แนวทางการลงทุนของ Jitta

Jitta ได้แรงบันดาลใจด้านการลงทุนจากประโยคอมตะของวอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่ว่า “It’s far better to buy a wonderful company at a fair price than a fair company at a wonderful price.” หรือแปลว่า “การซื้อบริษัทที่ดีในราคาที่เหมาะสม ย่อมดีกว่าการซื้อบริษัทคุณภาพกลางๆในราคาที่ดี”

ฟังดูเป็นคำแนะนำที่เรียบง่าย ทำตามได้ไม่ยาก ที่สำคัญ ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า สามารถสร้างผลกำไรอันน่าทึ่งได้ตลอด 50 กว่าปีที่ผ่านมา เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว จะต้องเสียเวลาสรรหาวิธีลงทุนแบบอื่นทำไมกัน

การลงทุนในหุ้นเหมือนกับการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์

Warren Buffett เขียนถึงหลักการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งประยุกต์มาจากหลักการลงทุน “ซื้อธุรกิจที่ดี ในราคาที่เหมาะสม” ที่เค้าใช้ในการลงทุนในบริษัทดีๆชั่วชีวิตครับ ลองไปอ่านกันดูครับ (เรียบเรียงโดยคุณวิบูลย์ พึงประเสริฐ มีทั้งหมด 3 ตอน)

Warren Buffett เขียนถึงหลักการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งประยุกต์มาจากหลักการลงทุน “ซื้อธุรกิจที่ดี ในราคาที่เหมาะสม” ที่เค้าใช้ในการลงทุนในบริษัทดีๆชั่วชีวิตครับ ลองไปอ่านกันดูครับ (เรียบเรียงโดยคุณวิบูลย์ พึงประเสริฐ มีทั้งหมด 3 ตอน)

ทั้งนี้มีสิ่งที่ผมอยากจะย้ำเพิ่มเติมก็คือ

  1. คนที่เข้าใจหลักการสร้าง Passive Income จะเข้าใจหลักการลงทุนของ Warren Buffett ได้ดีมาก ใครที่ไม่เข้าใจ ลองไปอ่านหนังสือ Rich Dad Poor Dad เพิ่มเติมดูนะครับ

  2. เวลาลงทุน พยายามซื้อทรัพย์สิน โดยประเมินจากกระแสเงินสด หรือ สิ่งที่ใกล้เคียงเงินสดที่ทรัพย์สินสร้างได้เป็นหลัก อย่าพยายามซื้อด้วยการหวังกำไรจากส่วนต่างราคาที่จะขายได้ในอนาคต

  3. ทรัพย์สินที่ดีมาก ควรจะต้องมีมูลค่าเพิ่มตามกาลเวลา และกระแสเงินสด หรือ สิ่งที่ใกล้เคียงเงินสดที่ทรัพย์สินสร้างได้ ก็จะควรเพิ่มขึ้นทุกปีเช่นเดียวกัน ในอัตราที่มากกว่าเงินเฟ้อ

  4. ในการลงทุนทุกครั้ง พยายามมองให้ออกว่า อย่างน้อยต้องคืนทุนภายใน 10 ปี และควรจะได้ทรัพย์สินที่สร้าง Passive Income ต่อไปได้ชั่วชีวิต ถ้าหากเราทำซ้ำแบบนี้ไปได้เรื่อยๆ ความมั่งคั่งในอนาคตของเราจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเอง

  5. กำไร 100% ที่ได้มาเร็วๆ เมื่อเทียบกับ Passive Income ชั่วชีวิตแล้วน้อยมากๆ ดังนั้น ถ้าหากว่าได้ลงทุนในทรัพย์สินที่ดีมากๆ ที่สามารถสร้าง Passive Income ที่เพิ่มมากขึ้นตามเงินเฟ้อได้ทุกปี พยายามอย่าขายทรัพย์สินนั้นออกไปจะดีที่สุด จากนั้นค่อยๆเก็บสะสม Passive Income ที่ได้ เพื่อไปซื้อทรัพย์สินดีๆเก็บไว้ต่อไปเรื่อยๆ

ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ Jitta นั้น บทความนี้ก็เป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการใช้งาน Jitta ได้อย่างดีครับ เพราะถ้าหากใครได้เคยเข้าไปอ่านหลักการของ Jitta ใน http://library.jitta.com/th/basic แล้ว ก็จะทราบว่า

