านกลยุทธ์การตลาดที่ยอดเยี่ยม โดยมีลูกค้าอีกมากกว่า 7,500 รายที่ลงชื่อรอใช้บริการ”

“Jitta กำลังปฏิวัติอุตสาหกรรมการลงทุนด้วยการลดความยุ่งยากให้แก่นักลงทุนทุกคน ซึ่งได้เร่ิมจากนักลงทุนที่มีเงินขั้นต่ำ 1 ล้านบาท โดยมีหลักแนวคิดของ Jitta Score และ Jitta Line อันเป็นที่มาในการจัดอันดับ Jitta Ranking ที่คัดเลือกหุ้นยอดเยี่ยม ในราคาที่เหมาะสมให้แก่นักลงทุน ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย Jitta จะช่วยขยายฐานนักลงทุนในประเทศไทย โดยการลดต้นทุนของการลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่สูงกว่า และลดเวลาที่จะเริ่มลงทุนจากหลายเดือนเป็นเพียงไม่กี่สัปดาห์”

ทั้งนี้นายตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ CEO Jitta ได้กล่าวในพิธีรับรางวัล ณ วันที่ 28 มีนาคม 2561 ว่า

“ในฐานะตัวแทนของ Jitta ขอขอบคุณทาง Frost & Sullivan สำหรับโอกาสอันเป็นเกียรตินี้ สำหรับ Jitta  รางวัลนี้เป็นมากกว่าที่เราได้รับการยอมรับ แต่ยังบ่งบอกถึงวิสัยทัศน์ของเรา ที่ต้องการให้การบริหารจัดการสินทรัพย์ที่สร้างคุณค่าให้แก่นักลงทุนอย่างแท้จริง ได้แพร่หลายเข้าสู่ผู้คนจำนวนมาก”

“ทีมงาน Jitta ทุกคนมีความมุ่งมั่นอย่างเต็มเปี่ยมที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่อช่วยให้นักลงทุนได้เข้าถึงบริการที่มีประสิทธิภาพ สร้างผลตอบแทนที่ดีกว่า ขอบคุณนักลงทุนและที่ปรึกษาที่เชื่อมั่นในความฝันของเรา และที่ขาดไม่ได้ ผมขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ใช้งานและลูกค้าที่ไว้วางใจเรามาโดยตลอด เราไม่สามารถมาถึงจุดนี้ได้เลย ถ้าไม่มีแรงสนับสนุนจากทุกคน”

“รางวัลนี้จะเป็นแรงผลักดันให้เราได้พัฒนาและสร้างสรรค์สิ่งที่ดีต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนนับล้านทั่วโลกต่อไป”