  1. Jitta Score นั้นใช้เพื่อวัดคุณภาพของธุรกิจ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าธุรกิจนั้นมีศักยภาพแค่ไหนในการสร้างกระแสเงินสดที่สามารถเพิ่มขึ้นได้ทุกปี
  2. Jitta Line คำนวณจากหลักที่ว่า ถ้าหากเราจะลงทุนซื้อกิจการทั้งหมด ราคาเท่าไหร่ที่จะทำให้คืนทุนใน 10 ปี

ดังนั้นการลงทุนในบริษัทที่มี Jitta Score สูงๆ ในราคาที่ไม่แพงเกินกว่า Jitta Line ก็จะทำให้มั่นใจได้ว่า เราได้ทรัพย์สินที่มีคุณภาพดีในราคาที่เหมาะสม ที่เราจะคืนทุนได้ภายใน 10 ปี และจะได้ Passive Income ที่เพิ่มขึ้นตามเงินเฟ้อเป็นของแถมไปอีกนานแสนนาน

และที่สำคัญเราแทบไม่จำเป็นต้องทำอะไรอีกเลยหลังจากที่ได้ลงทุนไปแล้ว ทำให้เรามีเวลาว่างไปค้นหาทรัพย์สินอื่นๆที่น่าลงทุน หรือ ใช้เวลาเพื่อไปทำในสิ่งที่อื่นๆที่เรารักได้โดยไม่ต้องห่วงเรื่องการลงทุนมากนัก
ซึ่งก็ตรงกับหลักที่ Warren Buffett ใช้ในการลงทุนทั้งหุ้นและอสังหาริมทรัพย์อย่างมีความสุข ทุกประการครับ

Stock Investment is like Real Estate Investment

Warren Buffett has written concepts of investing in real estate, which were adapted from the principle of “buying good businesses in suitable prices”, where he uses throughout his whole life to invest in companies. Please see his articles below:

Warren Buffett has written concepts of investing in real estate, which were adapted from the principle of “buying good businesses in suitable prices”, where he uses throughout his whole life to invest in companies. Please see his articles below:

From here, what is would like to further emphasize are:

Those who understand the concept of Passive Income will understand Buffet’s investment concepts very well. For those of you who are still not quite sure, I encourage you to read Rich Dad, Poor Dad for a better understanding.

When you are investing, try to buy assets based on the cash flow (or something similar to cash flow) that the asset can generate, not on the capital gain you may make through selling at a higher price in the future.

Great assets should increase in value with time, and it’s cash flow (or something similar to cash flow) should also increase respectively in a rate greater than the inflation rate.

In all your investments, try to choose assets that at least break even within ten years, and can generate Passive Income for the rest of your life. If we can repeat this, our wealth will constantly increase in e future.

Remember that a 100% profit that is quickly gained is actually a lot less than the Passive Income you can gain for the rest of your life. Therefore, if you have the chance to invest in a great asset that generates a an increasing Passive Income greater than the inflation rate every year, try to hold onto it. You can then collect the Passive Income to buy more great assets.

In relation to Jitta, this excerpt helps reinforce users’ confidence in Jitta because if you have studied our concept at http://library.jitta.com/en/basic you will find that:

The Jitta Score is used to measure the quality of the company, helping us evaluate its capability in increasing its cash flow every year.

The Jitta Line is calculated from the concept that if we were to invest in all the companies, which price would allow us to break even within 10 years.

Therefore, investing in companies with a high Jitta Score in a price level that does not exceed the Jitta Line, will ensure that we are investing in a quality asset with a suitable price, and will break even for us within ten years, plus will also generate Passive Income that increases with the inflation rate as a bonus.

In addition, we don’t even have to do anything after investing, giving us the extra time to find other investment prospects, or pursue other interests in life without worrying too much about our investments, all of which align with Buffet’s investment principles in both stocks and real estate.

หลักการลงทุนที่ปลอดภัยในยามที่ตลาดหุ้นผันผวนวุ่นวาย

หลักการลงทุนที่ปลอดภัยในยามที่ตลาดหุ้นผันผวนวุ่นวาย นอกจากการลงทุนในธุรกิจที่ดีที่มีการจ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอหรือเพิ่มขึ้นทุกปีแล้ว อีกวิธีนึงที่ดีก็คือ การลงทุนแบบหาส่วนต่างกำไรจากราคาหุ้น (Stock Arbitrage) แบบชัวร์ๆครับ

หลักการลงทุนที่ปลอดภัยในยามที่ตลาดหุ้นผันผวนวุ่นวาย นอกจากการลงทุนในธุรกิจที่ดีที่มีการจ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอหรือเพิ่มขึ้นทุกปีแล้ว อีกวิธีนึงที่ดีก็คือ การลงทุนแบบหาส่วนต่างกำไรจากราคาหุ้น (Stock Arbitrage) แบบชัวร์ๆครับ

ที่ว่าแบบชัวร์ๆก็คือ เราต้องมั่นใจได้ว่า เมื่อเราซื้อหุ้นไปแล้ว เราสามารถนำไปขายได้เมื่อไหร่ในอนาคต ในราคาเท่าไหร่ และจะได้ผลตอบแทนจากการลงทุนเท่าไหร่ครับ (ซึ่งจะแตกต่างจากการซื้อหุ้นแล้ว หวังให้หุ้นขึ้นในระยะสั้นๆแล้วขาย แบบไม่มีเหตุผลนะครับ)

วิธีการนี้นักลงทุนจำนวนมากใช้กันเสมอเมื่อมีโอกาส แม้กระทั่ง Warren Buffett เองก็ใช้ทุกครั้งที่มีโอกาส (ในสมัยหนุ่มๆที่เงินลงทุนยังไม่มากมายเหมือนทุกวันนี้ครับ)

วิธีการลงทุนแบบ Stock Arbitrage ที่ง่ายที่สุดและชัวร์ที่สุดนั้น ก็คือ

  • การคอยดูว่าจะมีบริษัทไหนในตลาดหลักทรัพย์ที่ประกาศการถูกเข้าซื้อกิจการบ้าง
  • ราคาหุ้นที่ถูกเสนอซื้ออยู่ที่เท่าไหร่ และจะมีการทำคำเสนอซื้อวันไหน
  • ราคาหุ้นในตลาดหุ้นอยู่ที่เท่าไหร่ และเราจะได้ผลตอบแทนประมาณเท่าไหร่

ยกตัวอย่างง่ายๆเช่น ตอนที่ CPALL ประกาศว่าจะซื้อ MAKRO ในราคา 787 บาท ในช่วงที่กำลังรอผู้ถือหุ้นอนุมัติการซื้อกิจการครั้งนี้ ราคาหุ้นอยู่ที่ราวๆ 756 บาท เท่ากับว่าถ้าหากดีลนี้ได้รับการอนุมัติ และการควบรวมกิจการสำเร็จได้ด้วยดีในอีก 4 เดือนข้างหน้า

เราจะได้กำไรประมาณ (787-756)/756 = 4.1% ภายในเวลา 4 เดือน หรือเทียบได้ประมาณ 12.3% ต่อปีครับ

(ตัวเลขราคากับระยะเวลา อาจจะไม่ถูกต้องเป๊ะตามที่เขียนนะครับ ผมเขียนเอาจากความทรงจำ เพื่อยกเป็นตัวอย่าง แต่น่าจะอยู่ที่ราวๆนี้ครับ รวมทั้งไม่ได้นำเรื่องค่าธรรมเนียมในการซื้อขายหุ้นมาคิดรวม เพื่อความง่ายในการคำนวณครับ)

ดังนั้นสิ่งที่เราต้องวิเคราะห์ในการทำกำไรจากการลงทุนด้วยวิธีนี้คือ การซื้อกิจการนั้นมีโอกาสเกิดขึ้นจริงมากน้อยแค่ไหน และผลตอบแทนที่ได้รับต่อปีนั้นคุ้มค่ามากแค่ไหนครับ อย่างกรณีของ Warren Buffett นั้น ต้องการการลงทุนที่ปลอดภัยมากที่สุด ก็จะรอจนมั่นใจได้ว่า การควบรวมกิจการเกิดขึ้นแน่ๆ แล้วค่อยไปดูว่าราคาหุ้นในตลาด ณ วันนั้น ซื้อได้ในราคาเท่าไหร่ ถ้าหากว่าซื้อแล้วได้รับผลตอบแทนต่อปีอย่างน้อย 10% ก็สามารถลงทุนได้ครับ

ซึ่งด้วยวิธีแบบนี้ อารมณ์หรือความวุ่นวายของตลาดหุ้นจะไม่มีผลให้ราคาหุ้นแกว่งเท่าไหร่ครับ เพราะมีราคากำหนดตายตัวอยู่แล้วในวันที่จะทำเรื่องซื้อหุ้นเพื่อควบรวมกิจการในอนาคต ทำให้เราคาดการณ์ผลตอบแทนได้ชัดเจนมาก

มาดูตัวอย่างที่เพิ่งเกิดขึ้นจริงกับกรณีของบริษัทไทยพาณิชย์สามัคคีประกันภัย (SCSMG) ที่เพิ่งมีประกาศออกมาว่า ทางธนาคารไทยพาณิชย์ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เตรียมขายหุ้น SCSMG ให้กับ ACE Group ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทประกันภัยระดับโลก

โดยหลักๆก็สรุปได้ดังนี้

  • ACE จะซื้อหุ้น SCSMG ในราคาหุ้นละ 27.6 บาท จากธนาคารไทยพาณิชย์ และ ผู้ถือหุ้นทุกคน
  • การซื้อขายน่าจะเสร็จสิ้นภายในไตรมาส 2 ของปี 2557
  • การซื้อขายยังขึ้นอยู่กับเงื่อนไขบางประการ เช่น การได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การตรวจสอบสถานะกิจการของ SCSMG การได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้น เป็นต้น

ดังนั้นจากข้อมูลเหล่านี้ เราจะเห็นว่าดีลการซื้อกิจการนี้มีโอกาสค่อนข้างสูงมาก เพราะ

  1. บนหน้าเว็บของ SCSMG มีประกาศถึงเรื่องการขายกิจการครั้งนี้อย่างจริงจัง แสดงให้เห็นว่าธนาคารไทยพาณิชย์ต้องการขายหุ้น SCSMG ออกไปจริงๆ และ ธนาคารไทยพาณิชย์ถือหุ้นอยู่เกิน 50% ใน SCSMG อยู่แล้ว ดังนั้นไม่น่ามีปัญหาในการอนุมัติจากผู้ถือหุ้นเพื่อให้มีการขายกิจการ
  2. ACE Group เป็นกลุ่มบริษัทประกันภัยจากอเมริกาที่ใหญ่เป็นอันดับ 7 ของโลก (วัดตามมูลค่าการตลาด) ซึ่งก็กำลังอยู่ในช่วงขยายกิจการมาในแถบตลาดเกิดใหม่ และ ACE ก็มีฐานะทางการเงินที่ดี มีเงินเพียงพอที่จะซื้อหุ้น SCSMG ทั้งหมดจากผู้ถือหุ้นได้ไม่มีปัญหา พร้อมทั้งมีประวัติในการเข้าซื้อกิจการประกันในประเทศต่างๆสำเร็จด้วยดีมาแล้วมายมาย

เมื่อฝั่งผู้ขายอยากขาย ฝั่งผู้ซื้ออยากซื้อและมีเงินพร้อมซื้อ ก็น่าจะตกลงซื้อขายกันได้ไม่มีปัญหาอะไร ยกเว้นแต่เพียงมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นเท่านั้น เช่น อยู่ๆ ACE ไปเจออะไรที่ซุกซ่อนไว้ในงบการเงินของ SCSMG เลยขอระงับการเข้าซื้อกิจการเป็นต้น

ดังนั้นถ้าหากว่าเรามั่นใจว่าการซื้อขายครั้งนี้เกิดขึ้นแน่นอน เราก็ไปดูราคาหุ้น SCSMG ในตลาดหลักทรัพย์ก็จะเห็นว่าราคาอยู่ที่ 26.75 บาท ณ วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2557 ดังนั้น ถ้าหากเราคิดว่าการควบรวมครั้งนี้จะเสร็จสิ้นภายในเดือนมิถุนายน (ตามที่บริษัทให้ข้อมูล) แสดงว่า ถ้าหากเราซื้อหุ้น SCSMG วันนี้ที่ 26.75 บาท แล้วไปขายตอนวันที่ 3 มิถุนายน ในราคา 27.6 บาท เราจะได้ผลตอบแทนการลงทุนประมาณ 3.17% ภายในระยะเวลา 4 เดือน หรือประมาณ 9.53% ต่อปีครับ ซึ่งก็ถือว่าเป็นผลตอบแทนที่ค่อนข้างดีครับ แต่ก็ยังไม่ถึง 10% ต่อปีตามเกณฑ์การลงทุนที่ดีครับ

ดังนั้นถ้าเจอแบบนี้เราก็อาจจะรอไปอีกสักพัก เพื่อให้ใกล้เวลาที่จะควบรวมมากขึ้น แล้วไปดูราคาอีกทีก็ได้ครับ ถ้าหากว่าคุ้มค่าก็ค่อยเข้าไปลงทุนตอนนั้นก็ได้ เช่น สมมติวันที่ 4 เมษายน มีการประกาศซื้อกิจการเรียบร้อย และราคาหุ้นอยู่ที่ 27 บาท เท่ากับว่า เราจะได้ผลตอบแทน 2.22% ในระยะเวลา 2 เดือน หรือเท่ากับประมาณ 13.33% ต่อปี ก็ถือว่าคุ้มค่าในการลงทุนแล้วครับ

แต่บางทีรอไปใกล้ๆ ก็อาจจะทำให้ราคาขึ้นสูงจนใกล้ราคาเสนอซื้อ จนผลตอบแทนลดลงก็ได้ครับ ดังนั้นก็ขึ้นอยู่กับแผนการลงทุน และ ผลตอบแทนในการลงทุนที่เราต้องการครับว่าจะซื้อหรือไม่ และ ซื้อในช่วงเวลาไหนครับ อย่างผมเองก็ยึดแนว Warren Buffett เป็นหลักครับ คือ รอให้มั่นใจและค่อยไปดูราคา ถ้าหากได้ผลตอบแทนมากกว่า 10% ต่อปี ก็ค่อยลงทุนครับ

ทั้งนี้ผมยกเรื่องของ SCSMG มาให้ดูเป็นตัวอย่างง่ายๆนะครับ ถ้าหากใครสนใจก็ลองไปวิเคราะห์เพิ่มเติมได้นะครับ พร้อมทั้งอาจจะเข้าไปดู Jitta Score กับ FactSheet ของหุ้น SCSMG และ ACE ใน Jitta ประกอบด้วยก็ได้ ซึ่งจะเห็นได้ว่า ACE เป็นบริษัทประกันที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง ดังนั้นก็ไม่น่าจะมีปัญหาในการเข้าซื้อ SCSMG แน่นอน และ SCSMG มีผลการประกอบกิจการที่ไม่ค่อยดี ดังนั้นไทยพาณิชย์อยากขายแน่นอนครับ

สรุปการลงทุนแบบ Stock Arbitrage ก็ปลอดภัยดีครับ เหมาะกับคนที่ไม่ชอบความเสี่ยง แต่จะลงทุนได้ก็ต้องคอยติดตามข่าวและต้องมีการวิเคราะห์เพิ่มเติม เพราะการลงทุนในกรณีนี้ควรจะลงทุนเมื่อมั่นใจได้เกือบๆ 100% ว่าการซื้อขายกิจการจะไม่มีอะไรผิดพลาดครับ ถ้าแค่ออกมาเป็นข่าวลืออะไรพวกนี้ไม่ควรจะไปเชื่อครับ รอให้บริษัทประกาศออกมาเป็นทางการจะมั่นใจได้มากกว่าเยอะครับ

แต่ถ้าหากเราไม่ต้องการวุ่นวายกับเรื่องเหล่านี้ ก็ยึดมั่นในหลักการ

Buy a wonderful company at a fair price
– Warren Buffett

และใช้ Jitta ในการมองหาบริษัทที่ยอดเยี่ยมเพื่อลงทุนระยะยาวเหมือนเดิมต่อไปได้อยู่ดีครับ เพราะในระยะยาวแล้วผลตอบแทนที่ได้ก็ยังเหนือกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้นอยู่ดีครับ

สำหรับตัวผมเองก็จะเลือกลงทุนระยะยาวในธุรกิจที่ยอดเยี่ยมก่อนเสมอครับ เพราะในระยะยาวแล้วจะสร้างผลตอบแทนได้ดีที่สุด และ ทำให้เรามีเวลาว่าง และ สบายใจมากที่สุดครับ

กฏข้อที่ 1 : อย่าขาดทุน

สมัยตอนผมเริ่มขับรถใหม่ๆ คุณแม่จะคอยบอกผมอยู่เสมอว่าไม่ต้องขับเร็วมาก เพราะขับ 100 กับ 120 ก็ถึงบ้านต่างกันไม่กี่นาที แต่ปลอดภัยกว่ากันเยอะ และถ้าขับเร็วจนติดเป็นนิสัย พลาดพลั้งไปเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาจะไม่คุ้มกันเลย

สมัยตอนผมเริ่มขับรถใหม่ๆ คุณแม่จะคอยบอกผมอยู่เสมอว่าไม่ต้องขับเร็วมาก เพราะขับ 100 กับ 120 ก็ถึงบ้านต่างกันไม่กี่นาที แต่ปลอดภัยกว่ากันเยอะ และถ้าขับเร็วจนติดเป็นนิสัย พลาดพลั้งไปเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาจะไม่คุ้มกันเลย

ในการลงทุนก็เช่นเดียวกันครับ การที่เราพยายามทำอะไรที่เสี่ยง เพื่อให้ได้ผลตอบแทนมากขึ้นนั้น ในระยะยาวมักจะไม่ค่อยคุ้มกับกำไรที่เราได้รับมาในระยะสั้นเท่าไหร่ครับ เพราะ

  1. เราอาจจะทำถูกในบางครั้งและได้ผลตอบแทนจำนวนมาก แต่ในขณะเดียวกันเวลาเราลงทุนผิดพลาด ก็อาจจะทำให้เงินต้นเสียหายได้มากเช่นเดียวกัน ซึ่งความรู้สึกดีเวลาได้ผลตอบแทนจำนวนมากๆ เทียบไม่ได้กับ ความรู้สึกแย่เวลาที่เราขาดทุนมากๆครับ
  2. การลงทุนด้วยความเสี่ยงมากๆ จะทำให้เรามีความเครียดเกิดขึ้นได้มากกว่า บางครั้งอาจจะถึงขั้นกินไม่ได้ นอนไม่หลับเลยทีเดียว ซึ่งในระยะยาวอาจจะทำให้สุขภาพเราย่ำแย่
  3. ในเกมของการลงทุนนั้น จะเกิด Game Over ขึ้นได้กรณีเดียวก็คือ เงินต้นหายไปจนหมด ซึ่งการที่เราพยายามเสี่ยงมากเกินไป และถ้าหากเกิดความผิดพลาดร้ายแรงเพียงครั้งเดียวที่ทำให้เงินต้นเราหายไปเกือบหมด ก็เหมือนกับเราขับรถเร็วแล้วพลาดเกิดอุบัติเหตุทำให้พิการหรือเสียชีวิต ซึ่งไม่คุ้มกันเลยสักนิดเดียวกับการไปถึงที่หมายเร็วขึ้นไม่กี่นาที
  4. การลงทุนเป็นสิ่งที่เราต้องทำระยะยาวชั่วชีวิตอยู่แล้ว และจากประวัติศาสตร์ก็ทำให้เห็นแล้วว่า ไม่ว่าเราจะลงทุนแบบไหน สุดท้ายแล้ว ผลตอบแทนทบต้นก็จะอยู่ที่ประมาณ 20% ต่อปีเท่านั้น ดังนั้นการรีบร้อนลงทุนด้วยความเสี่ยง กับ การลงทุนด้วยความระมัดระวัง สุดท้ายในระยะยาวก็ทำเงินได้พอๆกัน แต่ความสุขในชีวิตจะต่างกันเยอะมาก

ผมลองทำ Excel ออกมา เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า ในการลงทุนระยะยาวนั้น การขาดทุนหนักๆเพียงไม่กี่ครั้ง อาจจะทำให้ผลตอบแทนที่ได้น้อยลงอย่างมากครับ โดยผมได้จำลองเหตุการณ์ออกมา 3 กรณี ดังนี้

  1. ลงทุนแบบไม่เสี่ยง และได้รับผลตอบแทน 20% ต่อปีไปเรื่อยๆ ด้วยเงินต้น $10,000 ผ่านไป 20 ปี จะกลายเป็นเงินทั้งสิ้น $383,376
  2. ลงทุนแบบเสี่ยงปานกลางโดยเวลาได้กำไร จะได้ 30% แต่เวลาขาดทุน จะขาดทุน 15% ซึ่งสมมติว่าทุกๆ 4 ปี จะได้กำไร 3 ปีและขาดทุน 1 ปี พบว่าจากเงินต้น $10,000 ผ่านไป 20 ปี จะกลายเป็นเงิน $227,114.53
  3. ลงทุนแบบเสี่ยงมาก เวลาได้กำไรได้ครั้งละ 50% แต่เวลาเสียก็เสียครั้งละ 50% เช่นเดียวกัน และทุกๆ 4 ปีจะขาดทุน 1 ปี ก็พบว่า ด้วยเงินต้น $10,000 ผ่านไป 20 ปี เราจะมีเงินทั้งสิ้นเพียง $136,841.84 เท่านั้น

ซึ่งก็จะเห็นได้ชัดเลยว่า การลงทุนที่แม้จะได้ผลตอบแทนสูงๆถึงครั้งละ 50% แต่เวลาขาดทุนก็เสียเยอะเหมือนกันนั้น ในระยะยาวแล้วกลับให้ผลตอบแทนที่น้อยที่สุดเลยครับ ยังไม่นับรวมสุขภาพและเวลาที่เราต้องเสียไปกับการลงทุนแบบเสี่ยงๆนี้ด้วยครับ

และนี่เลยเป็นที่มาของกฏการลงทุนง่ายๆที่ Warren Buffett บอกเอาไว้ครับว่า
1. อย่าขาดทุน
2. กลับไปอ่านข้อ 1 ให้เข้าใจ

เพราะถ้าหากเราไม่ขาดทุนหนักๆแล้ว เราก็มีโอกาสสร้างผลตอบแทนทบต้นได้ไปเรื่อยๆ และก็สามารถไปถึงจุดหมายทางการเงินที่ตั้งใจไว้ได้แน่นอนครับ จริงๆเพียงแค่ทำผลตอบแทนทบต้นได้ 20% ต่อปี ก็สามารถเปลี่ยนเงินจาก 1 ล้านให้เป็น 100 ล้านได้ ภายในประมาณ 25 ปีแล้วครับ

และเชื่อผมเถอะครับว่า การมองเห็นเงินของเราโตขึ้นปีละ 20% ไปเรื่อยๆนั้น ให้ความรู้สึกที่ดีกว่าการนั่งมองดูเงินหายไป 50% ในบางปีอย่างแน่นอนครับ

Rule No. 1: Don’t make a Loss

When I first started driving, my mom would always remind me not to drive too fast. She would say the traveling time between driving at a 100 km/hr speed and 120 km/hr is not that different. So really speeding up isn’t all that worth it if an accident happens.

When I first started driving, my mom would always remind me not to drive too fast. She would say the traveling time between driving at a 100 km/hr speed and 120 km/hr is not that different. So really speeding up isn’t all that worth it if an accident happens.

It’s the same for investment. In the long-run, it is not worth it to do something risky for short-term returns.

Why?

  1. We may hit the mark sometimes and gain great returns, but at the same time, when we make mistakes, the stakes are equally high. And the feeling of gaining great returns doesn’t compare with the feeling when you lose the same amount. Trust me.
  2. Making too-risky investments creates stress. So much that sometimes it physically affects us. We can’t eat, we can’t sleep. Not ideal.
  3. In the game of investment, Game Over happens when our entire invested capital is gone. If we take on too much risk and made a mistake, we could lose almost our entire original capital. This is like driving too fast and having a near fatal accident, which is so not worth it for driving fast and getting there a few minutes earlier.
  4. Investing is something we are doing for the long-term, for the rest of our lives. History has already shown us that no matter which technique used, in the end the compounded return is around 20% per year. So rushing to make fast money with high risk versus investing carefully in the long-run will generate you the similar results. The only difference is how you would feel throughout the entire journey.

I’ve created an Excel sheet here so that it’s easier to see that making only a few big losses might actually significantly decrease your returns. I’ve created three hypothetical situations here:

  1. A low-risk investment strategy will generate a 20% return per year. With an starting capital of $10,000, 20 years later it will become $383,376.
  2. A moderate-risk investment strategy will generate a 30% return. However, when making a loss it will be a 15% loss. So let’s say that in every 4 years, 3 years will profit and one will make a loss. We will find that the original $10,000 becomes $227,114.53.
  3. A high-risk investment strategy will generate a 50% profit each time of profit, however, it will also make a 50% loss. With the same 4-year situation of making a loss once every four years, after 20 years the starting $10,000 will be a mere $136,841.84.

Clearly, we can see that even though a high-return investment strategy yields a 50% profit each time, every time you make a loss, it is also equally significant. And in the long-run, this strategy generates the least return, not to mention all the time and stress that we have to waste in doing so.

And so this sums up the simple rules of investment by Warren Buffett, who suggests: 1) Don’t make a loss and 2) Read #1 again.

If we don’t make big losses, then we will be able to make compounded returns constantly and accomplish our investing goals. By just making a 20% return per year, we can change our 1 million into 100 billion within 25 years.

And believe me, looking at our money growing 20% per year every year feels much better than seeing our money disappear 50% a time in some years.

Mr. Market

สิ่งหนึ่งที่ Ben Graham ปรมาจารย์ด้านการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ใช้สอน Warren Buffett และนักลงทุนทั้งหลายเกี่ยวกับพฤติกรรมของตลาดหุ้น และ สิ่งที่นักลงทุนผู้ชาญฉลาดควรทำเพื่อสร้างผลกำไรจากตลาดหุ้นก็คือ ตัวละครสมมติที่ชื่อว่า Mr. Market หรือ นายตลาด

สิ่งหนึ่งที่ Ben Graham ปรมาจารย์ด้านการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ใช้สอน Warren Buffett และนักลงทุนทั้งหลายเกี่ยวกับพฤติกรรมของตลาดหุ้น และ สิ่งที่นักลงทุนผู้ชาญฉลาดควรทำเพื่อสร้างผลกำไรจากตลาดหุ้นก็คือ ตัวละครสมมติที่ชื่อว่า Mr. Market หรือ นายตลาด

โดย นายตลาด คือ หุ้นส่วนคนหนึ่งในบริษัทของเรา ซึ่งเป็นคนที่มีปัญหาทางด้านการควบคุมอารมณ์อย่างรุนแรง วันไหนที่อารมณ์ดี ก็จะมองเห็นทุกอย่างสดใสไปหมด แต่วันไหนที่รู้สึกหดหู่ ก็จะรู้สึกเหมือนว่าโลกกำลังจะล่มสลาย
ทั้งนี้นายตลาดจะเข้ามาหาเราทุกวัน พร้อมทั้งเสนอซื้อหรือขายหุ้นที่เค้ามีอยู่ให้กับเรา ตามอารมณ์ของเค้าในวันนั้น ถ้าหากนายตลาดอารมณ์ดีมาก ก็จะมองเห็นแต่อนาคตที่สดใสของบริษัท และก็จะพยายามขอซื้อหุ้นบริษัทจากเราในราคาที่แพงเป็นพิเศษ แต่ถ้าหากวันไหนที่นายตลาดรู้สึกหดหู่ มองเห็นแต่อะไรร้ายๆ ก็จะคิดว่าบริษัทมีปัญหาหลายๆอย่าง และอยากที่จะขายหุ้นของตนเองในบริษัทออกไปให้หมด ก็จะมาหาเราพร้อมเสนอขายหุ้นในราคาที่ต่ำมากๆให้กับเรา
ดังนั้นสิ่งที่เราควรจะทำคือ อย่าปล่อยให้ความคิดของนายตลาดมาครอบงำความคิดของเรา เราต้องอ่านอารมณ์ของนายตลาดให้ออก และฉวยประโยชน์จากข้อเสนอที่ผิดพลาดของนายตลาดเมื่อมีโอกาส รวมทั้งไม่ได้สนใจนายตลาด ถ้าหากว่าข้อเสนอของเค้าไม่ได้ทำประโยชน์อะไรให้กับเรา

แน่นอนครับว่า นายตลาด แท้จริงแล้ว ก็คือ ตลาดหุ้นนั่นเอง ในทุกๆวันก็จะมีข้อเสนอในการลงทุนมากมายมาให้เราเลือกลงทุน ดังนั้นสิ่งที่เราควรจะต้องทำในฐานะนักลงทุนก็คือ การรู้จักคุณภาพของทรัพย์สิน (Jitta Score) และราคาที่เหมาะสมของทรัพย์สิน (Jitta Line) ที่เราต้องการจะลงทุน เพียงแค่นี้เราก็จะไม่โดนครอบงำด้วยราคาที่นายตลาดคิดด้วยอารมณ์ในแต่ละวัน และสามารถทำกำไรจากนายตลาดได้แล้วครับ
ตัวอย่างพฤติกรรมของนายตลาดที่เห็นได้ชัดถึงอารมณ์ที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้ตลอดเวลาก็อย่างเช่น หุ้น GMCR ที่เราจะเห็นได้ว่าราคาที่นายตลาดเสนอมานั้น มีการแกว่งตัวไปมาอย่างสุดขั้วรุนแรงในแต่ละปี ในขณะที่ธุรกิจหลักก็ยังคงดำเนินการต่อไป และมีคุณภาพและราคาที่เหมาะสมค่อยๆปรับเพิ่มขึ้นทีละนิดๆ

ดังนั้นถ้าหากเรารู้จักคุณภาพและราคาที่เหมาะสมของ GMCR และเข้าใจอารมณ์ของนายตลาดแล้ว เราก็สามารถที่จะทำกำไรจากการซื้อหุ้นในวันที่นายตลาดมองโลกในแง่ร้ายและขายหุ้นคืนให้ในวันที่นายตลาดมองโลกในแง่ดีเกินไปครับ